อัครเดช สุภัคกุล

“ยอมอยู่ใต้คนคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่นแสน”

โจโฉ

เมื่อสิ้นอำนาจนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะ ที่ต้องตายลงอย่างง่ายดายด้วย “กลสาวงาม” อันเป็นอุบายของอ้องอุ้น ราชเลขานุการในพระเจ้าเหี้ยนแต้ โดยใช้ความงามของเตียวเสี้ยน ธิดาบุญธรรมของอ้องอุ้น ยุให้ลิโป้ซึ่งเป็นองครักษ์ของตั๋งโต๊ะเองผิดใจกัน จนเป็นชะนวนให้ลิโป้สังหารตั๋งโต๊ะในที่สุดนั้น แผ่นดินจีนหาได้สงบราบรื่นหลังตั๋งโต๊ะเสียชีวิตลงได้ไม่ กลับยังคุกรุ่นมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อลิฉุย กุยกี นายทหารซ้าย-ขวา นำกองกำลังทหารเข้าไปปราบลิโป้ ที่เข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะ แต่ด้วยดวงลิโป้ยังไม่ถึงคราวฆาต จึงพาตัวหนีตายจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไปได้ เหลือเเต่อ้องอุ้นคอยรักษาพระเจ้าเหี้ยนเต้ไว้ แต่ก็ถูกกองทัพลิฉุย กุยกี สังหารตายตามตั๋งโต๊ะไปในคราวเดียวกัน และพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ถูกลิฉุย กุยกี กุมพระราชอำนาจไว้จนหมดสิ้น โดยลิฉุย และกุยกี บังคับให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งตน ให้เป็นที่ สมุหนายกรัฐมนตรี และสมุหกลาโหมตามลำดับ คุมอำนาจราชธานีไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

ความระส่ำระสายจะได้เกิดแต่ราชธานีเตียงฮัน อย่างเดียวนั้นหาได้ไม่ เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้คลอนแคลนในพระราชอำนาจ แผ่นดินจึงหาเป็นปึกแผ่นไม่ ภายนอกพระราชวังนั้น อาณาประชาราษฎร์ต้องทุกข์หนัก ด้วยข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่มาหลายปี รัฐบาลไม่มีแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชัดเจน มัวแต่แก่งแย่งอำนาจกันในระดับสูง คิดแต่จะแย่งชิงกันเป็นรัฐบาล พอนานวันปัญหาเศรษฐกิจเกิดสั่งสม ยากแก่การเยียวยา ยากแก่การแก้ไข ชาวประชาจึงได้แต่ก้มหน้ารับกรรม ผู้นำรัฐบาลเอาแต่แสวงหาอำนาจ ลืมทำการตลาดให้เศรษฐกิจเคลื่อนไหว พออยู่นานๆไปเศรษฐกิจยิ่งกลับทรุดลงไปทุกวัน ชาวบ้านไม่มีงานไม่มีเงินไม่มีรายได้ โจรผู้ร้ายจึงเริ่มชุกชุม จนกระทั่งสามารถรวมกลุ่มกันเป็นกองกำลังที่เรียกว่า “โจรโพกผ้าเหลือง” ระบาดทั่วราชธานี 

ครั้งนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้เมื่อทรงทราบข่าวจากการที่มีผู้กราบบังคมทูล ก็ทรงร้อนพระทัยยิ่งนัก ได้ทรงหารือกับ ลิฉุย กุยกี ตลอดจนขุนนาง และเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายว่า จะคิดอ่านประการใด จึงจะแก้ไขปัญหาโจรโพกผ้าเหลืองอันมีฐานที่มั่นอยู่ที่เมือง “เซียงจิ๋ว” ได้ ซึ่งแต่ก่อนกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองนี้ ก็เคยแสดงแสนยานุภาพในการต่อต้านอำนาจรัฐบาลมาแล้ว แต่ก็ถูกทางการทำลายล้างลงไปได้พอควร มาคราวนี้ในวังเกิดระส่ำระสาย กลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองจึงฉวยโอกาสรวมตัวกันขึ้นมาปล้นสดมภ์ราษฎรให้ทุกข์ยากเข็ญอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงเสนอต่อขุนนางทั้งหลายว่า “บัดนี้เราทราบว่า โจโฉได้ตั้งกองกำลังเป็นแม่นมั่นอยู่นอกกำแพงราชธานี เห็นควรทำหนังสือแต่งตั้งให้โจโฉ ยกทัพไปปราบโจรโพกผ้าเหลืองให้สิ้นไปในคราวนี้ พวกท่านจะเห็นเป็นประการใด” ทั้งลิฉุย กุยกี ตลอดถึงขุนนางทั้งหลายเมื่อได้ฟังรับสั่ง ก็เห็นด้วยตามพระประสงค์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ครั้งนั้นจนทุกประการ

ฝ่ายโจโฉภายหลังเมื่อแยกตัวจากพรรคใหญ่ ที่ตนยกให้อ้วนเสี้ยวเป็นผู้นำ ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ไม่ได้ตั้งเป็นพรรคใหญ่อย่างคราวก่อน ซึ่งได้มีบทเรียนมาแล้วว่า การตั้งเป็นพรรคใหญ่ ข้างในจะประกอบไปด้วยหลายมุ้ง หากขาดเงินตรา วาสนา อำนาจบารมีเพียงพอ ก็จะไม่สามารถรักษาพรรคเอาไว้ได้ สุดท้ายก็ต้องแตกแยกกันด้วยผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม้ต้องการให้พรรคใดมีเสียงข้างมาก โจโฉเมื่อคิดดีแล้วในคราวนี้ จึงตั้งเป็นพรรคเล็กขนาดพอดี ไม่ใหญ่โตจนเกินไปยากแก่การควบคุม อีกทั้งการเป็นพรรคเล็กนั้น ถ้าหาคนมีประสิทธิภาพมาร่วมด้วยก็จะกลายเป็นพรรคที่มีคุณภาพ การเมืองคราวนี้ พรรคเล็ก หรือพรรคใหญ่ไม่สำคัญ สำคัญแต่พระเจ้าเหี้ยนเต้จะทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใครเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเท่านั้น

เมื่อปี พ.ศ. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ก่อตั้งพรรคกิจสังคม โดยท่านดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค และท่านเองลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตดุสิต ครั้งนั้น ท่านได้ให้นายสละ ผดุงวรรณ คนใกล้ชิด ไปตามตัวคุณชัชวาลล์ คงอุดม (ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร และได้สืบทอดกิจการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ จากม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน) ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 30 ปี มาเป็นหัวหน้าผู้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง หรือที่เรียกสั้นๆว่า “หัวคะแนน” ในปีนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้รับการเลือกตั้ง โดยทั้งพรรคได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจำนวน 18 ที่นั่ง ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 13 ของประเทศไทย มีผลงานการเปิดสัมพันธไมตรีไทย-จีน เป็นที่ประจักษ์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ไมจำเป็นต้องเป็นพรรคใหญ่ แต่ขอให้เป็นพรรคที่มีความสำคัญ ถึงวันนี้การเมืองได้ย้อนรอยถอยหลัง ประวัติศาสตร์กำลังจะกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับโจโฉคราวนี้ได้รวมกำลังตั้งพรรคเล็กเป็นแม่นมั่น อยู่ที่เมือง “ตงกุ๋น” ครั้นได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นผู้นำทัพไปปราบโจรโพกผ้าเหลืองที่เมืองเซียงจิ๋ว ก็ให้เป็นที่ยินดีเป็นยิ่งนัก ประกอบกับมีรับสั่งให้ “เปาสิ้น” เจ้าเมือง “ปักเป๋ง” นำกำลังไปช่วยโจโฉรบ ก็ทำให้โจโฉ และพลพรรคมีกำลังใจเป็นอันมาก แต่กลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง ได้ยกทัพตลบหลังกองทัพของเปาสิ้นเสียก่อน เป็นเหตุให้เปาสิ้นเสียชีวิต ก่อนที่จะได้นำกองทัพไปร่วมกับพรรคโจโฉ อย่างไรก็ตามโจโฉนั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชำนาญใน “ตำราพิชัยสงคราม” สามารถจัดกระบวนยุทธิ์ของกองทัพได้อย่างมียุทธศาสตร์ จึงสามารถพิชิตกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง ซึ่งรบแบบกองโจร อย่างขาดยุทธวิธี ไปได้ไม่ยากนัก ชัยชนะครั้งนั้น จึงนำเกียรติยศชื่อเสียงมาสู่โจโฉ เป็นอันมาก 

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงรับสั่งกับลิฉุย กุยกีว่า “โจโฉรบชนะกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองครั้งนี้ มีความดีความชอบเป็นอันมาก ให้มีหนังสือแต่งตั้งไปยังโจโฉ ให้เป็นขุนนางที่มีอำนาจสูงสุดในภาคตะวันออก” ลิฉุย กุยกี จึงรับสนองพระบรมราชโองการตามที่ทรงรับสั่ง หาได้เคลือบแคลงสงสัยแต่ประการใด ซึ่งในอันที่จริงการแต่งตั้งโจโฉ ให้เป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในภาคตะวันออกนั้นก็เพื่อ ยกระดับให้โจโฉมีอำนาจสูงขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งข้างหน้า โจโฉจะได้ยกทัพเข้ามาช่วยพระองค์ปราบลิฉุย กุยกี ที่สืบทอดอำนาจเผด็จการจากตั๋งโต๊ะ ลงให้สิ้นซาก ซึ่งความจงรักภักดีของโจโฉนั้นเป็นที่ประจักษ์ ทั้งที่เคยลอบสังหารตั๋งโต๊ะ และรวบรวมพลพรรคนำกองทัพปราบตั๋งโต๊ะ จนต้องเผาเมืองหนีมาแล้ว การตั้งโจโฉขึ้นเป็นใหญ่ในคราวนี้ ย่อมดีต่อพระราชอำนาจที่จะมั่นคงสืบไปภายหน้าเป็นแน่แท้

ฝ่ายโจโฉ เมื่อได้รับโปดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นขุนนางที่มีอำนาจสูงสุด ในภาคตะวันออกก็ให้ดีใจเป็นยิ่งนัก หลังจากต้องระเหเร่ร่อนมาช้านาน บัดนี้ถึงเวลาที่โจโฉจะได้ครองเมืองมีตำแหน่งแหล่งที่เป็นหลักเป็นฐานเสียที จากที่ก่อนหน้านี้ต้องหนีเอาชีวิตรอดหัวซุกหัวซุน อดีตที่ผ่านมาสอนให้โจโฉรู้ว่า การต่อสู้ชีวิตที่ผ่านมาที่ต้องเร่ร่อนไม่เป็นหลักเป็นฐานเสียที เพราะขาดซึ่งผู้มีปัญญามาช่วยคิด บัดนี้เมื่อมีอำนาจแล้ว จึงคิดหาที่ปรึกษามาช่วยคิดอ่านทำการใหญ่ให้สำเร็จลุล่วง คิดได้ดังนั้น โจโฉจึงเชิญผู้มีสติปัญญาสามารถมาเป็นที่ปรึกษา 6 ท่าน ประกอบด้วย “เทียหยก” “กุยแก” “เล่าหัว” “ลิเกียน” “บวนทง” “มอกาย” ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้ช่วยคิดอ่านให้โจโฉได้บ้านได้เมืองในวันหน้า ด้วยว่า การจะได้บ้านเมืองนั้น จะได้มาด้วยการทำศึกสงครามอย่างเดียวหาได้ไม่ แต่จำเป็นต้องอาศัยสติปัญญาอันเป็นเลิศนั้น จึงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่อันดับหนึ่งของแผ่นดินได้

เมื่อมีฝ่าย “บุ๋น” อันเป็นสติปัญญาแล้ว ต้องมีฝ่าย “บู๊” อันเป็นกำลังที่จะป้องปรามข้าศึกศัตรู สำหรับโจโฉแล้ว “เตียนอุย” คือนายทหารเอกข้างกาย ที่โจโฉให้ความไว้วางใจ วีระกรรมที่เลื่องลือของเตียนอุย ที่โจโฉประทับใจแต่แรกพบนั้น ก็เมื่อคราวธงสำคัญที่ปักอยู่หน้าเมือง ถูกพายุพัดกำลังจะล้มลง ทหาร 20 นาย พยายามช่วยกันประคองไว้แทบเอาไม่อยู่ เตียนอุยจึงกระโจนจากบนหลังม้า ไล่ทหารทั้งปวงออกไป แล้วตนเองแบกรับเสาธงไว้แต่ผู้เดียว นำลงไปปักที่เดิมอย่างมั่นคงเป็นผลสำเร็จ โจโฉจึงประทับใจในพละกำลังของเตียนอุยเป็นยิ่งนัก นับแต่นั้นเป็นต้นมาเตียนอุยจึงเป็นนายทหารอารักขาใกล้ชิด ประจำตัวโจโฉอย่างไม่ห่างกาย ประดุจเงาตามตัวตลอดกลางวันกลางคืน

โจโฉบัดนี้ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นขุนนาง มีอำนาจสูงสุดในภาคตะวันออก โดยพำนักอยู่เป็นหลักแหล่งที่เมืองตงกุ๋น มีเตียนอุยผู้มีกำลังดุจพลังช้างสารเป็นนายทหารเอกข้างกาย มีที่ปรึกษาอันประกอบด้วย เทียหยกผู้มากด้วยสติปัญญาแห่งเมืองตงกุ๋น, กุยแกจากเมือง “โห้ลาย” ซึ่งโจโฉรักมาก, เล่าหัวผู้สืบเชื้อสายมาจาก “พระเจ้าฮั่นกองบู๊”, ลิเกียน, บวนทง, และมอกาย องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้โจโฉกลายเป็นพรรคที่มีความเป็นปึกแผ่นมากที่สุดในห้วงเวลานั้น การเตรียมการ (Discipline) เพื่อรอวันเป็นใหญ่ของโจโฉ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งที่ปรึกษาทางยุทธศาสตร์ อันเป็นฝ่ายบุ๋น กับการตั้งเตียนอุยเป็นายทหารเอก อันเป็นฝ่ายบู๊ นับเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการที่โจโฉจะเอาบ้านยึดเมืองให้อยู่ในอำนาจของตนในวันข้างหน้า หากใครคิดจะเอาบ้านเอาเมือง ลองศึกษาแนวคิดของโจโฉให้จงดีเถิด ดังมีผู้กล่าวไว้ว่า “ถ้ายังไม่ได้อ่านสามก๊ก ก็อย่าได้ริคิดการใหญ่” จะคิดการใหญ่ต้องอ่านชีวิตโจโฉในสามก๊กก่อนครับ

เมื่อโจโฉตั้งพรรคมีอำนาจครองเมืองเป็นปึกแผ่น หนทางสำคัญที่จะดำเนินต่อไปคือ “สู่ศูนย์กลางอำนาจ” ในตอนหน้าครับพระเดชพระคุณท่าน

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/49928
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/50644
อ่านตอนที่ 7 https://siamrath.co.th/n/51413
อ่านตอนที่ 8 https://siamrath.co.th/n/52317
อ่านตอนที่ 9 https://siamrath.co.th/n/53322
อ่านตอนที่10 https://siamrath.co.th/n/54272