อัครเดช สุภัคกุล

“ทหารหากขาดน้ำก็ต้องยิ่งมีกำลัง อยากรบเพื่อให้ได้น้ำ หนึ่งจักสู้สิบได้”

สุมาอี้

ครั้นภายหลังที่โจโฉได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้เป็นขุนนางที่มีอำนาจสูงสุดทางภาคตะวันออก โดยมีความดีความชอบจากการปราบโจรโพกผ้าเหลือง และให้ตั้งเมืองอยู่ที่ “กุนจิ๋ว” เป็นธรรมดาโจโฉที่เป็นคนมีความกตัญญู เมื่อตั้งหลักฐานลงได้เป็นแม่นมั่นก็ให้นึกถึงบิดา ซึ่งก็คือ “โจโก๋” ที่พำนักอยู่ที่เมืองตันลิว จึงได้มีจดหมายให้บิดาย้ายไปอยู่ด้วยที่เมืองกุนจิ๋ว โจโก๋ผู้เป็นบิดาเมื่อรับจดหมายก็ดีใจยิ่งนัก สั่งให้ข้าทาสบริวารเก็บสมบัติข้าวของ ขนบรรทุกได้หลายเกวียนรีบออกเดินทางไปเมืองกุนจิ๋ว ที่โจโฉลูกรักเป็นใหญ่อยู่ไม่ช้าที ครั้นถึงเมือง “ซีจิ๋ว” ที่มี “โตเกี๋ยม” เป็นเจ้าเมือง ซึ่งมีความเลื่อมใสในโจโฉ จึงเชิญโจโก๋แวะพักให้หายเหนื่อยสักสองคืน ครั้นรุ่งขึ้นวันใหม่จึงออกเดินทาง โดยโตเกี๋ยมสั่งการให้ “เตียวคี” นายทหารของตน พร้อมทหารอีกหลายนายคอยอารักขาโจโก๋ไปตลอดเส้นทาง

โตเกี๋ยมนั้นไม่เคยได้ล่วงรู้เลยว่าเตียวคี และทหารที่ตนมอบหมายให้ร่วมเดินทางไปอารักขาโจโก๋นั้น แต่เดิมคือโจรโพกผ้าเหลืองที่ถูกโจโฉปราบ จนพ่ายแพ้ บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก โตเกี๋ยมรับสมัครเข้ามาทำงานในกองทัพของตนโดยไม่ทำการสืบค้นประวัติให้แน่ชัดเสียก่อน ไม่รู้ที่มาที่ไปให้ชัดเจน นับเป็นการบริหารคนที่บกพร่อง จะทำการใหญ่ ต้องคิดอะไรให้รอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเลือกใช้คน ซึ่งการที่โตเกี๋ยมมอบหมายให้เตียวคี และพวกไปอารักขาโจโก๋ในครั้งนี้นับว่าผิดมหันต์ ซึ่งจะนำความวิบัติมาสู่โตเกี๋ยมในภายหลังโดยไม่รู้ตัว และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเตียวคี ได้ฆ่าโจโก๋บิดาของโจโฉจนสิ้นชีวิตกลางทาง ด้วยความแค้นที่พวกตนเคยถูกโจโฉปราบอย่างโหดเหี้ยมอย่างหนึ่ง ประกอบกับสมบัติที่โจโก๋ขนมาหลายเล่มเกวียนนั้นก็เป็นเครื่องล่อใจเตียวคี และพวกเป็นอันมาก จึงสังหารโจโก๋​ และคณะล้มตายไปหลายคน แต่ก็มีบางคนที่รอดไปส่งข่าวร้ายนี้ถึงโจโฉได้ได้ในที่สุด

ฝ่ายโจโฉเมื่อทราบข่าวก็ให้แค้นหนัก ความแค้นของโจโฉนั้นหากจุดตรงหญ้าแล้ว ก็ต้องลุกเป็นไฟ จึงได้สั่งการให้ยกทัพไปตีเมืองซีจิ๋วไม่ช้าที ซึ่งโตเกี๋ยมนั้นพยายามทุกวิถีทางที่จะเจรจา ให้โจโฉเข้าใจในข้อเท็จจริง โดยมอบหมายให้ “ตันก๋ง” ไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับโจโฉ แต่กลับถูกโจโฉปฏิเสธ หน่ำซ้ำยังยกเรื่องเก่าครั้งตันก๋งแยกตัวจากโจโฉภายหลังที่โจโฉฆ่า “แปะเฉีย” และครอบครัวตายจนหมด ตันก๋งจึง “หมดคำสิเว่า” ไม่รู้จะเจรจากับโจโฉอย่างไรต่อไปได้ จึงผละออกไปจากการเจรจา ขณะเดียวกันก็ไม่ได้กลับไปหาโตเกี๋ยมแต่อย่างใด ปล่อยให้โจโฉยกทัพไปรบกับโตเกี๋ยมให้สาแก่ความแค้น ธรรมดาคนเราไม่ว่าใหญ่หรือเล็กก็ล้วนเป็นคนมีพวก โตเกี๋ยมก็เช่นกัน ในคราวคับขันก็ยังมีพวกยกมาช่วย แม้อาจเป็นคนเล็กน้อยในวันนี้ ใครเลยจะรู้ได้ว่า พวกที่ยกมาช่วยคณะหลังนี้ จะได้เป็นใหญ่เมื่อภายหน้า คณะที่อาสามาช่วยในคราวนี้คือ “เล่าปี่” โดยมี “เตียวหุย” และ “กวนอู” สามพีน้องร่วมสามบานในสวนท้อมาช่วยเจรจายุติศึกระหว่างโจโฉกับโตเกี๋ยมในครั้งนี้

 เล่าปีได้ออกจดหมายไปขอความเห็นใจจากโจโฉในฐานะที่เคยร่วมปราบโจรโพกผ้าเหลือกับโจโฉมาแล้ว แต่โจโฉก็ยังโมโหอยู่ เดชะบุญที่โจโฉมี่ที่ปรึกษาดีอย่าง “กุยแก” คอยห้ามไว้ จึงได้มีจดหมายตอบกลับเล่าปีว่า จะค่อยยกทัพไปตีซีจิ๋วของโตเกี๋ยม ทั้งนี้เพื่อรักษาน้ำใจของเล่าปี่ ที่เคยร่วมรบโจรโพกผ้าเหลืองมาด้วยกัน ฝ่ายตันก๋งเมื่อเจรจาให้โจโฉหย่าศึกกับโตเกี๋ยมไม่สำเร็จ ได้ไปอยู่กับ “เตียวเมา” เจ้าเมือง “ตันลิว”  ซึ่งก่อนหน้านั้น “ลิโป้” ได้ไปขออาศัยอยู่กับเตียวเมาหลังพ่ายให้กับลิฉุย กับกุยกี ครั้งนั้น ส่วนตันก๋งเมื่อไปถึงก็ออกอุบายให้เตียวเมายกทัพไปยึดเมือง “กุนจิ๋ว” ซึ่งการที่โจโฉยกทัพยกทัพออกไปรบกับโตเกี๋ยมที่เมืองซีจิ๋ว ทำให้เหลือทหารรักษาเมืองกุนจิ๋วอยู่ไม่มากนัก ง่ายแก่การเข้ายึดโดยง่ายดาย และได้มอบหมายให้ลิโป้เป็นแม่ทัพยกไปยึดกุนจิ๋วที่มั่นของโจโฉคู่แค้นเก่าโดยมิช้าที อันที่จริงตันก๋งเป็นถึงอดีตเจ้าเมือง มิใช่คนเล็กคนน้อย อีกทั้งยังเป็นคนปล่อยตัวโจโฉคราวถูกจับได้จากการหนีหมายจับของตั๋งโต๊ะครั้งแรก ก็นับว่า ตันก๋งนั้น มีบุญคุณกับโจโฉไม่น้อย คนเราพอโมโหก็ไม่มีเหตุผล ไม่ฟังเหนือฟังใต้ สุดท้ายเสียทั้งพ่อ เสียทั้งเมือง ถ้าเก็บความแค้นใส่กระเป๋า เราก็เดินหน้าเอาบ้านเอาเมืองได้ เหมือนดร.มหาเธร์ เก็บความแค้นกับอันวาร์ทิ้งลงแม่น้ำ ประสานมือประสานใจ ก็สามารถชนะเลือกตั้งที่ประเทศมาเลเซียได้อย่างถล่มทลายกลายเป็นนายกรัฐมนตรี ที่แก่ที่สุดในโลก ด้วยวัย 92 ปี ฉนั้นคนอายุเพิ่ง 74 ปีต้องเตรียมตัวไว้ให้ดีเถิด

โจโฉเมื่อทราบข่าวว่าลิโป้จะยกทัพไปตีเอาเมืองกุนจิ๋วก็ให้ตกใจสิ้นคิด กุยแกจึงออกอุบายให้โจโฉทำหนังสือไปแจ้งแก่เล่าปี่ว่า จะถอยทัพ ทั้งนี้ด้วยเกรงใจท่านเล่าปี่ แต่แท้จริงแล้วกลับยกทัพไปแอบตีกองทัพลิโป้เมื่อภายหลัง การรบระหว่างโจโฉกับลิโป้นั้นชิงไหวชิงพริบกันยิ่งนัก หากนำไปเขียนเล่าคงได้เป็นหนังสือเล่มใหญ่หนาๆ ได้อีกเล่มทีเดียว กระนั้นก็ตามด้วยความมั่นใจในตัวเองของโจโฉ จึงต้องพ่ายให้แก่ลิโป้เสียหลายครั้ง จนบางครั้งแทบเอาชีวิตไม่รอด เช่นเมื่อถูกตันก๋งวางอุบายให้โจโฉเข้าเมือง “ปักเอี้ยง” กว่าจะหนีเอาชีวิตรอดจากกองเพลิงที่ถูกล้อมเผามาได้ ทำให้โจโฉได้รับความบาดเจ็บ หนวดเคราถูกเผาไหม้ เป็นที่เลื่องลือไกลว่า บัดนี้โจโฉได้ตายไปแล้ว อย่ากระนั้นเลยโจโฉจึงออกอุบายให้ทหารของตัวแต่งชุดขาวไว้ทุกข์ ลวงให้ลิโป้เข้าใจว่า โจโฉได้ตายลงไปแล้วจริงๆ เมื่อเป็นดังนั้น ลิโป้จึงยกทัพมาล้อมปราบกองทัพโจโฉ กว่าจะรู้ได้ว่าเป็นกลลวงก็สายเสียแล้ว แต่ลิโป้ก็หนีเอาชีวิตรอดไปได้

กล่าวสำหรับการรบระหว่างโจโฉกับลิโป้นั้น โจโฉรบอย่างสุภาพบุรุษเลยรบแพ้ลิโปถึงสามครั้งสามครา ครั้นต่อมาครั้งที่ 4 นี้ โจโฉได้รบอย่างออกกลอุบาย ด้วยการล่อลวงว่าตัวตายให้ทุกคนแต่งกายขาวเป็นการไว้ทุกข์ หลอกให้ลิโป้ตายใจยกมารบ จนได้รับความพ่ายแพ้ไปในที่สุด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวถึงโจโฉเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในหนังสือ “สามก๊กฉบับนายทุน” ไว้ว่า “พิจารณาการรบพุ่งระหว่างโจโฉกับลิโป้ในคราวนี้ จะเห็นนิสัยความเป็นสุภาพบุรุษของโจโฉได้อย่างชัดเจน แม้จะเป็นในการรบพุ่ง โจโฉมิได้ทำด้วยการเอารัดเอาเปรียบ หรือใช้กลอุบายลึกซึ้งอย่างใด โจโฉรบอย่างตรงไปตรงมาที่สุด จึงต้องพ่ายแพ้แก่ลิโป้ถึงสามหน ครั้นถึงหนที่สี่ โจโฉกลับใช้กลอุบายเข้าบ้าง เป็นการตอบแทนอุบายแก่ลิโป้ ลิโป้จึงต้องพ่ายแพ้ไป” จะเห็นได้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ท่านตีความตรงข้ามกับ “หลอกวนตง” คนแต่งสามก๊ก ซึ่งเป็นฝ่ายของเล่าปี่ กระนั้นก็ดี โจโฉยังเป็นคนทำงานหลายด้าน นอกจากตัวจะรบเพื่อรวบรวมผู้คนของตัว ยังแบ่งกองทัพไปปราบโจรโพกผ้าเหลืองในที่ต่างๆ ให้แก่บ้านเมืองอีกด้วย จึงนับว่า สร้างความดีความชอบให้กับตนเองได้มากอีกทาง ในการสนองเบื้องยุคลบาทพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไปพร้อมๆ กันในคราวเดียว

ในระหว่างรบโจโฉยังได้นายทหารกล้าฝีมือดีมาร่วมรบเพิ่มขึ้นอีกหลายนาย อาทิ “เคาทู” ซึ่งนายทหารผู้นี้ได้ร่วมรบกับโจโฉเป็นสามารถ จนตีเอาเมืองกุนจิ๋วกลับคืนได้อย่างง่ายดาย นอกไปจากนั้นยังมี “เตียนอุย” “แฮหัวตุ้น” “แฮหัวเอี๋ยน” “งักจิ้น” และ “ลิเตียน” เป็นนายทหารคนสำคัญ ซึ่งโจโฉได้สั่งให้ทหารทั้งหกยกไปปราบลิโป้ที่เมืองปักเอี้ยงในคราวเดียวกัน ฝ่ายลิโป้จึงออกประตูเมืองไปรับศึก ถึงแข็งแกร่งอย่างไรก็ต้องพ่าย เพราะคราวนี้ หกรุมหนึ่ง จึงต้องแพ้ ลิโป้จึงชักม้ากลับเข้าเมือง แต่ “เตียนซี” ไม่ยอมเปิดประตูเมืองให้ โดยบอกว่า บัดนี้ตนขอสวามิภักดิ์กับโจโฉ ลิโป้ได้ยินดังนั้นจึงชักม้าต่อไปยังเมือง “ตันลิว” ฝ่ายโจโฉก็ตามไปล้อมปราบ ใช้เวลาล้อมอยู่นานจึงถอยออกมาดูท่าที จนเมื่อลิโป้ขยับ จึงยกทัพกลับไปขย่มใหม่ แต่ลิโป้ก็หนีรอดไปได้ โดยคราวนี้ได้ไปอาศัยอยู่กับเล่าปี่ที่เมืองซีจิ๋ว แต่ด้วยที่เตียวหุยไม่ชอบหน้าลิโป้ เล่าปี่จึงให้ลิโป้ และครอบครัว รวมทั้งตันก๋ง ไปตั้งเมืองอยู่ที่ “เสียวพ่าย” ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ 

ฟังชีวิตโจโฉก็จะมาถึงวันนี้ได้ก็หืดขึ้นคอ ต้องใช้เวลาในการรบทัพจับศึกทั้งที่จำเป็น และไม่จำเป็นเสียมากมาย หากฟังคำทัดทานจากตันก๋งเสียแต่วันแรก ชีวิตโจโฉคงไม่ต้องวิบากมากมายถึงเพียงนี้ เพราะถ้าไม่ยกทัพไปตีกับโตเกี๋ยม ก็จะได้คนมาเข้าพวกอีกตั้งมากมาย โมโหที่พ่อตายเสียอย่างเดียว พาลพาโลทำให้เสียเมืองด้วย และเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อต้องรบปะทะกับลิโป้ จนมีคราวหนึ่งถึงต้อมยอมเอามือปิดหน้าเมื่อสวนเข้ากับลิโป้จังๆ เพื่อมิให้ลิโป้รู้ว่าเป็นใคร อย่างไรก็ตามเมื่อได้ตัดสินใจทำลงไปแล้ว ต้องให้ผิดเป็นครูว่า วู่วามนั้นไม่ดีแท้แน่นอน อะไรเดือดร้อนให้ต้องทำใจเย็นๆ ฟังหูไว้หูดูกระแสลมก่อน ถ้าใจร้อนก็เสียหายอย่างที่เห็น แต่ถ้าใจเย็นๆ ก็จะได้อะไรแบบสบายๆ ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของใครโดยที่ไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม “ในได้มีเสีย และในเสียก็มีได้” ผลสุดท้ายโจโฉก็ได้ครองเมืองสำคัญไว้สามเมือง อันได้แก่ กุนจิ๋ว ปักเอี้ยง และตันหลิว ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญส่งให้โจโฉขึ้นสู่อำนาจต่อไป

ฝ่ายในวังหลวงนั้น เมื่อลิฉุย กับกุยกี สืบทอดอำนาจมาจากตั๋งโต๊ะ โดยทั้งสองบังคับพระเจ้าเหี้ยนเต้ โปรดเกล้าฯ ให้ตนเป็น สมุหนายก กับสมุหพระกลาโหมตามลำดับ ทั้งสองก็ใช้อำนาจบังคับพระเจ้าเหี็ยนเต้ให้โปรดเกล้าฯ รับสั่งแต่งตั้งพวกพ้องตัวขึ้นมาเป็นใหญ่ ขุนนางฝ่ายพระเจ้าเหี้ยนเต้อันมี “เอียวปิว” และ “จูฮี” จึงออกอุบาย “เสี้ยม” โดยให้ภรรยาของเอียวปิว ยุภรรยาของกุยกีว่า กุยกีแอบไปมีสัมพันธ์กับภรรยาของลิฉุย เท่านั้นแหละ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เป็นเรื่อง จนในที่สุดลิฉุยกับกุยกีจึงแตกกันได้เพราะภรรยา ซึ่งถูกเสี้ยมมา การเสี้ยมนี้เมื่อเสี้ยมจนนานวันก็ได้ผล รายละเอียดมากมายไม่ขอเล่า เอาเป็นว่า บัดนี้ลิฉุย กับกุยกีนั้นแตกกันเป็นที่เรียบร้อย ลิฉุยได้พาพระเจ้าเหี้ยนเต้หนีออกไปประทับนอกเมือง ฝ่ายเอียวปิว กับจูฮี จึงแย่งชิงพระองค์มา แล้วเชิญเสด็จประทับที่เมืองลกเอี๋ยง ซึ๋งเคยถูกตั๋งโต๊ะเผาทิ้งจนราบ เหลือเพียงแต่วัดที่ไม่ถูกเผาที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน แล้วเอียวปิวจึงมีจดหมายให้โจโฉยกทัพมาช่วย

เมื่อโจโฉได้รับจดหมายจากเอียวปิว ความเหนื่อยล้าทั้งสิ้นทั้งปวงที่เคยมีมาในชีวิต บัดนี้ได้ปราศนาการไปจนสิ้น ด้วยความหวังที่จะได้เข้าไปถวายงานใกล้ชิดใต้เบื้องยุคลบาทพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น บัดนี้ได้มาถึงแล้ว ไม่ช้าที โจโฉจึงตั้งทัพพร้อมนายทหารเอกหกนายคู่ใจ ประกอบด้วยที่ปรึกษาทั้งปวง โดยมีตนเป็นผู้นำทัพ ยกไปปราบลิฉุยกับกุยกี โดยได้บั่นศีรษะทั้งสองไปถวายพระเจ้าเหี้ยนเต้ นับเป็นความชอบใหญ่หลวงนัก จึงพระราชทานโปรดเกล้าฯ​โจโฉขึ้นเป็น “เกียนเต๊กจงกุ๋น” (เจ้่าพระยามหาจำเริญ) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในรัชกาลพระเจ้าเหี้ยนเต้ เป็นกาลสืบไป แล้วได้ขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ ย้ายราชธานีไปตั้งที่เมือง “ฮูโต๋” นับแต่นั้นไปเบื้องหน้า สำหรับนายกรัฐมนตรีดร.มหาเธร์ วัย 92 ปี ของประเทศมาเลเซีย ที่ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ภายหลังการเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง งานแรกที่ทำคือ ออกคำสั่งห้ามมิให้อดีตนายกรัฐมนตรี ราจิ๊ป และครอบครัวออกนอกประเทศ แล้วให้เจ้าหน้าที่ปปช. และปปง.เร่งตรวจทรัพย์สินเป็นการด่วน นัยว่า ดร.มหาเธร์ จะได้เคยอ่านสามก๊กมาหลายจบล่วงหน้า มาวันนี้จึงคิดการใหญ่ ต่างกับบ้านใครที่ปล่อยอดดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองบินไปใช้ชีวิตเมืองนอกอย่างสบายใจ

โจโฉเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สิ่งแรกที่ทำคือ “ปราบเสี้ยนหนามของแผ่นดิน” ซึ่งจะเป็นตอนต่อไปให้ติดตามกัน พระเดชพระคุณท่านครับ

ภาพ : https://th.wikipedia.org

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/49928
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/50644
อ่านตอนที่ 7 https://siamrath.co.th/n/51413
อ่านตอนที่ 8 https://siamrath.co.th/n/52317
อ่านตอนที่ 9 https://siamrath.co.th/n/53322
อ่านตอนที่10 https://siamrath.co.th/n/54272
อ่านตอนที่ 11 https://siamrath.co.th/n/55006
อ่านตอนที่ 12 https://siamrath.co.th/n/55006