อัครเดช สุภัคกุล

“อันวาสนาคนเกิดมาตามฟ้ากำหนด หากไร้ซึ่งปณิธาณที่ดีแล้ว ก็ไม่ควรหวังสิ่งดีๆ จะเกิดกับชีวิตตน, มนุษย์เกิดจากแรงปาฏิหารย์ และแรงกรรม” ขงเบ้ง

“ตั๋งโต๊ะ” นั้น ใน “สามก๊ก” ฉบับ “ล่อกวนตง” ได้กำหนดให้เป็นผู้ร้ายตัวฉกาจ แต่อันที่จริง ดังที่ได้เล่าสู่พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก มาแต่ตอนก่อนนั้น ก็ได้กล่าวแล้วว่า “ตั๋งโต๊ะ” นั้น เป็นทหารฝีมือดี สามารถยิงธนูจากบนหลังม้าได้อย่างแม่นยำราวจับวางก็มิปาน จนสามารถไต่เต้าจากทหารเล็กๆ บ้านนอก สู่กองทัพอันยิ่งใหญ่ได้ภายหลัง แต่ “สี่เท้าก็ยังรู้พลาด นักปราชญ์ก็ยังรู้พลั้ง” เมื่อ “ตั๋งโต๊ะ” เกิดพ่ายศึกคราว “โจรโพกผ้าเหลือง” เป็นเหตุให้ “ตั๋งโต๊ะ” ถูกลดยศลงมา จนเป็นที่อับอาย แต่ “ตั๋งโต๊ะ” ก็หาได้ยอมพ่ายแพ้ต่อความผิดหวัง อับอายในคราวนั้นไม่ ประดุจนักกอล์ฟ เมื่อพลาดหลุมนี้ ก็ก้าวต่อไปแก้มือเอากันที่หลุมหน้า ไม่รอช้าที่จะต้องพะวงอยู่กับอดีตที่ไม่หวลคืนได้

แล้วโอกาสใหม่ก็มาถึงในศึกครั้งปราบกบฏ “มณฑลเหลียง” คราวนั้น “ตั๋งโต๊ะ” ได้วางแผนออกอุบายทดน้ำสะกัดกั้นทัพข้าศึก ฟังดูเหมือน “รามเกียรติ์” ตอน “ศึกกุมภกัณฑ์ทดน้ำ” อย่างไรก็อย่างนั้นทีเดียว คราวนั้นแผนการของ “ตั๋งโต๊ะ” ได้ประสบความสำเร็จเป็นอันมาก การทดน้ำ ทำให้กองทัพจาก “มณฑลเหลียง” ซึ่งเป็นกองทัพที่ใหญ่กว่า กองทัพของ “ตั๋งโต๊ะ” หลายเท่าตัวนัก ไม่สามารถตีประชิดติดตามมาทำลายล้างกองทัพเล็กๆ ของ “ตั๋งโต๊ะ” ลงได้ ความสำเร็จในครั้งนั้น นำลาภยศสรรเสริญกลับคืนสู่ “ตั๋งโต๊ะ” อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “ตั๋งโต๊ะ” หาได้เก่งแต่เรื่องรบเพียงอย่างเดียว ยังเป็นนักยุทธศาสตร์ชั้นปรมาจารย์เสียอีกด้วย

เมื่อศึกเล็กๆ หลายศึก มีแพ้ มีชนะคละกันไป ชีวิตจึงเกิดการเรียนรู้ หากไม่เคยพ่ายแพ้ไม่สมหวัง ก็ไม่อาจสัมผัสได้ ถึงรสอันหอมหวานของชัยชนะ ความพ่ายแพ้ไม่สมหวังในชีวิตเป็นประดุจ “หินรองก้าว” สู่ความสำเร็จ “คุณธนินทร์ เจียรวนนท์” เจ้าของบริษัทซี.พี. เมื่อแรกตั้ง “เซเว่นอีเลเว่น” ต้องประสบกับการขาดทุนปีละ 50 ถึง 60ล้านบาท เป็นเวลาร่วมสิบปี แม้คณะทำงานจะทัดทานให้เลิกล้มกิจการเสียแต่เนิ่นๆ ในทางกลับกัน “ท่านเจ้าสัวธนินทร์” กลับคิดต่าง “ราวพญามังกรมองทะลุกลีบเมฆ” ว่า นี่คือ “R & D” ( Reserch and Development ) “ขบวนการวิจัย และพัฒนา” สุดท้ายได้นำพาองค์กรที่ชื่อว่า “เซเว่นอีเลเว่น” สู่ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยถึง 10,000กว่าสาขา และก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“ตั๋งโต๊ะ” เอง ก็เป็น “นักวิจัย และพัฒนา” อยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมให้ความพ่ายแพ้ไม่สมหวังในอดีต มาเป็นเครื่องบ่อนทำลายจิตใจตนเอง หากแต่ได้นำมาเป็นความรู้ เป็นประสบการณ์ ดุจคำว่า “ผิดเป็นครู” เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตให้ก้าวหน้าต่อไป ชัยชนะครั้งหลังสุดที่สามารถทดน้ำสะกัดกั้นกองทัพของ “มณฑลเหลียง” ได้นั้น ทำให้จิตใจของ “ตั๋งโต๊ะ” พองโต และคิดที่จะทำการณ์ใหญ่ต่อไป ครั้นเมื่อภายในวังหลวงอันเป็นศูนย์กลางประเทศจีนเกิดความโกลาหล แบ่งฝักฝ่าย เป็นค่ายเล่นกีฬาสี ระหว่าง “กลุ่มสิบขันที” กับฝ่ายของ “พระเจ้าหองจูเปียน” ซึ่งมีพระมารดาคือ “พระนางโฮเฮา” เป็นผู้สำเร็จราชการ และ “โฮจิ๋น” พระปิตุลาเป็นฝ่ายสนับสนุนออกอุบายอยู่เบื้องหลังนั้น “ตั๋งโต๊ะ” จึงเห็นเป็นโอกาสที่ตัวจะได้เล่นการเมืองในระดับชาติเสียที

ขึ้นต้นจะเล่นการเมืองในระดับชาติได้นั้น ก็จะต้องรวบรวมผู้คนขึ้นมาให้ได้เสียก่อน ยิ่งมากเท่าใดยิ่งดี รวมได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศก็ยิ่งจะดีเข้าไปใหญ่ การจะรวมคนได้ทั้งประเทศนั้น ต้องตั้งปณิธาน หรือนโยบายพรรคให้แน่วแน่ “อะไรชั่วแท้จะแก้ไข อันไหนถ้าใจรักสลักร้อย” ให้ได้เสียก่อน (มาจากเนื้อเพลงละครเพลง “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” แต่งเนื้อร้องโดย “สุรชัย จันทิมาทร” และ “ชาลี อินทรวิจิตร” กำกับการแสดงโดย “ยุทธนา มุกดาสนิท” ศิลปินแห่งชาติปีพ.ศ.2561) โดยผ่านเครื่องมือที่ใช้รวมคนมีปณิธานแน่วแน่อันเดียวกันที่เรียกว่า “พรรคการเมือง” เป็นอันว่า อุปมาการรวมคนของ “ตั๋งโต๊ะ” เพื่อเข้าไปแก้ไขวิกฤตครั้งนั้นว่า เป็นการตั้งพรรคการเมือง ส่วนจะชื่อพรรคอะไรนั้นไม่เห็นสำคัญ เพราะอย่างไรเสีย “ตั๋งโต๊ะ” ก็ตั้งใจชัดเจนว่าจะเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีให้จงได้ เอาเป็นว่า เรียกว่า “พรรคตั๋งโต๊ะ” ก็แล้วกันครับ

อันที่จริงตอนก่อนก็เล่าไปแล้ว ตอนนี้ก็เอามาเล่าซ้ำอีก แม่ผม (คุณแม่อัญชลี สุภัคกุล) มักสอนผมว่า “ของไม่กินก็เน่า เรื่องไม่เล่าก็ลืม” เมื่อ “ตั๋งโต๊ะ” รวมผู้คน ตั้งพรรคการเมือง โดยมีตนเองเป็นหัวหน้าพรรคเป็นผลสำเร็จแล้ว ก็รอจังหวะโอกาส ที่จะเข้าไปมีอำนาจในวังหลวง โดยคอยให้ทั้งฝ่าย “สิบขันที” และฝ่าย “พระเจ้าหองจูเปียน” รบกันจนอ่อนแรงไปเสียก่อน แล้วจึงยกทัพ หรือพรรคการเมืองของตนบุกเข้าไปในวังหลวง ครั้นเมื่อถึงจึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันว่า จะหยุดรบกันหรือไม่ ทั้งสองฝ่ายต่างแข็งขืนที่จะรบกันต่อไป “ตั๋งโต๊ะ” จึงได้ทีประกาศว่า “อย่างนั้น” ข้าพเจ้าขอปฏิวัติ” เป็นอันว่า “ตั๋งโต๊ะ” ได้เข้าไปยึดอำนาจได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยฝ่าย “สิบขันที” เป็นประดุจ “ตาอิน” กับฝ่าย “พระเจ้าหองจูเปียน” เป็น “ตานา” ทะเลาะกัน สุดท้าย “ตั๋งโต๊ะ” เป็น “ตาอยู่” ก็เป็นฝ่ายได้ปลาไป บ้านเมืองเราก็เหมือนกัน “ตาอยู่” มักได้ไปตามระเบียบรัฐ “รัฐ” นะครับ ไม่ใช่ “ระเบียบรัตน์” 555

เมื่อ “ตั๋งโต๊ะ” ปฏิวัติวังหลวงเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้ตั้งตนเองขึ้นเป็นมหาอุปราช หรือนายรัฐมนตรี ตามระเบียบรัฐอีกละ 555 ก็เป็นอันว่า “รัฐนาวานายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะ” ได้กางใบสำเภาออกโต้ลม เพื่อออกจากอ่าวแล้วนับแต่บัดนั้น กระนั้นก็ตาม “หากไม่รู้เป้าหมาย พาหนะใดก็ไม่สำคัญ” ซึ่งก็เป็นที่แน่ชัดว่า “รัฐนาวาของนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะนั้น” ต้องการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือ พระราชอำนาจของ “พระเจ้าหองจูเปียน” ดังนั้นภายหลังจึงปลด “พระเจ้าหองจูเปียน” ลงเป็นไพร่ แล้วให้นำไปประหาร สถาปนา “พรเจ้าหองจูเหียบ” พระอนุชา ขึ้นเป็นพระเจ้าฮ่องเต้ ทรงถวายพระนามว่า “พระเจ้าเหี้ยนเต้” โดยมี “นายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะ” เป็นพระบิดาบุญธรรม

โบราณว่า

“ยามบุญมา กาไก่กลายเป็นหงส์

ยามบุญลง หงส์เป็นกาน่าฉงน 

ยามบุญมา หมูหมาว่าเป็นคน

ยามอับจน คนเป็นหมาน่าอัศจรรย์”

อันที่จริงกลอนของท่านผู้อื่นแต่งไว้เพราะดีที่ผมยกมานี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ “สามก๊ก ฉบับไทยนิยม” แต่อย่างใด แต่เกิดแวบขึ้นมาในหัวก็เขียนไปอย่างนั้นครับ หรือจะเกี่ยวเสียก็ไม่รู้ เพราะ “ตั๋งโต๊ะ” นั้นก็นับได้ว่า เป็นคนมีบุญอยู่มากเป็นหนักหนา จากลูกชาวนา ไปเป็นทหารชั้นผู้น้อย ไต่เต้าขึ้นจนได้เป็นแม่ทัพใหญ่ สุดท้ายได้เป็นถึงมหาอุปราช หรือนายกรัฐมนตรี ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้เป็นพระบิดาบุญธรรมของ “พระเจ้าเหี้ยนเต้” เสียอีกด้วย กล่าวได้ว่า “ตั๋งโต๊ะ” นั้น ได้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ในการบริหารแผ่นดินจีนทั้งปวงอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น และเป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อ “ตั๋งโต๊ะ” มีอำนาจล้นฟ้าถึงเพียงนี้ ย่อมจะต้อง รักษาอำนาจเอาไว้กับตัวให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ หรือจนตลอดชีวิตก็ว่าได้ ตามแนววิชารัฐศาสตร์ที่กล่าวว่า “การเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหาอำนาจ ใช้อำนาจ และรักษาอำนาจ” 

“รัฐนาวานายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะ” นั้น อย่างที่ได้เรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพรักไปแล้วนั้นว่า มีทิศทางอันแน่วแน่ทีจะมีอำนาจเหนือแผ่นดินจีนทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น “ตั๋งโต๊ะ” จึงบริหารบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยทั้ง “พระเดช และพระคุณ” ใครทำคุณประโยชน์ให้ก็ตอบแทนอย่างงาม ขณะเดียวกัน ใครที่เป็นอุปสรรค อริ ศัตรูก็จะได้รับโทษทัณฑ์จนถึงชีวิตอย่างโหดเหี้ยมกันเลยทีเดียว แน่นอนว่า “ตั๋งโต๊ะ” เป็นผู้นำสายเหยี่ยว “เเบบอำนาจนิยม” (Realism) คือให้คนกลัว ไม่ใช่สายพิราบ ที่เป็น “แบบเสรีนิยม” (Liberalism) ให้คนรัก และการบริหารบ้านเมืองตามแนวคิดของ “ตั๋งโต๊ะ” ให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องบริหารให้คนเกรงกลัว มิใช่ให้คนรักเทอดทูนบูชา ด้วยว่า ความรักนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน เพราะวันนี้อาจรัก พรุ่งนี้อาจเกลียด แต่บริหารให้คนกลัวต่างหากที่เที่ยงแท้แน่นอนตลอดไป 

การบริหารให้คนกลัวนั้น เมื่อนานวันเข้าผู้คนก็เปลี่ยนแปลง สัปดาห์หน้ามาต่อกันด้วยเรื่อง “เมื่อกลัวจนกล้า” ครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ

ภาพจาก https://th.wikipedia.org

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764