อัครเดช สุภัคกุล

“การยุทธวิธีต้องใช้สติปัญญา ใช้กำลังอย่างเดียวย่อมไม่สำเร็จ”

สุมาเต๊กโช

โจโฉนั้นเป็นคนลุ่มลึก ยากที่จะเดาจิตใจ ใครเลยจะนึกตามทันได้ ก็จะทำไมเล่า ในเมื่อตนเป็นคนตั้งพรรคมากับมือ ลงทุนลงแรงไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะตั้งแต่แรก จนกลายเป็นผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งของแผ่นดิน หนีหมายจับจนหัวซุกหัวซุนมาจนถึงเมืองตันลิว ซึ่งอยู่ห่างไกลราชธานีลกเอี๋ยงเป็นหนักหนา ได้หารือโจโก๋ผู้เป็นบิดา ในการให้อุยหองเศรษฐีใหญ่แห่เมืองตันลิว มาเป็นนายทุนตั้งพรรคที่จะล้มล้างรัฐบาลตั๋งโต๊ะให้เป็นผลสำเร็จ อีกทั้งยังได้แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง งักจิ้น ลิเตียน กองทัพสิบแปดหัวเมือง และอ้วนเสี้ยว เจ้าเมืองปุดไฮ นักการเมืองใหญ่ในสมัยนั้นมาร่วมพรรค รวมพลทั้งสิ้นได้ราวสามแสนคน ซึ่งแทนที่โจโฉจะเป็นหัวหน้าพรรคเสียเองในคราวนี้ กลับยกตำแหน่งให้อ้วนเสี้ยว ซึ่งยกกำลังสมัครพรรคพวกมาร่วมด้วยในภายหลัง เมื่อพรรคที่โจโฉตั้งมีชื่อเสียงขจรขจายเสียแล้ว ตามประสานักการเมืองอาชีพ ที่รอจังหวะเวลาอันสมควร เห็นว่าพรรคโจโฉมีอนาคตเสียก่อนจึงมาร่วมพรรค

ความคิดของโจโฉนั้นล้ำลึกยิ่งนัก ชะรอยว่า นักการเมืองหลายคนในยุคนี้จะเอาเป็นแบบอย่าง กล่าวคือ แฝงตัวเป็นรองหัวหน้าพรรค ไม่ต้องออกทั้งแรงกาย แรงเงินอะไรให้มากนัก ปล่อยให้หัวหน้าพรรคเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน กรุยทางอันเป็นอุปสรรคทั้งหลายให้กลายเป็นทางโล่งเตียน เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อหัวหน้าพรรคเกิดประมาทพลาดพลั้งลงไป ตนจะก้าวขึ้นสู่หนทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่แทนที่ โจโฉก็คงคิดได้ดังนี้ จึงยกให้อ้วนเสี้ยว ซึ่งเป็นอดีตนักการเมืองใหญ่ ที่มีทั้งชื่อเสียงเงินทอง สมัครพรรคพวกนับพัน เป็นทุนเดิมรองรังอยู่แล้ว เป็นหัวหน้าพรรคแทนตนเสียก่อนในคราวนี้ ประหนึ่งว่า อ้วนเสี้ยว เป็นหุ่นเชิดของโจโฉ ช่างคิดอ่านการณ์ไกลล้ำลึกเสียนี่กระไร

กับอีกประการหนึ่ง การจะล้มล้างตั๋งโต๊ะได้นั้น จะต้องตั้งพรรค และกองทัพให้มีขนาดใหญ่ จึงจะมีชัยเหนือตั๋งโต๊ะ ซึ่งควบคุมราชธานีลกเอี๋ยง และพระเจ้าเหี้ยนเต้ อันเป็นศูนย์กลางของประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่า พรรคใหญ่แล้ว ย่อมประกอบด้วย “หลายมุ้ง” ในที่นี้ก็ประกอบไปด้วย มุ้งของโจโฉเอง มุ้งของแฮหัวตุ้น มุ้งของแฮหัวเอี๋ยน มุ้งของโจหยิน มุ้งของโจหอง มุ้งของงักจิ้น มุ้งของลิเตียน มุ้งของอ้วนเสี้ยว และมุ้งของอีกสิบแปดหัวเมือง นอกไปจากนั้นแล้ว ในมุ้งใหญ่ก็ยังมีมุ้งเล็กอยู่ข้างในอีกด้วย เช่นในคราวนี้มีมุ้งของ “เล่าปี่” ซึ่งประกอบด้วย “กวนอู” และ “เตียวหุย” เป็นมุ้งเล็ก ที่กำลังเริ่มต้นมีบทบาททางการเมืองเป็นครั้งแรก ในมุ้งของสิบแปดหัวเมือง ซึ่งภายหลังจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของมุ้งเล่าปีนี้ จะกลายเป็นหนึ่งในสามก๊กที่มีความสำคัญต่อไปในภายภาคหน้า และการที่มีมุ้งมากมายเช่นนี้เอง ย่อมเป็นที่มาของปัญหาที่ว่าด้วย “เมื่อมากคนก็มากความ” นับวันยิ่งจะไม่ลงรอยกัน เหมือนพรรคใหญ่ในทุกวันนี้รอคอยวันแตก ด้วยเหตุนี้ โจโฉจึงยกให้อ้วนเสี้ยวแบกรับภาระนี้แทนตน

การจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้อยู่รอดปลอดภัย ในพรรคการเมืองใหญ่ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยปรัชญาของท่าน “ขงจื๊อ” มาเป็นแนวทางในการดำรงสถานะ ท่ามกลางนักการเมืองน้อยใหญ่ ที่แก่งแย่งแข่งดีกันภายในพรรค ปรัชญาการดำเนินชีวิต ให้อยู่รอดปลอดภัยของท่านขงจื๊อนั้น ประกอบด้วยหลัก 4 ประการคือ ประการที่หนึี่ง เมื่อประสบพบเจออุปสรรคปัญหาตลอดจนความขัดแย้ง ให้ทำตัวเหมือนเมฆที่ยกตัวขึ้นสู่ที่สูง ครั้นเวลาผ่านไปลมพายุก็พัดพาอุปสรรคปัญหาความขัดแย้งนั้นให้หมดไปเอง ประการที่สอง ให้ทำตัวเหมือนต้นไม้ใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกกา ซึ่งเป็นธรรมดาเมื่ออาศัยอยู่แล้วย่อมถ่ายมูลรดต้นไม้นั้น มาพึ่งพาแล้วยังนินทาลับหลัง ก็ให้นึกว่า มูลนกนั้นเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ได้เติบใหญ่ต่อไป ประการที่สาม ให้ทำตัวเหมือนน้ำที่ปรับตัวเองให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ เข้าได้กับทั้งผู้ใหญ่ และผู้น้อย ไม่ถือตัวเย่อหยิ่งจนเกินควร ประการที่สี่สุดท้าย ให้มั่นคงแข็งแรงประดุจขุนเขา ไม่ว่าพายุ ไม่ว่าฝน ไม่ว่าจะกี่ร้อน กี่หนาว กี่ฤดูกาล และไม่ว่า เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานสักเท่าได ขุนเขาก็จะยังตั้งตระหง่านอยู่สืบไป

กลับมากล่าวถึงความคิดอันลึกซึ้งของโจโฉจะว่าไป ก็น่านับถือยิ่งนัก นอบน้อมถ่อมตนต่ออ้วนเสี้ยว ซึ่งอาวุโสสูงกว่า ทั้งด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ ทรัพย์สินเงินทอง เมื่อเป็นดังนั้น อ้วนเสี้ยวจึงรู้สึกภาคภูมิใจ มิเสียแรงที่ตัดสินใจมาร่วมพรรคกับโจโฉ นับว่าอ้วนเสี้ยวตัดสินใจไม่ผิดเลยสักนิดเดียว เดิมเพียงแต่เห็นว่า เป็นพรรคที่มีอนาคตทางการเมืองสูง มาร่วมด้วยแล้ว ต้องได้เข้าไปเป็นรัฐบาล และได้รับตำแหน่งทางการเมืองเป็นแน่แท้ ครั้นได้นำพรรคเข้ามาร่วมด้วยจริง โจโฉให้เกียรติ แสดงความเคารพนับถือ ยกอ้วนเสี้ยวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งคิดไปก็คาดไม่ถึงว่า จะได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคในคราวนี้ และโอกาสการเป็นนายกรัฐมนตรี ของแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ไพศาล คงรออยู่เบื้องหน้าเป็นแน่แท้ คิดได้ดังนั้น อ้วนเสี้ยวจึงทุ่มแรงกาย แรงทรัพย์ บริหารพรรค และกองทัพให้เต็มกำลังความสามารถ เมื่อพร้อมแล้วในทุกด้าน จึงบัญชาการให้กองทัพรุกไปยังราชธานีเมืองลกเอี๋ยงไม่ช้าที

ฝ่ายตั๋งโต๊ะนั้น เมื่อทราบว่า กองทัพของโจโฉ อันมีอ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าพรรคหุ่นเชิด ยกทัพมาถึงสามแสนคนก็ให้รู้สึกหวั่นไหว ไม่มั่นคงในสถานการณ์ จึงรวมพลแม่ทัพนายกองที่ปรึกษา อันประกอบด้วยนายทหารเอก “ลิโป้” และสองทหารคู่ใจซ้ายขวา “ลิฉุย” “กุยกี” เข้ามาให้คำปรึกษาเป็นการด่วน ด้วยในราชธานีเมืองหลวงลกเอี๋ยงนี้ มีทหารเฝ้ารักษาอยู่เพียงแสนกว่านาย นับประสาอะไร ที่จะไปต้านกองทัพที่ยกมามีกำลังถึงสามแสนนาย ประหนึ่ง “เมื่อน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ” ฉันใด ทัพหลวงของราชธานีลกเอี๋ยงของนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะ หรือจะสู้ “ทัพหลาย” ของโจโฉในคราวนี้ได้ เสนาอำมาตย์ทั้งนั้นจึงลงความเห็นว่า ควรยกย้ายราชธานีหนีภัยทัพหลายของโจโฉในคราวนี้ ไปอยู่เสียที่ “เมืองเตียงฮัน” อันมีชัยภูมิที่ดีกว่า การย้ายเมืองหลวงครั้งนี้ นับเป็นเพียงการ “พ่าย” ที่ยังมิใช่การ “แพ้” เพียงเพื่อรักษากองทัพอาณาประชาราษฎร์ ตลอดจนพระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจเอาไว้ในมือตนให้ได้เสียก่อน

เมื่อในที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันในการย้ายราชธานีจากลกเอี๋ยงไปอยู่เตียงฮันแล้ว นายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะจึงนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้มีพระบรมราชโองการย้ายราชธานี โดยมีนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการย้ายเมืองหลวง แล้วใช้มาตรา 44 บัญชาการให้เผาเมืองลกเอี๋ยงลงให้ราบเป็นหน้ากลอง เพื่อที่ว่า เมื่อกองทัพของโจโฉ ที่มีอ้วนเสี้ยวเป็นหุ่นเชิดมาถึง ก็จะพบแต่ซากเถ้าถ่านปรักหักพังของอดีตราชธานีลกเอี๋ยง ด้วยความเวิ้งว้างว่างเปล่า จะหาชีวิตจิตใจ ตลอดจนผู้คนได้ไม่ ก็เป็นอันว่า นายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะ ก็ยังคงรัษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เป็นการต่อไป เพราะถึงอย่างไร พระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็ยังอยู่ในเงื้อมมือของตั๋งโต๊ะ ในการที่จะบังคับให้พระองค์ออกพระบรมราชโองการใดๆ ที่เป็นประโยชน์กับตั๋งโต๊ะได้ต่อไป ที่ราชธานีแห่งใหม่ ณ เมืองเตียงฮัน

เป็นอันว่า กองทัพที่ยกมาของโจโฉที่มีอ้วนเสี้ยวเป็นหุ่นเชิดในคราวนี้ ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการยกมาแต่อย่างหนึ่งประการใด ในทางกลับกัน นายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะกลับพาพระเจ้าเฮี้ยนเต้หนีไปตั้งราชธานีแห่งใหม่ ที่เมืองเตียงฮันได้อย่างลอยนวล เป็นอันว่า การตั้งพรรคของโจโฉ โดยมีอ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าพรรคครั้งนี้คว้าน้ำเหลว ยังไม่สามารถมีชัยเหนือนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การตั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่นั้นต้องใช้ทุนหนา หากไม่มีทุนสำรองสำหรับการเล่นการเมืองสมัยหน้าแล้ว ก็เป็นอันว่า ต้องเลิกเล่นกันไปเลย เพราะ “กองทัพเดินด้วยท้อง” แม้จะไม่ใช้เงินไปในการซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว แต่ท้องไส้ของคนทั้งพรรคนั้นต้องอยู่ต้องกินวันละหลายมื้อ เพียงเรื่องกินอย่างเดียวยังไม่สู้กระไร แต่การเป็นพรรคใหญ่นั้น เป็นธรรมดาผู้คนไม่ค่อยจะถูกกัน เพราะไม่มีใครอยากให้ใครได้ดีไปกว่าตัว ต่างชิงธงนำการเป็นคนสำคัญภายในพรรค อันเป็นชนวนให้พรรคแตกเป็นการต่อไป

ในที่สุดก็มีเรื่องขึ้นจนได้ เมื่อ “ซุนเกี๋ยน” หนึ่งในทัพสิบแปดหัวเมือง เข้าไปสำรวจซากเถ้าถ่านปรักหักพังของเมืองลกเอี๋ยง ได้พบศพหญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่งในบ่อน้ำ เมื่อนำศพขึ้นมาพบว่า มีตราประจำแผ่นดินซ่อนไว้ในอกของนาง ซุนเกี๋ยนจึงดีใจเป็นอันมาก ตั้งใจจะนำตราแผ่นดินนั้นกลับไปที่เมืองของตน เพราะหากใครได้เป็นผู้ครอบครองผู้นั้นก็จะมีอำนาจเหนือใครในแผ่นดิน ความตั้งใจที่จะเป็นใหญ่ของซุนเกี๋ยนไม่เป็นไปตลอด ด้วยทหารของตนที่แปรพักตร์ไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่พบตราหยกประจำแผ่นดิน นำความไปบอกอ้วนเสี้ยวเสียก่อน อ้วนเสี้ยวจึงแย่งชิงตราหยกประจำแผ่นดินมาเป็นของตน เหตุการณ์ครั้งนั้นได้บานปลายออกไปกลายเป็นความแตกแยก สิบแปดหัวเมืองไม่พอใจในการกระทำของอ้วนเสี้ยว พรรคที่โจโฉตั้งมาแต่แรกโดยให้อ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าพรรคหุ่นเชิด จึงล่มสลายลงอย่างไม่เป็นท่า ดังพรรคใหญ่ทั้งหลายที่รอกาลเวลาล่มสลายลงอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้

ฝ่ายโจโฉนั้นเล่า เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น คงคิดเอาไว้เป็นการล่วงหน้า ซึ่งคงคิดไม่ผิดว่า ผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสียแต่แรก โดยตั้งอ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าพรรคไว้รับแรงเสียดทานทั้งหลายบรรดามีที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมาถึงวันที่พรรคแตก โจโฉจึงรวบรวมกำลังสมัครพรรคพวกของตัวออกจากพรรคใหญ่มาตั้งพรรคเล็กที่มีคุณภาพ เข้าทำนอง “Small is beautiful” ซึ่งคล่องตัวกว่ามาก คราวนี้โจโฉนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสียเอง ไม่จำเป็นต้องตั้งให้ใครเป็นใหญ่เหนือตนอีกต่อไป ซึ่งในอันที่จริงวิสัยโจโฉนั้นไม่ยอมเป็นลูกน้องใคร จะมีก็แต่ครั้งทำอุบายสมัครเข้าเป็นทหารของตั๋งโต๊ะเพื่อรอโอกาสลอบสังหาร และครั้งตั้งพรรคที่ยอมให้อ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น ซึ่งนับแต่นี้ต่อไปข้างหน้าโจโฉจะไม่เป็นลูกน้องใครอีกเลย โดยการเป็นนายกรัฐมนตรีตลอดกาล ตามแนวคิดเริ่มแรกในการตั้งพรรคเล็กครั้งใหม่นี้ว่า “เราไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่เราสำคัญ”

ในตอนนี้ที่ได้นำเสนอพระเดชพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทั้งหลาย ตั๋งโต๊ะเพียงแต่พ่ายด้วยการย้ายเมืองหนี ไปอยู่ราชธานีชั่วคราวเตียงฮัน แต่คราวหน้ามาว่ากันด้วยตอน “เมื่อสิ้นตั๋งโต๊ะ” กันครับ

ภาพจาก http://www.samkokwiki.com

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/49928
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/50644
อ่านตอนที่ 7 https://siamrath.co.th/n/51413
อ่านตอนที่ 8 https://siamrath.co.th/n/52317