อัครเดช สุภัคกุล

“หัวเมืองบางเมืองไม่บุก ชัยภูมิบางแห่งไม่ชิง”

หลี่เยวียน

เขียนสามก๊กฉบับ ไทยนิยม รับใช้พระเดช พระคุณท่าน พ่อแม่พี่น้อง ประชาชน มาจนถึง บทที่ 14 บัดนี้ถึงเวลาเปิดม่านให้พระเอกสามก๊ก ตามท้องเรื่องคือ “เล่าปี่” ออกฉาก ที่ออกมาช้าก็ด้วยเหตุว่า ในความเป็นจริงนั้น เล่าปี่เพิ่งจะเข้ามามีบทบาทในภายหลัง เมื่อกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองออกอาละวาด เล่าปี่เมื่อเห็นป้ายบอกประกาศจากทางการ รับสมัครทหารอาสาปราบโจรโพกผ้าเหลือง ติดไว้ที่กลางตลาดจึงสนใจมาร่วมยืนมุงดูป้าย เมื่ออ่านป้ายแล้วก็ถอนหายใจดังอย่างหมดอาลัยตายอยาก จนดังถึงหูคนข้างๆ ซึ่งฟังด้วยความรำคาญ จึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า “ตัวท่านก็เป็นชายชาตรี เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา ไหนเลยจะมัวแต่ถอนหายใจ” แล้วเล่าปี่ก็หันกล่าวตอบว่า “ข้าพเจ้าอยากจะช่วยบ้านเมือง แต่ก็ติดด้วยเข็ญใจ ไร้ทรัพย์” เศรษฐีขายหมูเมื่อได้ยินถ้อยคำของคนอ่อนน้อมก็ชอบใจนัก จึงกล่าวแนะนำตัวไปว่า “ตัวข้าชื่อ เตียวหุย ส่วนท่านละชื่อเรียงเสียงไร” เล่าปี่จึงค้อมศีระษะลงเล็กน้อยแล้วกล่าวตอบว่า “ตัวข้ามีนามว่า เล่าปี่ สืบสายเลือดมาจากพระเจ้าฮั้นโจโก ปฐมแห่งมหาราชวงศ์ฮั่น นับเป็นรุ่นที่ 15 แต่เวลานี้ตกอับพับสถาน จึงต้องมาทอเสื่อกกขายเลี้ยงชีวิต” เป็นเชื้อพระวงศ์เสียด้วย เมื่อได้ยินดังนั้นเตียวหุยจึงออกปากว่า “ไปหาร้านเหล้าดีๆ นั่งดื่ม แล้วคุยกันดีกว่า ข้าเลี้ยงเอง” แล้วทั้งสองจึงพากันไปที่ร้านเหล้ามิช้าที

ครั้นพอดื่มกันตามธรรมเนียมพ้นแล้ว 3 จอก ทั้งสองก็เมากึ่มๆ ได้ที่ สักครู่นั้นเอง ก็ปรากฏมีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกาย และโพกผ้าด้วยสีเขียว มีคิ้วดกดำ ใบหน้าเรื่อด้วยสีชมพู สีปากแดงเข้ม ถือง้าวเป็นอาวุธข้างกาย กระโดดลงมาจากท้ายเกวียน แล้วเดินเข้ามาในร้านเหล้า เหมือนชะตาทั้ง 3 จะต้องกัน เล่าปี่กับเตียวหุยจึงกล่าวเชิญขึ้นพร้อมกันว่า “ท่านจอมยุทธิ์จะไปที่หนใด เชิญนั่งดื่มเป็นเกียรติกับเราก่อนเถิด” อีกฝ่ายเมื่อได้รับคำเชิญด้วยความนอบน้อม จึงกล่าวตอบว่า “ตัวข้าชื่อ กวนอู จะมาอาสาบ้านเมืองไปปราบโจรโพกผ้าเหลือง กระหายน้ำจึงแวะเข้ามา” เล่าปี่ กับเตียวหุยได้ยินดังนั้น ก็ดีใจเป็นยิ่งนัก ด้วยว่า ได้เพื่อนร่วมอุดมการณ์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เล่าปี่จึงเชิญกวนอูนั่งด้วยมิช้าที ขณะที่เตียวหุยร้องสั่งเหล้าเพิ่มด้วยเสียงอันดัง “เสี่ยวเอ้อ รีบไปยกเหล้ามาให้เพื่อนข้าอีกหนึ่งไหอย่าได้ช้า” แล้วทั้งสาม ก็ดื่มเหล้ากันจนหมดไปคนละหลายไห 

ต่างเปิดใจไปมาต่อกันว่า ต่างคับแค้นใจในเหตุแห่งบ้านเมือง ในวังหลวงหรือ ก็ถูกนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะยึดอำนาจ ประกาศว่า จะเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ บัดนี้อยู่ครบวาระ 4 ปี ไม่มีวี่แววว่าจะเลือกตั้งใหม่ ซึ่งตามคำประกาศของทีมเศรษฐกิจว่า “คนจนจะหมดไป” ซึ่งบัดนี้ราคาน้ำมัน ค่าครองชีพก็สูงลิ่ว ค้าขายก็ตกต่ำย่ำแย่ ส่วนนอกวัง อาณาประชาราษฎรก็ถูกโจรโพกผ้าเหลืองเข้าปล้นชิง ที่แน่ๆ คือ คนจะกำลังจะหมดลมหายใจ ปรึกษากันไปทั้งสามต่างร่ำไห้ด้วยหัวอกเอาเดียวกันที่ทุกข์ใจในเรื่องบ้านเมือง แล้วจึงหารือกันเพื่อร่วมผนึกกำลังกันแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองร่วมกัน เมื่อต่างถามอายุกันปรากฏว่า เล่าปี่อายุมากกว่า จึงได้รับการเรียกขานว่า “พี่ใหญ่” ขณะที่กวนอูอายุน้อยรองลงมา จึงเป็น “น้องรอง” ส่วนเตียวหุยนั้น อายุน้อยกว่าเพื่อน จึงถูกเรียกว่า “น้องเล็ก” ตามลำดับ จากการพบปะกันครั้งนั้น จึงนำไปสู่การสาบานกัน เพื่อเป็นพี่น้องกันใน “สวนท้อ” อีกไม่กี่วันข้างหน้า

คนจีนนั้นเป็นชาติที่มีอารยะธรรมมาช้านาน แม้การสาบานตนเป็นพี่น้องกัน คนจีนก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เตียวหุยในฐานะที่เป็นพ่อค้ามีฐานะดีกว่าเพื่อน จึงอาสาจัดงานใหญ่ ซึ่งในการน้ี มีลูกน้องเตียวหุยมาร่วมงานเพื่อเป็นสักขีพยานถึง 3,000 คน ซึ่งภายหลังคนเหล่านี้ ก็ได้ออกอาสาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังของ เล่าปี่ เมื่อทั้งสามถึงบริเวณสวนดอกท้อ จึงจุดธูปคุกเข่าไหว้ฟ้าดิน แล้วสาบานขึ้นพร้อมกันว่า “แม้ไม่ได้เกิดใน วัน เดือน ปี เดียวกัน แต่จะขอตายใน วัน เดือน ปี เดียวกัน” แล้วทั้งสามก็ดื่มเหล้าที่ผสมเลือดของสามคนเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ทั้งสามจึงได้ผนึกกำลังขึ้นมา เริ่มต้นจากเป็นพรรคเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยาย กลายเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น มีความสำคัญมากขึ้น จากพรรคเล็ก จึงกลายเป็นพรรคใหญ่ที่สุด เป็นจำนวน 1 ใน 3 ของพรรคที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน

กล่าวสำหรับเล่าปี่ เป็นเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ลำดับที่ 15 บิดาชื่อ “เล่าเหง” ไม่ชอบงานรับราชการ ชอบแต่อ่านหนังสือ จึงทำมาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเขียนหนังสือ ซึ่งอาชีพนี้ นับแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นอาชีพที่ใครทำแล้ว “ไส้แห้ง” หรือเป็นอาชีพที่ทำแล้ว “ไม่พอยาไส้” เป็นงานรายได้น้อย ที่ทำอยู่ได้ก็ด้วยใจรัก ครั้นบิดาเล่าปี่เสียชีวิต เหลือแต่มารดา ซึ่งเป็นคนมัธยัสต์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ยอมไปรบกวนญาติทางบิดาของเล่าปี่ ซึ่งมีฐานะดีกว่า จึงทำมาหาเลี้ยงชีวิตด้วยการทอเสื่อก๊กขาย ฝ่ายเล่าปี่แม้มีสติปัญญาความสามารถ แต่ก็ไม่รักในการศึกษาเท่าใดนัก เรียนพอสอบผ่านได้ แต่สนใจในวิชากระบี่ต่อสู้มากกว่า กระนั้นก็ตาม ด้วยความที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์โดยสายเลือด จึงทำให้เล่าปี่คิดการใหญ่ หวังกอบกู้สถานะราชวงศ์ฮั่นให้สูงขึ้น อีกทั้งต้องการปราบโจรโพกผ้าเหลืองที่ทำความทุกข์ ให้ชาวประชาทั่วหล้าเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดินให้สิ้นไป นี้คือเป้าหมายของเล่าปี่ ที่จะมีต่อไปในวันข้างหน้า

เมื่อเล่าปี่ยังเป็นเด็กนั้น ได้มีซินแสเดินทางผ่านมาแถวบ้านเล่าปี่ เห็นต้นหม่อนต้นหนึ่ง มีลำต้นคล้ายเศวตฉัตร รูปพรรณสัณฐานของต้นหม่อนนั้น เป็นมงคลยิ่งนัก ซินแสท่านนั้นจึงทำนายว่า ต่อไปในภายภาคหน้าเมือง “ตุ้นก้วน” แห่งนี้ จะมีผู้ที่มีบุญญาบารมี มาเกิดเป็นแน่แท้ ซึ่งเล่าปี่ ได้เกิด และอาศัยอยู่กับมารดาที่เมืองแห่งนี้ โดยมีบ้านอาศัยอยู่ที่ข้างต้นหม่อนนั่นเอง ที่ต้นหม่อนนั้น เล่าปี่ก็อาศัยปีนเล่นอยู่เป็นประจำ เล่าปี่ตั้งสัตย์อธิษฐานเอาไว้ว่า ในวันข้างหน้า หากได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ จะเอาลำของต้นหม่อน ไปทำเป็นเศวตฉัตรกางกั้นให้จงได้ เล่าปี่นั้นเป็นผู้ที่มีใจเป็นธรรม ชอบช่วยเหลือคน ยามตกทุกข์ได้ยาก ใครถูกกลั่นแกล้งรังแกไม่ได้รับความเป็นธรรม เล่าปี่ก็จะช่วย ส.ท.ร. ให้สำเร็จไปทุกเรื่อง อัทธยาสัยไมตรีของเล่าปี่ที่มีให้ผู้คนใหญ่หลวงนัก ครั้นเสนอตัวมาทำงานทางการเมือง เป็นธรรมดาที่ชาวประชาต่างสนับสนุน ถ้าเล่าปี่มีชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน คงคิดนโยบายคล้ายคุณชัชวาลล์ คงอุดม อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ที่ว่า “ยาเสพติดต้องหมดไป, เยาวชนไทยต้องพูดได้ 3 ภาษา, เศรษฐกิจไทยต้องก้าวหน้า, ชาวประชามีงานทำ” ซึ่งจะเป็นนโยบายสำคัญที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้ก้าวหน้าในเวลาอันใกล้นี้

ส่วนกวนอูนั้น มีนามเดิมว่า “หยุนฉาง” เป็นชาวอำเภอไก่เหลียง เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าแดงราวผลพุทรา นัยน์ตายาวรี คิ้วดังหม่อนไหม หนวดเครางามถึงอก มีง้าวเป็นอาวุธประจำกายชื่อว่า “ง้าวมังกรเขียว” ก่อนจะมาพบเล่าปี่นั้น กวนอูได้พลั้งมือ ฆ่าปลัดอำเภอ และน้าชายของตนเอง จึงต้องหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ กวนอูนั้น เป็นคนที่มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ สุจริต จนในทุกวันนี้ ชาวจีนต่างให้ความเคารพนับถือ มักจะมีรูปเคารพของกวนอูตั้งไว้สักการะกันทุกบ้าน ครั้งที่พลัดพรากจากเล่าปี่ ต้องไปอยู่กับโจโฉนั้น สิ่งหนึ่งที่กวนอูขอโจโฉไว้ก่อนคือ หากได้ยินข่าวว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน ก็จะขอเดินทางไปตามหาในทันที โดยไม่ต้องมาขออนุญาติโจโฉอีก ครั้นโจโฉเห็นว่า เสื้อผ้ากวนอูนั้นเก่า จึงมอบเสื้อผ้าให้ใหม่ แต่กวนอูใส่เสื้อผ้าที่โจโฉมอบให้ใหม่ไว้ชั้นใน โดยใส่เสื้อเก่าซึ่ง เล่าปี่เคยให้ไว้สวมทับชั้นนอก ทั้งนี้เพื่อจะมิได้ให้ใครมาตราหน้าได้ว่า เป็นคนได้นายใหม่ แล้วลืมนายเก่า กวนอูเป็นคนไม่เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง ครั้นโจโฉให้ม้า “เซ๊กเธาว์” กวนอูแสดงความดีใจเป็นหนักหนา โจโฉจึงถามว่า “ท่านกวนอูไม่เห็นแก่ข้าวของเงินทอง เหตุใดเมื่อข้าให้ม้าเซ๊กเธาว์ ท่านจึงดีใจเป็นยิ่งนัก” กวนอูตอบโดยไม่ลังเลว่า “ม้าเซ๊กเธาว์มีพละกำลังมาก วันหนึ่งวิ่งได้ไกลนับหมื่นเส้น หากทราบข่าวว่า ท่านเล่าปี่อยู่หนใด ข้าพเจ้าก็จะรีบขี่ม้าเซ๊กเธาว์ฝีเท้าดีตัวนี้ไปหาทันที” นี่ก็คือ ความซื่อสัตย์กตัญญูของกวนอูที่มีต่อเล่าปี่ จนกระทั่งกวนอูได้ชื่อว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งความกล้าหาญซื่อสัตย์กตัญญู” ที่คนจีนให้ความเคารพนับถือกราบไหว้มาจนทุกวันนี้

สำหรับเตียวหุยนั้น นับเป็นแม่ทัพคนสำคัญของ “จ๊กก๊ก” ที่มีเล่าปี่เป็นนายใหญ่ เตียวหุยเป็นคนมีลักษณะ ศีรษะโตเหมือนเสือ หน้าสีดำ ตาพองโต เสียงดังราวฟ้าผ่า กิริยาดั่งม้าควบ เป็นผู้มีพละกำลังมากกว่าสามพี่น้องร่วมสาบานทั้งหมด มีอาวุธประจำกายเป็นทวนยาวแปดศอก เรียกว่า “ทวนอสรพิษ” เตียวหุยได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเล่าปี่เป็นสามารถ ในวรรณกรรมสามก๊กมักกล่าวถึง ความใจร้อนวู่วามขาดการยั้งคิดของเตียวหุย แต่ในอันที่จริง เตียวหุยเป็นคนมีสติปัญญา ใจซื่อ ถือคุณธรรม อีกทั้งยังเป็นผู้มีฐานะทางการเงินดี นับเป็นนายทุนพรรคคนแรกของเล่าปี่ สติปัญญาในเชิงยุทธศาสตร์การรบของเตียวหุยก็ใช่ย่อย คราวหนีกองทัพของโจโฉ ได้ให้ทหารหักกิ่งไม้เป็นพุ่มมัดไว้กับหางม้า แล้วสั่งให้ทหารนำม้าวิ่งสวนกันไปมาจนเกิดฝุ่นตลบ ทำให้โจโฉเข้าใจว่า เตียวหุยมีทหารติดตามมามากจึงไม่กล้าเข้าโจมตี และหนีรอดปลอดภัยจากกองทัพโจโฉได้ในที่สุด เมื่อคราวสามพี่น้องสาบานกันในสวนท้อ สวนท้อดังกล่าวก็คือ สวนหลังบ้านของเตียวหุยเอง จึงเห็นได้ว่า เตียวหุยนั้นแท้จริงเป็นคนมีฐานะ มีสติปัญญา และมีความสามารถ แต่ใจร้อนก็ด้วยเป็นคนมีฐานะ จึงเสียงดังฟังชัดตามประสาคนรวยที่ไม่กลัวใคร

ภายหลังเมื่อได้ร่วมสาบานกันในสวนท้อ ภารกิจแรกของสามพี่น้องก็คือ การตั้งพรรค “จ๊กก๊ก” เมื่อตั้งพรรคเสร็จ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ การแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ โดยการเข้าร่วมปราบโจรโพกผ้าเหลือง เพื่อเป็นการสร้างผลงาน แสดงความดีความชอบให้ปรากฏ ทั้งนี้จะได้ใช้ความจงรักภักดีนั้น เป็นแนวทางในการก้าวย่างทางการเมืองต่อไปภายในอนาคต หากใครได้ก้าวย่างตามแนวนี้ ก็เชื่อได้ว่า จะมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ด้วยเข้าใจดีว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น เป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง ใครจะมาลบล้างหรือทำลายลงมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เล่าปี่ก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ จึงทำการสิ่งใดก็ล้วนเป็นไปด้วยความจงรักภักดี แม้เวลานี้เป็นช่วงเริ่มต้น เล่าปี่ก็เห็นว่า พรรคจ๊กก๊กของตนต้องเริ่มต้นด้วยงานที่เป็น “จิตอาสา” ต่อมาจึงค่อยคิดการใหญ่ต่อไป

“ร้อยลี้ย่อมมีก้าวแรก” ก้าวแรกของเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย คือการทำงาน “จิตอาสา” ถวายเป็นราชพลีแก่พระเจ้าเหี้ยนเต้ ในการร่วมกันปราบโจกโพกผ้าเหลือง ที่เที่ยวปล้นฆ่าแย่งชิงราษฎร ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ต้องตกทุกข์ได้ยาก “ทุกข์ของประชาชนคือ ทุกข์ของแผ่นดิน” พรรคจ๊กก๊กจึงเป็นหนึ่งพรรคในจำนวนหลายพรรค ที่ได้ออกมาอาสาในครั้งนี้ ผลของการทำงานจิตอาสาครั้งนี้ของเล่าปี่ก็นับได้ว่า ได้รับผลดีไม่น้อย เพราะเริ่มแรกนั้นเล่าปี่กับพี่น้องร่วมสาบาน หาได้มีบ้านเมืองอยู่เป็นของตนเองไม่ ต้องอาศัยบ้านเมืองของผู้อื่นอยู่ตลอดมา ครั้นปราบโจรโพกผ้าเหลืองได้จึงมีความดีความชอบได้บ้านได้เมือง แต่บ้านเมืองที่ได้นั้นก็ยังนับได้ว่า เป็นบ้านเล็กเมืองน้อย ไม่พอจะเป็นฐานที่มั่นไปตีเอาบ้านเอาเมืองใหญ่ได้ อีกทั้งยังมีภัยคุกคามจาก “ลิโป้” ที่เตียวหุยประนามว่าเป็น “ลูกสามพ่อ” ไม่รู้จักบุญคุณใคร สุดท้ายเล่าปี่กับพี่น้องร่วมสาบานจึงไปขออาศัยอยู่กับโจโฉ 

จนในที่สุดโจโฉจึงตั้งคำถามกับเล่าปีว่า “ใครคือมังกร” มาตามกันต่อในตอนหน้าขอรับพระเดชพระคุณท่าน

ภาพจาก https://th.wikipedia.org

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/49928
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/50644
อ่านตอนที่ 7 https://siamrath.co.th/n/51413
อ่านตอนที่ 8 https://siamrath.co.th/n/52317
อ่านตอนที่ 9 https://siamrath.co.th/n/53322
อ่านตอนที่10 https://siamrath.co.th/n/54272
อ่านตอนที่ 11 https://siamrath.co.th/n/55006
อ่านตอนที่ 12 https://siamrath.co.th/n/57117
อ่านตอนที่ 13 https://siamrath.co.th/n/58045