อัครเดช สุภัคกุล

“คนที่เปลี่ยนนายอย่างไม่ลังเลใจ เลี้ยงไปก็เหมือนเลี้ยงเสือ ต้องหากินให้อิ่มเสมอ วันใดที่กินไม่อิ่ม มันก็จะแว้งมากัดกินเรา” โจโฉ

เมื่อโจโฉได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี งานแรกที่โจโฉทำคือ การปราบเสี้ยนหนามของแผ่นดิน หากใครเคยเลี้ยงหมาไทย หรือหมาพันธุ์ผสมพื้นบาท จะสังเกตได้ว่า เวลาที่มันจะทิ้งตัวลงนอนกับพื้นนั้น มั่นจะเดินย่ำวนๆ พื้นที่ ที่มันจะนอน เพื่อเหยียบหนามเหยียบไหน่ ให้พื้นที่ราบเรียบลงเสียก่อน แล้วจึงค่อยทิ้งตัวลงนอน คนเองก็เหมือนกัน ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน ก็ต้องปัดกวาดที่นอน ให้เรียบร้อย แล้วจึงนอนได้ ดร.มหาธีร์ นายกรัฐมนตรี วัย 92 ปี ของมาเลเซีย ทันทีที่รับตำแหน่งก็รำกริช ปราบฝ่ายตรงข้ามคือ อดีตนายกรัฐมนตรี ราจิบทันที โดยไม่ทันที่จะได้ตั้งตัว โดยห้ามออกนอกประเทศ และยึดทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทอง พร้อมกระเป๋าแบรนด์เนมหรูหราราคาแพงของผู้เป็นภรรยาได้เป็นจำนวนมาก โจโฉก็เช่นเดียวกัน เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สิ่งแรกต้องทำทันทีคือ ปราบศัตรูหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเวลานั้นก็คือ “ลิโป้” ที่ได้ขับเคี้ยวกันมาช้านาน

เนื่องจากโจโฉเพิ่งยกกำลังเข้าปราบลิฉุย และกุยกีมาหยกๆ ครั้นจะยกไปตีลิโป้ต่ออีก ซึ่งเวลานี้ได้ไปขออาศัยอยู่กับเล่าปี่ โดยเล่าปี่ได้ให้ไปอาศัยอยู่ที่เมืองเสียวพ่าย ซึ่งเป็นเมืองเล็ก เห็นจะเป็นการเหนื่อยหนักจนเกินไป อีกทั้งทหารที่เพิ่งกลับจากการรบมา ยังอ่อนล้าอยู่เป็นอันมาก การครั้งนี้โจโฉจึงออกอุบาย ส่งหนังสือไปถึงเล่าปี่ 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เล่าปี่ เป็นเจ้าเมือง “ชีจิ๋ว” ส่วนอีกฉบับเป็นจดหมายน้อยส่วนตัว สั่งการให้เล่าปี่ ฆ่าลิโป้ ให้สิ้นชีวิตเสียอย่าได้รอช้า แต่ตามประสาของเล่าปี่นั้น มักแสดงตนว่า เป็นคนที่มีเมตตาจิต จึงมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของโจโฉแต่ประการใด ในทางกลับกัน เล่าปี่ได้นำจดหมายน้อยดังกล่าว ที่โจโฉสั่งฆ่าลิโป้ ไปให้ลิโป้ดู เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจ อีกทั้งยังได้พวก ได้บุญคุณไปในคราวเดียวกัน จดหมายน้อยของโจโฉจึงเป็นหมัน

การนั้น “ซุนฮก” ที่ปรึกษาเอกของโจโฉคนหนึ่งจึงรีบออกอุบาย เพื่อความต่อเนื่องในการกำจัดศัตรูของโจโฉมิให้ช้าที โดยการบอกให้โจโฉ นำพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ที่มีรับสั่งให้เล่าปี่ ยกทัพไปตี “อ้วนสุด” ซึ่งมีกองกำลังตั้งอยู่ที่เมือง “ลำหยง” ขณะเดียวกันก็ให้ทหารไปส่งข่าวแก่อ้วนสุดว่า บัดนี้เล่าปี่ได้มีหนังสือไปขอพระราชทานกองกำลังเพิ่มจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ยกไปสมทบร่วมตีอ้วนสุด ครั้นเมื่อเป็นไปตามแผน เล่าปี่กับอ้วนสุดรบกัน ใครแพ้ ย่อมเป็นที่แน่ใจได้ว่า ลิโป้ซึ่งเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณใคร เอาแต่ประโยชน์ตัว ย่อมยกมาตีฝ่ายแพ้เป็นการกระหน่ำซ้ำเติม แล้วเข้ายึดเมืองผู้แพ้เป็นแม่นมั่น แผนการนี้ของซุนฮกเรียกว่า “เสือกลืนหมี” เสือตัวดังกล่าวคือ ลิโป้ ส่วนหมี 2 ตัวคือ เล่าปี่ กับอ้วนสุด ถ้าใครแพ้ ก็จะต้องโดนลิโป้กลืนกินเป็นแน่แท้ โจโฉได้ฟังดังนั้น จึงลูบเครางามทำตามแผนที่ซุนฮกวางไว้ไม่ช้าที มิต้องเสียแรงยกไปรบให้เมื่อยแต่อย่างใด

การเมืองสมัยนี้ล้วนถอดแบบมาแต่สมัยก่อน มีแต่ข่าวลือ ข่าวลับ ข่าวลวง ยากที่จะประเมินได้ว่า ข่าวใดจริง ข่าวใดเท็จ ธรรมดายุทธศาสตร์ทางการเมืองนั้น ต้องประกอบด้วย 3 กระบวนยุทธวิธี วิธีที่ 1.แบบเปิด (Open) 2.แบบปิด (Under ground) 3.แบบกึ่งปิดกึ่งเปิด (Half way) แบบเปิดก็คือ แผนการทางการเมืองที่เปิดเผยสู่สาธารณะโดยทั่วไป แบบปิดก็คือ แผนการใต้ดิน ซึ่งก็คือ แผนการที่โจโฉ มีหนังสือให้เล่าปี่ กับอ้วนสุดรบกันนั่นเอง จะเปิดเผยแผนให้คนนอกล่วงรู้ไม่ได้ เดี๋ยวแผนแตก ซึ่งก็ค่อนข้างจะเป็นแผนสกปรกลึกล้ำเหลือกำหนด (Tricky) ยากที่คนถูกลวงจะรู้ได้ แต่สุดท้ายได้ตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นที่มีอำนาจเหนือกว่าไปเสียแล้ว ส่วนแบบสุดท้ายกึ่งปิดกึ่งเปิด ส่วนหนึ่งก็เปิดเผย อีกส่วนหนึ่งก็ปิดไว้ อันธรรมดาการเข้าสู่สนามรบนั้น เป้าหมายคือ ชัยชนะ ถึงวินาทีสุดท้าย ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แม้วิธีการดังกล่าว จะเป็นแบบปิด เป็นแผนการใต้ดิน ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ยังไงก็ต้องทำเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แม้กฏหมายการเลือกตั้งจะออกมาหนาแน่นเพียงใด คืนสุดท้ายย่อมกลายเป็น “คืนหมาหอน” ไม่เชื่อก็ลองฟังดู ส่วนจะหอนค่อยหอนดัง อยู่ที่สตางค์ของใครจะสะพัดขนาดไหนเท่านั้นเอง 

ในที่สุดเล่าปี่ก็ต้องรบกับอ้วนสุดตามแผนของซุนฮก ที่ปรึกษาคนสำคัญของโจโฉเข้าจนได้ ไหนเลยเล่าปีเวลานั้น ที่เพิ่งลงหลักปักฐานที่เมืองชีจิ๋วได้ไม่นานนัก จะรับมือกับอ้วนสุด ซึ่งลงหลักปักฐานมาช้านานที่เมือง “ลำหยง” เมื่อเล่าปี่พ่ายแพ้ต่ออ้วนสุด ลิโป้ก็เข้าตีกระหน่ำซ้ำเติม ตามแผนของซุนฮก เพราะซุนฮก กับโจโฉนั้นรู้ดีว่า ลิโป้ไม่มีวันจะซื่อสัตย์กับใคร แม้เล่าปี่จะยกเมืองเสียวพ่ายให้อยู่ ถึงเวลาที่เล่าปี่ย่ำแย่ ลิโป้นอกจากจะไม่ช่วยเหลือแล้ว ยังยกทัพมาตีให้แตกพ่ายหนักขึ้นไปอีก เตียวหุยจึงกล่าวด้วยความโมโหที่ลิโป้ไม่เคยนึกถึงบุญคุณของเล่าปี่ที่มีแต่หนหลังว่า “ไอ้ลูกสามพ่อ” เป็นอันว่า ลิโป้ก็ยึดเมืองชีจิ๋วของเล่าปี่ไปครอง ขณะเดียวกัน เล่าปี่ก็ต้องไปครองเมืองเสียวพ่าย ซึ่งเป็นเมืองเล็กแทนลิโป้ ผลที่เล่าปี่เมตตาลิโป้ เหมือนชาวนาเอางูเห่าที่ป่วยมาเลี้ยง ครั้นงูเห่านั้นแข็งแรง จึงแว้งกัดชาวนา

เมื่อเล่าปี่ไปอยู่เสียวพ่าย ก็หาได้อยู่เป็นปกติสุขไม่ หากแต่ลิโป้ได้ยกทัพเล็กมารบให้อิดหนาระอาใจจนตลอดเวลา เป็นเหตุให้ยากแก่การรักษาเมืองเล็กๆ เอาไว้ได้ การณ์นั้นเล่าปี่ จึงคิดร่วมกับพี่น้องร่วมสาบาน อันมี กวนอู กับเตียวหุยว่า บัดนี้เราอ่อนกำลังลง ขืนยังอยู่เมืองเสียวพ่ายต่อไป วันใดวันหนึ่งข้างหน้า ลิโป้ต้องยกทัพมาบีฑาให้เป็นผุยผงเป็นแน่แท้ เห็นทีพวกเราเวลานี้ ต้องไปขออาศัยอยู่กับโจโฉ ที่เมือง “ฮูโต๋” ราชธานีใหม่ จึงจะพ้นภัยครั้งนี้จากลิโป้เป็นแม่นมั่น ว่าแล้วเล่าปี่ กับพี่น้องร่วมสาบานก็พากันไปขออาศัยอยู่กับโจโฉ ครั้งนั้นโจโฉดีใจเป็นอันมากที่ได้สามพี่น้องมาอยู่ด้วย ได้กราบทูลให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้งเล่าปี่ขึ้นเป็นเจ้าเมือง “อิจิ๋ว” พร้อมกับมอบกองกำลังทหารสามพันนายให้เล่าปี่ เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจอันใหญ่หลวง ที่โจโฉมีต่อเล่าปี่ แล้วกล่าวว่า “ท่านเล่าปี่ จงเร่งฝึกกองกำลังของท่านให้มีความกล้าแข็งเถิด เพื่อที่จะได้ยกไปตีเอาเมืองชีจิ๋วคืน จากลิโป้ ไอ้ลูกสามพ่อในเร็ววัน” 

ในทางกลับกันการที่เล่าปี่ และพี่น้องร่วมสาบานมาอาศัยอยู่กับโจโฉนั้น ก็เท่ากับว่า เข้ามาอาศัยอยู่ในถ้ำเสือ ซึ่งไม่วันใดก็วันหนึ่งเสือนั้นก็อาจจะขย่ำกินเสียก็ได้ เรื่องนี้เริ่มมีเค้ารางว่าจะเป็นจริง เมื่อซุนฮกที่ปรึกษาเอกของโจโฉ เสนอให้โจโฉฆ่าเล่าปี่ และพี่น้องให้ตายลงเสียขณะมีโอกาส เนื่องด้วยเล่าปี่นั้นเป็นคนมีสติปัญญา อีกมิช้านานเล่าปี่อาจทำร้ายโจโฉให้ถึงแก่ชีวิต เพื่อคิดเป็นใหญ่แทนเสียเองก็เป็นได้ โจโฉเมื่อได้ฟังความคิดซุนฮกก็หยุดนิ่ง ด้วยความไม่เห็นด้วย ตามประสาความคิดของโจโฉ หากฆ่าคนที่ยกพวกมาขออาศัยอยู่ด้วยเสียในวันนี้ วันข้างหน้าจะมีใครกล้ามาขออาศัยอยู่ด้วยอีกเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจโฉแม้เวลานี้จะตกอับ ก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ที่สืบสายโลหิตโดยตรงมาจากพระเจ้าฮั่นโจโก ปฐมวงศ์แห่งมหาราชวงศ์ฮั่น ขืนสั่งการให้ฆ่าเล่าปี่ลงไป ย่อมส่งผลเสียหายต่อโจโฉเอง ที่ดำรงตำแหน่งถึงนายกรัฐมนตรีว่า เป็นผู้นำที่ขาดซึ่งคุณธรรม โจโฉจึงนิ่งเสียต่อความคิดนี้ของซุนฮก

แทนที่จะฆ่าเล่าปี่ กับพี่น้องร่วมสาบาน งานนี้โจโฉกลับได้พันธมิตรเพิ่ม โดยไม่ต้องไปแสวงหาให้ยากลำบากแต่อย่างใด ส่วนความคิดของซุนฮกนั้นฟังไว้ก็ไม่เสียหลาย เป็นผู้ใหญ่เวลาฟังอะไรต้องฟังหูไว้หู ไม่วู่วามด่วนตัดสินใจ แต่อย่างไรก็ตาม หากโจโฉจะได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อมา จนมีโอกาสอ่านหนังสือสามก๊กเมื่อภายหลัง คงให้นึกกินแหนงแคลงใจ ที่มิได้ทำตามข้อเสนอแนะของซุนฮก เพราะในเวลาต่อมา เล่าปี่ และพวก ต่างก็เป็นศัตรูคนสำคัญ เป็นหนึ่งในสามก๊ก ที่จะต้องรบกันไปตลอดเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ หากใครจะคาดเดาอนาคตได้ใกล้เคียงอย่างซุนฮก ที่ปรึกษาเอกของโจโฉได้ไปเสียหมด เรื่องสามก๊กที่เราอ่านกันในปัจจุบันเห็นจะไม่สนุก สู้ปล่อยให้เรื่องราวทั้งหลายเป็นไปตามยถากรรมนั้น จึงน่าสนุกกว่าเป็นไหนๆ ถึงบัดนี้เวลาล่วงมากว่า 2,000 ปี คนก็ยังอ่านด้วยความสนุก เพราะเรื่องทั้งหลายในสามก๊กนั้น ซับซ้อนยากเกินคาดเดา

โจโฉที่ต่อสู้มาช้านาน ตั้งแต่ยังเป็นแม่ทัพที่พยายามเข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะ ถึงในวังหลวง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงต้องหนีหมายจับจากรัฐบาลตั๋งโต๊ะ ที่ตามล่าทั้งแผ่นดิน จนกระทั่งปักหลักตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล นายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะ โดยยกให้อ้วนเสี้ยวอดีตนักการเมืองใหญ่ทุนหนามาเป็นหัวหน้าพรรคแทน แล้วยกเข้าตีเมืองหลวง แต่ตั๋งโต๊ะก็เผาเมืองทิ้งแล้วหนีไปตั้งเมืองใหม่ ครั้นภายหลังตั๋งโต๊ะจึงถึงแก่อสัญกรรมลงอย่างง่ายดายด้วยฝีมือของลิโป้ ลิฉุย กับกุยกี นายทหารเอกซ้าย-ขวา ของตั้งโต๊ะจึงขึ้นว่า ราชการแทน จนกระทั่งโจโฉสามารถยกทัพเข้าไปปราบได้เป็นผลสำเร็จ และได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสูงสุดในการบริหารบ้านเมือง และภายหลังต่อมาเพื่อให้แผ่นดินจีน ที่แตกเป็นบ้านเล็กเมืองน้อย ให้รวมกันเป็นปึกแผ่น โจโฉจึงตั้งทัพรบกับก๊กน้อยใหญ่ จนสุดท้ายเหลือเพียงสามก๊ก

สามก๊กดังกล่าวนั้นประกอบด้วย ก๊กของโจโฉ ก๊กของเล่าปี่ และก๊กของซุนกวน ซึ่งจะได้เสนอเล่าต่อไปสนองพระเดชพระคุณท่านที่เคารพรัก ในอนาคตอันใกล้ แต่ก่อนจากไปในตอนนี้ ขอกล่าวถึงเล่าปี่ ที่จะเริ่มเล่ากันต่อไปในตอหน้า ซึ่งหากได้ติดตามอ่านกันเสมอมา ก็จะเห็นได้ว่า เล่าปี่เริ่มเข้ามามีบทบาทเล็กๆ เมื่อไม่กี่ตอนที่ผ่านมานี้เอง ด้วยการเข้าร่วมเป็นทหารอาสาของรัฐบาล ในการปราบโจรโพกผ้าเหลืองตั้งแต่ครั้งแรก จนถึงครั้งหลังสุดจึงได้มีโอกาสแสดงฝีมือ โดยเป็นทหารอาสาร่วมในกองทัพของโจโฉ ในการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ทั้งสามพี่น้องร่วมสาบาน อันมี เล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ มีกวนอูเป็นน้องรอง และเตียวหุยเป็นน้องเล็ก มีผลงานได้รับความดีความชอบจากโจโฉเป็นอันมาก จนกระทั่งเมื่อพ่ายต่อลิโป้ จึงได้มาขออาศัยอยู่กับโจโฉ และชีวิตของสามพี่น้องร่วมสาบานก็มีอันต้องระหกระเหินเดินทาง ย้ายจากเมืองนั้น ไปอยู่เมืองนี้ จนถึงวันเมื่อได้ที่ จึงมีเมืองอยู่เป็นหลักแหล่งที่ “เสฉวน” กลายเป็นหนึ่งในสามก๊ก ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเวลาต่อมา

คราวหน้ามาต่อกันด้วยตอน “เล่าปี่ผู้ก้มหัวให้กับชนทุกชั้น” กันครับ พระเดชพระคุณท่าน พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก

ภาพจาก https://th.wikipedia.org

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/49928
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/50644
อ่านตอนที่ 7 https://siamrath.co.th/n/51413
อ่านตอนที่ 8 https://siamrath.co.th/n/52317
อ่านตอนที่ 9 https://siamrath.co.th/n/53322
อ่านตอนที่10 https://siamrath.co.th/n/54272
อ่านตอนที่ 11 https://siamrath.co.th/n/55006
อ่านตอนที่ 12 https://siamrath.co.th/n/57117