อัครเดช สุภัคกุล

“เก่งกาจฉลาดแค่ไหนก็แพ้ดวงชะตา”

ขงเบ้ง

เมื่อ “ตั๋งโต๊ะ” ยกกองทัพเข้าไปในวังหลวง แล้วทำการปฏิวัติเป็นผลสำเร็จแล้วนั้น ภายหลังไม่ช้านาน ก็ได้ทำการรัฐประหารเสียอีกทีหนึ่ง ด้วยการปลด “พระเจ้าหองจูเปียน” ลงมาเป็นไพร่ แล้วนำไปประหารเสียอย่างโหดเหี้ยม การเข้าไปปฏิวัติในวังหลวงด้วยการสังหารฝ่าย “สิบขันที” ที่มีอำนาจแต่เก่าก่อนให้สิ้นซากนั้น ก็นับว่า โหดร้ายทารุณมากอยู่แล้ว ครั้นต่อมารัฐประหารอีก โดยการประหาร “พระเจ้าหองจูเปียน” ซึ่งเป็นพระเจ้าฮ่องเต้ของแผ่นดินจีน ก็นับได้ว่า โหดเหี้ยมหนักเข้าไปอีก นี่ขนาดพระเจ้าฮ่องเต้นะ “ตั๋งโต๊ะ” ยังสั่งให้นำไปฆ่าอย่างไม่ปราณีปราศรัย นับประสาอะไร กับธรรมดาสามัญชนเล่า ใครบังอาจขวาง หากไปยืนตากแดดคงไม่มีเงาหัวเป็นแน่แท้

นานวันเข้าแผ่นดินจีนก็ร้อนเป็นไฟ ใครไม่เข้ากับ “ตั๋งโต๊ะ” ก็จะต้องมีอันเป็นไป ด้วย “ตั๋งโต๊ะ” นั้น ก็จะส่งคนใกล้ชิด ให้ไปหว่านล้อมขุนนาง ตลอดถึงข้าราชบริพารของ “พระเจ้าเหี้ยนเต้” ให้มาเข้าพรรค หรือสวามิภักดิ์กับตัว หาไม่แล้ว ความตายอย่างโหดเหี้ยมจะมาถึงชีวิตเป็นแน่แท้ และเป็นความจริงว่า ขุนนาง และข้าราชการนักต่อนัก ที่อยากลองดีกับ “ตั๋งโต๊ะ” นั้น ก็จะถูกนำไปฆ่าเสียอย่างโหดเหี้ยม ราวเชือดไก่ให้ลิงดู ศพแล้วศพเล่า นับวันจะเป็นจำนวนมากขึ้นทุกที ข่าวความโหดร้ายของ “ตั๋งโต๊ะ” ที่แพร่สะพัดไป ทำให้ใครๆ ก็กลัวกันทั้งแผ่นดินจีน

ความโหดของ “ตั๋งโต๊ะ” ยิ่งหนักขึ้นไปอีก เมื่อมีนายทหารเอกคู่ใจชื่อว่า “ลิโป้” ที่คอยรับคำบัญชา ให้ฆ่าบั่นหัวคนที่ไม่เข้ากับ “ตั๋งโต๊ะ” ซึ่งธรรมดาวิสัยของ “ลิโป้” นั้น อุปมาประหนึ่งลูกธนูที่แล่นออกจากคันธนูเอง โดยผู้เป็นเจ้าของยังไม่ทันออกแรงง้าวธนูแต่อย่างใด ก็เป็นเหตุให้ใครต่อใครที่เป็นอริกับ “ตั๋งโต๊ะ” ต้องตายกลายเป็นผี แบบไม่ทันรู้ตัวมานักต่อนัก ทหารเอกอย่างนี้แหละที่ “ตั๋งโต๊ะ” ชื่นชอบ ยิ่ง “ลิโป้” ฆ่าใครที่เป็นศัตรูของ “ตั๋งโต๊ะ” อย่างไร้เหตุผลมากขึ้นเท่าไร ความเกรงกลัวต่อ “ตั๋งโต๊ะ” ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และความกลัวนี้แล ที่ทำให้ “ตั๋งโต๊ะ” ชี้ไม้เป็นไม้ ชี้นกเป็นนก สามารถบริหารแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลได้โดยง่าย ใครๆ ทั้งแผ่นดินต่างสยบด้วยความกลัว

สำหรับ “ลิโป้” นั้น ใน “ยุคสามก๊ก” ถือได้ว่า “ลิโป้” เป็น “เทพเจ้าแห่งสงคราม” เป็นชายหนุ่มสูงใหญ่รูปงามที่แข็งแกร่งที่สุด มีทวนเป็นอาวุธ ยามรบยากจะหาใครผู้ใดประทะได้ด้วยไม่ แม้ “เล่าปี” ที่ชำนาญการรบ ร่วมกับ “กวนอู” ที่รบด้วยง้าวอย่างหนักหน่วงไม้แพ้ใคร และ “เตียวหุย” ที่รบเก่ง แต่มุทะลุดุดัน รวมกัน 3คน รบกับ “ลิโป้” ก็หาสามารถเอาชนะได้ไม่ ด้วยเหตุนี้ใน “สามก๊ก” จึงยกย่องว่า “ลิโป้” นั้น เป็นนักรบที่เก่งที่สุดใน “ยุคสามก๊ก” จนมีคำกล่าวที่ว่า “ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์” คำยกย่องนั้น กล่าวแต่ว่าเก่งในการรบ แต่อีกด้านนั้น “ลิโป้” นับว่าเป็นนักเรียน “เนฯ” รุ่นแรกๆ ในประวัติศาสตร์ “เนฯ” ที่นี้ไม่ใช่ “เนติบัณฑิต” แต่เป็น “เนรคุณ” 555 เดิมทีนั้น “ลิโป้” รับราชการอยู่กับ “เต็งหงวน” ซึ่งไว้ใจ ถึงกับยก “ลิโป้” ขึ้นเป็นลูกบุญธรรม ครั้น “ตั๋งโต๊ะ” อยากได้ตัวมาอยู่ด้วย โดยการให้เกราะทองคำกับ “ม้าเซ็กเธาว์” ซึ่งเป็นม้าชั้นดี “ลิโป้” ก็เนรคุณ “เต็งหงวน” ย้ายพรรคมาอยู่กับ “ตั๋งโต๊ะ” ได้ทันที นับเป็นคนเนรคุณแรก ใครเป็นหัวหน้าพรรคจำตอนนี้ไว้จงหนัก ถึงเวลาก็ย้ายพรรคกันเป็นว่าเล่น555

“ตั๋งโต๊ะ” นั้น เป็นคนเจ้าบุญทุ่ม เหมือนหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ทั่วไป เมื่อเจอใครฝีปากดีมีความสามารถ ก็จะต้องขนขวายหามาเข้าพรรค ด้วยทรัพย์สฤงคาร การมอบเกราะทอง กับ “ม้าเซ็กเธาว์” ให้กับลิโป้นั้น นับว่า ยิ่งใหญ่มากทีเดียว เพราะการที่นายทหารได้สรวมใส่เกราะทองในยุคนั้น แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของ “อัตลักษณ์” ( Identity ) แสดงตัวว่า “ไผเป็นไผ” เป็น ( Somebody ) ไม่ใช่ ( Nobody ) อย่างแน่นอน เพราะไพร่ราบพลเลวนั้น จะใช้ได้ก็แต่เกราะหนัง ดีขึ้นมาหน่อยก็เกราะเหล็ก “ลิโป้” เมื่อใส่เกราะทองจึงนับว่า โก้เหลือกำลัง อีกทั้งยังได้ “ม้าเซ็กเธาว์” ซึ่งกล่าวไว้ใน “สามก๊ก” ว่า วิ่งได้ไกลถึงวันละพันลี้ เปรียบสมัยนี้ คงเป็น “รถเบนซ์​ เอสคลาส-500” เป็นแน่แท้ ที่สำคัญเดิมเป็นม้าประจำตัวของ “ตั๋งโต๊ะ” ซึ่งเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี หรือนายกรัฐมนตรี ขนาดยอมยกรถประจำตำแหน่งให้ เป็นใครจะไม่สวามิภักดิ์ แต่อันธรรมดาคนเรานั้น “เมื่อมาด้วยเงิน ก็ไปด้วยเงิน” ซึ่งจะไว้กล่าวต่อไป

“ตั๋งโต๊ะ” เมื่อมี “ลิโป้” เป็นนายทหารเอกคู่ใจ ก็เลยไม่ได้กลัวใครทั้งแผ่นดิน ตราบใดที่ “ลิโป้” ยังถือทวน นั่งอยู่บนหลัง “ม้าเซ็กเธาว์” ก็จะไม่มีใครล้ม “ลิโป้” ลงได้ ด้วยเหตุนั้น “ตั๋งโต๊ะ” จึงบริหารบ้านเมืองตามอำเภอใจ ใครขัดใจก็ฆ่าเสียไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างหัวหดด้วยความเกรงกลัวไปตามกัน ไม่ว่า “ตั๋งโต๊ะ” จะบริหารบ้านเมืองผิดถูกอย่างไรก็หาได้มีผู้ใดทัดทานไว้ได้ไม่ “ตั๋งโต๊ะ” นั้นมีนิสัยอย่างหนึ่งคือ “ด่าไว้ก่อน” คือ ขึ้นต้นก็ด่าไว้ก่อน เป็นการปรามอีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งมี “ลิโป้” อยู่ด้วย ยิ่งดาใหญ่ ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งแผ่นดิน ขึ้นเหนือ ลงใต้ ไปอีสาน ด่าหมด ด่าแหลก บางทีก็ด่าจนลืมตัวไปก็มี พอมานึกอีกทีก็คงมีบ้างที่ “ตั๋งโต๊ะ” เสียใจ เพราะกลอนพาไป 555

ในห้วงเวลานั้น แผ่นดินจีนโดยการปกครองของ “ตั๋งโต๊ะ” มีการห้ามประชาชน และขุนนางชุมนุมกันเด็ดขาด เกรงว่า จะก่อกบฏ ทรยศ ล้มรัฐบาล แต่ทั้งประชาชน และขุนนาง ต่างอัดอั้นตั้นใจ อยู่มาวันหนึ่งขุนนางผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง จึงออกอุบายนัดหมายชุมนุมกัน เพื่อหารือแนวทางในการล้มรัฐบาล “ตั๋งโต๊ะ” โดยแสร้งว่า เป็นงานวันเกิดของตน จึงเชิญขุนนางที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอันดีจำนวนหลายสิบคน มาทานค่ำเฉลิมฉลองวันเกิด ครั้นเมื่อดื่มจนเมามายได้ที่ ทั้งเจ้าภาพ และแขกรับเชิญ เจ้าของงานวันเกิดก็ร่ำไห้ เผยความจริงว่า แท้จริงวันนี้ ไม่ใช่วันเกิดของตน แต่ที่ตนเชิญมานั้น ด้วยกลัดกลุ้มเรื่อง “ตั๋งโต๊ะ” อยากจะเชิญมาร่วมหารือ หาแนวทางในการล้มล้าง รัฐบาลนายกรัฐมนตรี “ตั๋งโต๊ะ” ครั้นเมื่อขุนนาง ซึ่งเป็นเจ้าภาพงานกล่าวจบ บรรดาขุนนางแขกที่รับเชิญมาในวันเกิดปลอมนั้น ต่างพากันร้องไห้เสียระงม เพราะไม่รู้จะช่วยกันล้มรัฐบาล “ตั๋งโต๊ะ” ได้อย่างไร เพราะล้วนต่างกลัวตายด้วยกันทุกตัวคน

แต่ในท่ามกลางเสียงร้องไห้นั้น กลับมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นก้องกังวาน แล้วกล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายเสียแรงที่เป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ใยจะมาร่ำไห้กันอยู่เหมือนเด็กๆ ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” ขุนนางทั้งหลายเมื่อได้ยินดังนั้น ต่างตกใจ หยุดร้องไห้ไปสักครู่ แล้วหันมาทางขุนนางหนุ่มร่างเล็กเจ้าของเสียงหัวเราะนั้นเป็นตาเดียวกัน ขุนนางหนุ่มผู้นั้น ลุกขึ้นยืนท่ามกลางขุนนางทั้งหลาย พลางรูปเครางามสามที แล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายก็ล้วนเป็นขุนนางผู้มีสติปัญญาสามารถ ควรช่วยกันคิดหาวิธีที่จะล้มล้าง “ตั๋งโต๊ะ” ไม่ใช่พากันร่ำไห้ด้วยความกลัวจนขาดสติเช่นนี้” เมื่อหนึ่งในขุนนางท่ามกลางนั้นได้สติ จึงกล่าวขึ้นว่า “ตั๋งโต๊ะโหดร้ายถึงเพียงนี้ ใครเล่าจะอาจหาญ คิดการใหญ่ ไปล้มตั๋งโต๊ะได้” แล้วขุนนางหนุ่มก็กล่าวตอบด้วยเสียงอันดังอย่างมั่นใจว่า “ข้าฯ โจโฉ จะขออาสากำจัดตั๋งโต๊ะด้วยตัวข้าเอง”

เป็นอันว่า ในท่ามกลางคนกลัวนั้น มีคนกล้า เพราะเมื่อกลัวจนถึงที่สุด ความกล้าก็จะตามมาแก้ความกลัวนั้น เพราะคนเรานั้น “เมือกลัวจนถึงทีสุดแล้วจึงต้องกล้า” นั่นเอง “โจโฉ” นับได้ว่าเป็นผู้กล้าในท่ามกลางผู้กลัวก็ว่าได้ สำหรับ “โจโฉ” นั้น เป็นบุตรของ “โจโก๋” ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของมหาขันที “โจเท้ง” แต่เดิมตระกูลของ “โจโฉ” ใช้แซ่ว่า “แฮหัว” เริ่มรับราชการแต่เมื่ออายุ 20ปี ไต่เต้าจากผู้บังคับกองทหารนครบาลเหนือ ภายหลังได้เข้าสังกัด “อ้วนเสี้ยว” เป็นผู้บังคับกองทหารม้าเร็ว ด้วยความที่เป็นคนเก่งเชี่ยวชาญ “ตำราพิชัยสงคราม” จึงได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพของฝ่าย “มหาราชวงศ์ฮั่น” ในการปราบกบฏ “โจรโพกผ้าเหลือง” ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก

จากภูมิหลังพอสังเขปของ “โจโฉ” นั้น จะเห็นได้ว่า “โจโฉ” นั้น ไม่ใช่คนธรรมดา ด้วยเป็นบุตรของ “โจโก๋” ซึ่งเป็น บุตรบุญธรรมของ “โจเท้ง” มหาขันที ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในวังหลวง รองลงมาจากพระเจ้าฮ่องเต้ เท่านั้นก็ว่าได้ จึงนับว่า “โจโฉ” เป็นคนใกล้ชิดในรั้วในวังมาแต่เก่าก่อน เป็นคนมีสกุลรุนชาติ เป็นถึงหลานบุญธรรมของมหาขันที ตลอดจนเป็นผู้มีการศึกษา จนแตกฉานเชี่ยวชาญใน “ตำราพิชัยสงคราม” ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงสุดในการรบ ยากที่คนธรรมดาสามัญจะได้มีโอกาสศึกษา และเมื่อรับราชการก็เป็นถึงแม่ทัพ ได้รับความดีความชอบคราวปราบกบฏ “โจรโพกผ้าเหลือง” มาคราวนี้ “โจโฉ” จะอาสาปราบ “ตั๋งโต๊ะ” จึงน่าติดตามผลงานทหารหนุ่มผู้นี้ไม่น้อยทีเดียว

สัปดาห์หน้าว่ากันต่อด้วยตอน “โจโฉผู้กล้าแห่งยุค” กันครับ พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก

ภาพจาก
https://th.wikipedia.org

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496