อัครเดช สุภัคกุล

“สถานการณ์สร้างวีระบุรุษ”

หลอกวนตง

เมื่อโจโฉฆ่าตั๋งโต๊ะไม่สำเร็จนั้น ใช่จะล้มเหลวเสียทีเดียว เพราะบัดนี้ โจโฉได้กลายเป็นผู้ร้ายหมายเลขหนึ่ง ของรัฐบาลตั๋งโต๊ะไปแล้ว ผลการกระทำของโจโฉครั้งนั้น ทำให้โจโฉกลายเป็นคนดังไปทั้งแผ่นดินชั่วข้ามคืน สมัยนั้นยังไม่มีทีวี หนังสือพิมพ์ หรือสังคมออนไลน์อย่างปัจจุบัน แต่ที่ทำให้โจโฉกลายเป็นคนดังระดับประเทศจีน อันกว้างใหญ่ไพศาลเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ก็ด้วยตั๋งโต๊ะได้มีบัญชา ให้ปิดประกาศจับโจโฉ โดยมีรางวัลนำจับด้วยค่าหัวอันสูงลิ่ว อีกทั้งมีการวาดภาพโจโฉ ในใบประกาศจับ ที่ปิดประกาศไว้ในที่สาธารณะต่างๆ ตามหมู่บ้าน และใจกลางเมืองที่สำคัญ ทั่วประเทศจีน มีผู้คนสนใจเข้ามาดูเป็นจำนวนมหาศาล 

ผู้คนในห้วงเวลานั้น ทั้งเกลียดทั้งกลัวตั๋งโต๊ะกันทั้งแผ่นดิน เมื่อได้เห็นหมายประกาศจับโจโฉ ที่มีความผิดฐานลอบสังหารตั๋งโต๊ะ แม้จะสังหารไม่สำเร็จ แต่ผลการกระทำครั้งนั้น ทำให้โจโฉกลายเป็นฮีโร่ มีชื่อเสียงโด่งดัง ระดับประเทศไปได้ชั่วข้ามคืน และ สถานการณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างโจโฉ ให้กลายเป็นวีระบุรุษ ครองใจผู้คนทั้งแผ่นดิน อีกทั้งรัฐบาลตั๋งโต๊ะ ได้ทำการพีอาร์ ประชาสัมพันธ์ โดยการออกประกาศจับ มีภาพโจโฉ ติดไปทั่ว การกระทำของโจโฉครั้งนั้น แม้จะเอาชีวิตเข้าแลกเป็นเดิมพัน ก็นับว่า คุ้มค่าไม่น้อย เพราะบัดนี้นายทหารระดับแม่ทัพธรรมดาๆ คนหนึ่ง ได้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกตราบปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากการลอบสังหารตั๋งโต๊ะครั้งนั้น

มานึกดูนักการเมืองน้อยใหญ่ในยุคไทยนิยมนี้ ก็สร้างตัวสร้างชื่อเสียงมาจากการต่อต้านรัฐบาลเป็นอันมาก ได้ลงไปทำงานการเมืองกลางถนน หลายคนไม่มีชื่อเสียงมาก่อน แต่เมื่อต่อต้านหนักขึ้น รวมตัวกันชุมนุมในที่สาธารณะ และกล่าวอมตะวาจาล้มล้าง ด้วยวธีพูดต่างๆ นาๆ จนกลายเป็นผู้ร้ายของรัฐบาลได้แล้ว เมื่อนั้นก็จะกลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชน กลายเป็นคนดังทางการเมืองไปชั่วข้ามคืนได้เหมือนกัน และเมื่อดังเข้าเสียแล้ว มีชื่อเสียงเข้าเสียแล้ว ก็ถือได้ว่า ประสบความสำเร็จ และยิ่งถูกจับก็ยิ่งดีใหญ่ คนเหล่านี้ไม่กลัว เพราะสมัยนี้จับประเดี๋ยวเดียวเขาก็ปล่อย ยิ่งถูกจับก็จะยิ่งดังกันเข้าไปใหญ่ ลองสังเกตดูสิ นักการเมืองทีสร้างตัวแบบโจโฉนี้มีมากเหลือเกินทุกวันนี้

เป็นอันว่าโจโฉได้กลายเป็นวีระบุรุษคนดังในแผ่นดินจีนไปแล้วด้วยเหตุผลข้างต้น ความดังของโจโฉนั้น จะเอาไปทำมาหากินอย่างอื่นเห็นจะไม่พอกิน ความดังระดับโจโฉนั้น เอาไปทำงานการเมืองได้อย่างเดียวที่แลดูจะคุ้มค่า คนดังในทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะดังมาจากทางไหน สุดท้ายส่วนใหญ่ ก็จะใช้ความดังนั้นสู่เส้นทาง ทางการเมือง แน่ละบางคนก็ประสบความสำเร็จ บางคนก็ไม่ประสบความสำเร็จ ถึงกับล้มละลายขายตัวเลยก็มี เพราะอาชีพการเมืองนั้นเป็น “อาชีพปราบเซียน” ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ และใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าอยากประสบความสำเร็จอย่างโจโฉ ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนยกย่องว่า “โจโฉนายกรัฐมนตรีตลอดกาล” แล้ว ควรไปหามาอ่านก่อนลงมือทำงานการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เคราะห์ดี เมื่ออ่านแล้วอาจกลายเป็น “ปราชญ์ทางการเมือง” ขึ้นมาได้เสียก็ไม่รู้ครับ 

สำหรับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชนั้น นับได้ว่า ท่านเป็นปรมาจารย์ทางด้านการเมืองคนสำคัญ เป็นผู้ก่อตั้ง “พรรคก้าวหน้า” เป็นพรรคการเมืองแรกของประเทศไทย ครั้นต่อมาได้เป็นผู้ก่อตั้ง “พรรคประชาธิปัตย์” และภายหลังได้ก่อตั้ง “พรรคกิจสังคม” ขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2518 ครั้งนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านลงสมัครเป็นสส.เขตดุสิต โดยคุณชัชวาลล์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) ซึ่งภายหลังต่อมาได้เป็น สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร เป็นหัวคะแนนใหญ่ ในปีนั้นอาจารย์คึกฤทธิ์ ได้เป็นสส.เขตดุสิต พรรคกิจสังคมนำสส.เข้าสภาได้ 18ที่นั่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง อาจารย์คึกฤทธิ์ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 13 ของประเทศไทย เป็นผู้ที่เดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีน ผู้คนจึงยกย่องท่านเป็น “เสาหลักประชาธิปไตย” ซึ่งหากใครไปหาหนังสือ “สามก๊กฉบับนายทุน-โจโฉนายกรัฐมนตรีตลอดกาล” มาอ่านก่อนเล่นการเมืองได้ จะเป็นการดีไม่น้อยทีเดียว

ขอย้อนกลับมากล่าวถึงโจโฉผู้กล้าแห่งยุคจนโด่งดังไปแล้วนั้น แท้จริงหาได้เป็นคนธรรมดาสามัญไม่ โจโฉเป็นลูกของโจโก๋ ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของโจเท้ง ซึ่งเป็นถึงมหาขันทีใหญ่ในวังหลวง ซึ่งมีอำนาจวาสนาสูงส่งในเวลานั้น ดังนั้นโจโฉจึงนับเป็นคนใกล้ชิด ผู้หลักผู้ใหญ่ในวังหลวง ตลอดจนถึงพระเจ้าฮ่องเต้เลยก็ว่าได้ โจโฉจึงมีโอกาสทางการศึกษาเหนือกว่าลูกชาวบ้านธรรมดาสามัญ ได้เรียน “ตำราพิชัยสงคราม” ของ “ซุนวู” ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูง จนมีความเชี่ยวชาญ สามารถนำทัพชนะ “กบฏโจรโพกผ้าเหลือง” ได้รับความดีความชอบ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นแม่ทัพ คนสำคัญในกองทัพของนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะเลยทีเดียว 

ในสังคมจีนแต่โบราณจนถึงปัจจุบันนั้น นิยมอุปถัมภ์ค้ำชูคนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กน้อย จนกระทั่งเติบใหญ่ และเมื่อเติบใหญ่ก็มอบหมายหน้าที่การงานให้รับผิดชอบ จนกระทั่งไต่เต้า กลายเป็นคนสำคัญของประเทศ ก็มีให้เห็นเป็นอันมาก ครั้ง นายกรัฐมนตรีหลี่เผิง ของจีนมาเยือนประเทศไทย ทุกครั้งต้องมาเยี่ยม อาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นการส่วนตัว ท่านเล่าให้ฟังว่า รู้จักกับนายกรัฐมนตรีหลี่เผิงตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีหลี่เผิงยังเป็นเด็กนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้น ด้วยนายกรัฐมนตรีหลี่เผิงเป็นลูกบุญธรรมของท่าน “โจวเอินไล” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ครั้งที่อาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ไปเปิดสัมพันธไมตรี จึงนับถือไปมาหาสู่กันประดุจญาติสนิทชิดใกล้มาช้านาน

ดังนั้นโจโฉจึงหาได้โตมาแบบกลวงๆ เป็นไม้ล้มลุกก็หาไม่ หากแต่เป็นคนที่โตมาอย่างมีรากลึก “ความดังชั่วข้ามคืน ต้องมองย้อนหลังไปสามสิบปี” โจโฉผู้นี้ที่คิดการใหญ่ ลอบสังหารตั๋งโต๊ะ หาใช่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้า หากแต่เป็นคนมีสกุลรุนชาติ แม้แซ่เดิมจะมาจาก “แซ่แฮหัว” ครั้นพ่อได้เป็นลูกบุญธรรมของโจเท้ง จึงได้เปลี่ยนมาใช้ “แซ่โจ” ของผู้เป็นมหาขันทีใหญ่ จึงทำให้โจโฉสามารถเข้านอกออกใน วังหลวง ได้โดยง่าย ไม่มีผู้ใดจะส่งสัยในตัวโจโฉในวันที่เข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะแม้แต่น้อย จึงสามารถเข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะ ด้วยความสะดวกโยธิน แต่ด้วยดวงตั๋งโต๊ะยังไม่ถึงฆาต โจโฉจึงลงมือสังหารไม่สำเร็จ กลายเป็นผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งไปเสียเองในเวลาต่อมา

เมื่อตั๋งโต๊ะยังไม่ตาย ภารกิจของโจโฉ จึงยังไม่สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ครั้นเมื่อหนีมาได้ไกลพอสมควรแล้ว จึงสร้างกระท่อมขึ้นที่กลางท้องนา เอาผ้าข้าวผูกบนยอดไม้ไผ่ทำเป็นธง ปักลงตรงหน้ากระท่อม ผู้คนผ่านไปมาจึงเข้าไปทักถามว่า เป็นใครมาจากไหนเป็นอันมาก โจโฉจึงกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า “ข้าพเจ้ามีนามว่า โจโฉ เป็นผู้ลอบสังหารตั๋งโต๊ะ แต่ดวงตั๋งโต๊ะนายกรัฐมนตรีผู้อำมหิตยังไม่ถึงฆาต ข้าพเจ้าจึงกลายเป็นผู้ร้ายหนีประกาศจับของแผ่นดิน” แล้วกล่าวต่อว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าขอประกาศตั้งพรรคการเมือง เพื่อรวบรวมสมัครพรรคพวกที่เห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะล้มรัฐบาลตั๋งโต๊ะ ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินให้จงได้ หากผู้ใดเห็นด้วยกับข้าพเจ้า จงเร่งเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคของข้าพเจ้าเถิด” แล้วประชาชนทั้งหลายที่ฮือฮาว่านี่คือ โจโฉคนดัง ก็ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคของโจโฉกันเนืองแน่น ด้วยมีอุดมการณ์อันเดียวกันที่จะล้มล้างรัฐบาลตั๋งโต๊ะลงให้จงได้

เป็นอันว่า โจโฉ ก็ตั้งพรรคการเมืองของตนสำเร็จลงเป็นแม่นมั่น พร้อมที่วันใดวันหนึ่ง ที่จะไปล้มรัฐบาลตั๋งโต๊ะลงให้จงได้ สรรพสิ่งล้วนไม่จริงแท้แน่นอน ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน สรรพสิ่งที่ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ต่างล้วนรอวันแตกหักทำลายลงไม่วันใดก็วันหนึ่งในวันข้างหน้า รัฐบาลของตั๋งโต๊ะก็เช่นกัน เมื่อสองพันปีล่วงมาแล้ว ถือว่า ล้มลงได้ยากหนักหนา แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่า ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน “นายกรัฐมนตรี เมื่อมา แล้วก็ไป” ไม่มีใครอยู่ได้ตลอดกาล เมื่อชีวิตไม่ได้ยืนนาน ควรลาออกไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้สบายใจ เพราะหากขืนหยัดยืนต่อไป “คลื่นลูกใหม่ย่อมกลืนคลื่นลูกเก่าให้หายไปอย่างแน่นอน” เอะ ผมไม่ได้ว่าใครครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรัก

ตอนหน้าว่าด้วย “ความเป็นไปแห่งตั๋งโต๊ะ” ครับพระเดชพระคุณท่าน

ภาพจาก
https://th.wikipedia.org

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/49928
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/50644