อัครเดช สุภัคกุล

“ผู้ปกครองบ้านเมืองจะต้องเป็นหลัก ต้องมีความซื่อตรง ต้องมีความเที่ยงธรรม และต้องมีความเด็ดขาด เสาหลักที่เอนย่อมไม่ทานน้ำหนักได้”

สุมาอี้

 เมื่อนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะเผาราชธานีลกเอี๋ยงจนราบเป็นหน้ากลองเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลเชิญ หรือไม่แน่ใจว่า อาจจะบังคับทูลเชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้เสด็จไปประทับราชธานีชั่วคราวแห่งใหม่ที่เมืองเตียงฮัน ซึ่งมีชัยภูมิที่ดีกว่าเมืองลกเอี๋ยง แม้กระนั้นก็ตาม ความเป็นอยู่ของพระเจ้าเหี้ยนเต้หาได้ดีไปด้วยไม่ หนำซ้ำยิ่งต้องทรงกลุ้มพระทัยให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก ว่าไปตั๋งโต๊ะ มีพระเจ้าเหี้ยนแต้ไว้เป็นยันต์เท่านั้นเอง เพื่อออกพระบรมราชโองการให้ทรงมีรับสั่งให้ทำนั่นนี่ เพื่อประโยชน์ของตั๋งโต๊ะ และพวก หาใช่เพื่ออาณาประชาราษฎร์ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ความทุกข์ใจข้อนี้ “อ้องอุ้น” ข้าราชการอาวุโส ในฐานะราชเลขานุการในพระองค์พระเจ้าเหี้ยนเต้ล่วงรู้ดี ถึงน้ำพระทัยว่า ทรงทุกข์โทมนัสมากเพียงใด ที่ต้องถูกตั๋งโต๊ะบังคับขืนพระทัย ให้ต้องออกพระบรมราชโองการเพื่อผลประโยชน์ของตั๋งโต๊ะ และพวก

อ้องอุ้นคือ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายใน และเป็นราชเลขานุการในพระองค์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งหากจำกันได้ อ้องอุ้นท่านนี้เอง คือผู้ที่สมคบคิดกับโจโฉในการออกอุบายใช้มีดสั้น เข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะ ถึงในเขตพระราชฐาน วังหลวง ณ ราชธานีลกเอี๋ยง และเป็นผู้ที่จัดหามีดสั้นที่ทรงคุณค่างดงาม ให้โจโฉนำไปใช้ในการสังหารตั๋งโต๊ะในคราวนั้น แต่ด้วยดวงชะตาตั๋งโต๊ะยังไม่ถึงคราวฆาต จึงรอดชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิด จนโจโฉต้องหนีหมายประกาศจับไปตั้งหลักที่บ้านเกิด แล้วรวบรวมผู้คนตั้งพรรคการเมือง เพื่อล้มล้างรัฐบาลตั๋งโต๊ะ โดยตั้งอ้วนเสี้ยวให้เป็นหัวหน้าพรรคแทนตน คราวนี้ก็เช่นกัน ดวงตั๋งโต๊ะก็ยังไม่ถึงคราวฆาตอีกตามเคย สามารถย้ายเมืองหนีกองทัพโจโฉที่มีอ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าพรรคนำไปบุกตลุย ในคราวนี้ได้อีกเช่นเคย

เมื่อแผนการพิชิตตั๋งโต๊ะด้วยศึกภายนอกไม่เป็นผลสำเร็จ อ้องอุ้นจึงออกอุบายพิชิตตั๋งโต๊ะด้วยแผนภายใน ยุทธศาสตร์ของแผนนี้คือ “ยุให้แตกกันจากภายใน” ซึ่งพรรคที่เข้มแข็งยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มักต้องเจอกับแผนนี้กันเสมอมาจนถึงปัจจุบัน “นาฬิกาเพื่อน” นั่นก็ใช่จะบอกให้ แต่ด้วยความสัมพันธ์ฉันพี่น้องทหารเสืออย่างแนบแน่น “แค่นาฬิกา หรือจะมาสู้ฟ้าลิขิต” ประกอบกับมีข่าวดังอื่นมาแทนที่ เรื่องนี้จึงค่อยๆ ริบหรี่หายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตามความสามัคคีหากมีขึ้นในหมู่ชนใด แผนการทั้งหลายที่จะยุให้รำตำให้รั่วเห็นจะสำเร็จไม่ได้เป็นแน่แท้ ขอเพียงแต่ให้ถอยไปคนละก้าว แล้วลืมเรื่องราวในอดีตมาเริ่มต้นกันใหม่ อดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณกล่าวไว้ว่า “ถ้าไม่ลืมอดีต ก็จะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้” ซึ่งก็จริงของท่านเชียวครับ

แผนการยุให้แตกกันจากภายในของอ้องอุ้นคราวนี้เรียกว่า “กลสาวงาม” กล่าวคือ อ้องอุ้นมีธิดาบุญธรรมเป็นสาวงามนามว่า “เตียวเสี้ยน” ความงามของนาง เป็นที่เลื่องลือไปไกล นางจึงเป็นที่หมายปองของบุรุษชาติอาชานัยทั้งหลายทั้งปวงในเวลานั้น ด้วยความงามของนางนี้เอง อ้องอุ้นจึงออกอุบายใช้ความงามของนาง ในอันที่จะยุให้ตั๋งโต๊ะ และลิโป้ผิดใจกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น อ้องอุ้นจึงเรียกเตียวเสี้ยนธิดาบุญธรรมมาพบ แล้วเล่าอุบายนี้ให้เตียวเสี้ยนฟังจนสิ้น เมื่อฟังจบแล้ว เตียวเสี้ยนจึงกล่าวแก่อ้องอุ้นว่า “ท่านแม้มิใช่บิดาแท้จริงของข้า แต่ก็ได้ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูข้า เตียวเสี้ยน แต่น้อยคุ้มใหญ่มาอย่างดี ถึงวันนี้ท่านพ่อบุญธรรมทุกข์ใจในเรื่องของแผ่นดิน ข้าน้อยเตียวเสี้ยนขออาสาท่านพ่อบุญธรรมเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณอันใหญ่หลวงในครั้งนี้” อ้องอุ้นเมื่อได้ฟังดังนั้น ถึงกับคุกเข่าคำนับเตียวเสี้ยน ขอบคุณที่ถึงกับยอมพลีกาย หมายให้แผนการสำเร็จลงได้ในคราวนี้

ไม่ช้านานแผนการก็เริ่มขึ้น เมื่ออ้องอุ้นออกเทียบเชิญให้ลิโป้ ทหารเอกของตั๋งโต๊ะมาทานค่ำที่บ้าน เมื่อสำรับกับข้าวพร้อม ท่านอ้องอุ้นจึงดื่มคารวะสามจอกแก่ลิโป้เป็นธรรมเนียม จอกที่หนึ่ง “ขอคารวะท่านลิโป้ที่ให้เกียรติมาเยือนถึงบ้าน” ว่าแล้วทั้งคู่ก็ยกถ้วยเหล้าขาวใบตะหลิวจิ๋วขึ้นดื่มพร้อมกันหมดจอก ฤทธิ์เหล้าแผ่ซ่านแล่นไปลำไส้ถึงขดไหนก็รู้ได้กันเลยทีเดียว จอกที่สอง “ขอคารวะในน้ำใจไมตรีที่มีให้ข้า อ้องอุ้นนี้เสมอมา” แล้วก็ยกกันจนหมดจอกอีก และจอกที่สาม “ขอให้ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองราบรื่นยืนนาน” กานเปย แปลว่า “แห้งจอก” หมดแก้ว แล้วทั้งสองก็เริ่มมึน เมื่อนั้นนางเตียวเสี้ยนจึงแสดงตัวออกมาจากที่ลับ จอกที่สามนี้ทำให้ลิโป้เห็นความงามของเตียวเสี้ยนเป็นสามเท่าทวีคูณ ทำให้ตกหลุมรักเตียวเสี้ยนในทันที ถึงกับออกปากว่า “ข้าตกหลุมรักเจ้าแล้ว” ฝ่ายเตียวเสี้ยนได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นอายหายเข้าม่านไป แล้วอ้องอุ้นก็พูดขึ้นว่า “ที่ท่านลิโป้กล่าวมานั้นจริงเท็จประการใด” ลิโป้จึงรับว่า “จริงแท้ขอรับท่านอ้องอุ้น” อ้องอุ้นเมื่อได้ฟังจึงหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวว่า “ถ้าท่านลิโป้ชอบเตียวเสี้ยนลูกข้าจริงข้าจะยกให้ เพียงแต่ขอให้มีผู้ใหญ่มาสู่ขอ” ลิโป้ฟังดังนั้น จึงคุกเข่าคำนับอ้องอุ้นสามที แล้วออกปากเรียกอ้องอุ้นว่า “ท่านพ่อ” แล้วรีบลาจากไปเพื่อจะกลับไปนัดหมายให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอเตียวเสี้ยนในเร็ววัน

อีกไม่กี่วันต่อมาอ้องอุ้นได้ออกเทียบเชิญนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะมาทานค่ำที่บ้าน โดยกล่าว่าจะมีโชว์ดีให้ท่านดู ตั๋งโต๊ะจึงรับคำเชิญแต่โดยดี เมื่อสำรับกับข้าวพร้อม อ้องอุ้นจึงคารวะท่านนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะสามจอกตามธรรมเนียมจนครบ แล้วปรบมือขึ้นสามที ก็มีเสียงดนตรีบรรเลงขึ้น ไม่นานม่านก็เปิด บรรดาสาวงามต่างออกมาร่ายรำ โดยท่ามกลางนั้นคือ เตียวเสี้ยน หญิงที่สวยที่สุดกว่านางใดที่ร่วมกันร่ายรำในคราวนี้ ที่เหลือออกขี้เหร่เพื่อที่ตั๋งโต๊ะจะได้เลือกไม่ผิดตัว เมื่อเพลงจบลงตั๋งโต๊ะปรบมือรัวๆ ด้วยความชอบอกชอบใจ ทันใดนั้นก็โผไปกอดเตียวเสี้ยนในทันที อ้องอุ้นจึงทำเป็นตกใจร้องว่า “ท่านนายก นี่เตียวเสี้ยนลูกสาวข้า” แล้วตั๋งโต๊ะก็กล่าวว่า “ลูกสาวท่านอ้องอุ้นหรือนี่ ดีแล้ว ข้าขอเลย555” ว่าแล้ว ตั๋งโต๊ะก็พาเตียวเสี้ยนขึ้นรถม้ามุ่งหน้ากลับวังหลวงในบัดดล ท่ามกลางความงวยงงของอ้องอุ้นที่แอบยิ้มเยาะอยู่ในใจว่า บัดนี้ปลาตัวใหญ่ได้งับเหยื่อที่ปลายขอเบ็ดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฝ่ายลิโป้เมื่อใกล้ถึงวันนัดหมายได้มาพบอ้องอุ้นที่บ้าน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจถึงวันจริงที่จะได้นำผู้ใหญ่มาสู่ขอ แต่ครั้นเมื่อพบอ้องอุ้นกลับต้องตกใจจากคำบอกกล่าวของอ้องอุ้นว่า “บัดนี้ท่านนายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะได้มาแย่งชิงบุตรสาวของข้าเอาไปไว้ที่ในวังหลวงแล้ว” ลิโป้เมื่อได้ฟังแล้วให้ตกใจว่า นายกรัฐมนตรีตั๋งโต๊ะบิดาบุญธรรมของตน ทำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เตียวเสียนเป็นคู่หมั้นคู่หมายของข้าที่จะเตรียมมาสู่ขอในเร็ววัน ท่านพ่อกลับมาแย่งชิงไป จะเป็นไปถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เพื่อให้แน่ใจลิโป้จึงแอบเข้าไปดูให้เห็นกับตาในที่พำนักของตั๋งโต๊ะข้างในวังหลวง ครั้นเมื่อไปถึงก็เห็นคนทั้งสองกำลังเล่นจ้ำจี้มะเขือเปาะกันสนุกสนานอยู่ภายใน ลิโป้ให้สิ้นคิดยิ่งนัก ได้แต่กลัดกลุ้มแต่ภายในใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อสถานการณ์นี้ได้ สู้อดใจไว้เมื่อมีโอกาสจึงค่อยย่องมาพบเตียวเสี้ยนเพื่อสืบถามความจริงเสียก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ไขกันต่อไป ไม่แน่ว่าภาพที่เห็นนั้นอาจเป็นภาพลวงตาก็เป็นได้

ครั้นเมื่อตั๋งโต๊ะออกว่าราชการ ลิโป้จึงสบโอกาสที่จะไปลอบพบเตียวเสี้ยนในที่พำนักของตั๋งโต๊ะ ครั้นเมื่อลิโป้ปรากฏกายต่อหน้าเตียวเสี้ยน เตียวเสี้ยนก็โผเข้ากอดลิโป้ พลางร้องไห้กล่าวว่า “ตั๋งโต๊ะกระทำการหยาบช้า แย่งชิงตัวข้ามาจากบิดา แล้วทำการขืนใจ ข้าเปรียบเสมือนนกน้อยในกำมือมาร คิดไปอยากฆ่าตัวตายให้สิ้นอายในคราวนี้” ว่าแล้วก็ทำสะอื้นใหญ่ ลิโป้กอดเตียวเสี้ยนเอาไว้แน่น พลางลูบไล้ไปมาแล้วกล่าวว่า “หยุดร้องเถิดเตียวเสี้ยน พี่จะพาเจ้าหนีไปให้ไกลจากตาเฒ่าตั๋งโต๊ะ” ขณะนั้นเอง ตั๋งโต๊ะเกิดคิดถึงนางเตียวเสี้ยนขึ้นมา ตามประสาข้าวใหม่ปลามัน จึงบอกเลิกประชุมก่อนเวลา แล้วรีบมุ่งหน้ากลับมายังที่พำนัก ครั้นถึงที่หมายกลับเห็นลิโป้กับเตียวเสี้ยนกอดพรอดรักกันอยู่ จึงคว้าเอาทวนของลิโป้ที่อยู่ใกล้ๆ ไล่ตีลิโป้จนหนีเตลิดไปไม่คิดชีวิต ร้องตะโกนตามหลังลิโป้ไปด้วยความโมโหว่า “ไอ้เวรตะไล”

ลิโป้เมื่อหนีไปได้สักพักจึงตั้งสติได้ ว่าเรื่องนี้ควรจะไปเล่าให้อ้องอุ้นฟังให้หมดสิ้น แล้วรอฟังว่าอ้องอุ้นจะคิดอ่านประการใด ครั้นไปถึงที่จวนที่พำนักของอ้องอุ้น อ้องอุ้นจึงแอบนึกเรื่องใหญ่เงียบๆ อยู่แต่ภายในใจว่า “บัดนี้วันตายของตั๋งโต๊ะคงมาถึง” ลิโป้จึงกล่าวถามอ้องอุ้นว่า “ท่านพ่อคิดเห็นประการใด” เมื่อได้ฟังดังนั้น อ้องอุ้นจึงคิดขึ้นว่า จะตีเหล็กให้ดีต้องตีตอนไฟร้อน แล้วกล่าวกับลิโป้ว่า “ท่านจงกำจัดตั๋งโต๊ะเสียบัดนี้เถิด” ลิโป้ค้านว่า “ท่านตั๋งโต๊ะเป็นบิดาบุญธรรมของข้า ข้าจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร” อ้องอุ้นค้านขึ้นว่า “ตั๋งโต๊ะเห็นแต่ท่านเป็นข้าช่วงใช้ มิได้คิดให้เป็นลูกบุญธรรมจริงๆ หรอก ถ้ารักท่านเป็นลูกจริง มีหรือจะเอาทวนของท่านไล้ตีไล่แทงจะเอาให้ตาย แล้วด่าท่านอย่างหยาบคายอย่างที่ท่านได้ยิน” ลิโป้เมื่อได้ฟังดังนั้นก็คล้อยตามด้วยอ้องอุ้นทุกประการ จึงย้อนกลับไปสังหารตั๋งโต๊ะด้วยแรงโกรธได้อย่างง่ายดาย ลืมไปสิ้นว่า นี่คือบิดาบุญธรรมที่ให้ทุกสิ่งกับตัวมาจนมีวันนี้ แต่ก็นั่นแหละลิโป้หาใช่คนที่มีความกตัญญู เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ เดิมทีรับราชการอยู่กับ “เต็งหงวน” จนเต็งหงวนรับเป็นบุตรบุญธรรม ครั้นตั๋งโต๊ะอยากได้ตัว โดยมอบเกราะทอง กับม้าเซ็กเธาว์ให้ ก็ไปอยู่เป็นลูกบุญธรรมตั๋งโต๊ะ ต่อมาอ้องอุ้นวางแผนยกเตียวเสี้ยนให้ ก็เรียกอ้องอุ้นว่า พ่ออีก ภายหลังเตียวหุยจึงเรียกลิโป้ว่า “ไอ้ลูกสามพ่อ” อย่างเย้ยหยัน

ครั้นตั๋งโต๊ะตาย นายทหารคู่ใจซ้ายขวา ลิฉุย กับกุยกี จึงยกทัพเข้ามาปราบลิโป้ในวังหลวง แต่ลิโปก็หนีเล็ดรอดไปได้หวุดหวิด จับได้ก็แต่อ้องอุ้นที่อยู่อาสาถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ลิฉุย กุยกี ก็หาได้ไว้ชีวิตไม่ ให้ทหารเอาอ้องอุ้นไปบันศีรษะเสียที่นอกประตูเมือง และแล้วฝ่ายลิฉุย กุยกี ก็สามารถรักษาความสงบราชธานีเตียงฮันไว้ได้ แล้วตั้งตนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมตามลำดับ ใช้พระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน สืบทอดอำนาจเผด็จการสืบต่อจากตั๋งโต๊ะต่อมา ขณะเดียวกันทั่วราชอาณาจักรจีนเวลานั้น “โจรโพกผ้าเหลือง” กลับมาปล้นชิงราษฎรให้ทุกข์ร้อนกันทุกย่อมหญ้า ในวังหลวงก็แสนจะระอาด้วยคนบ้าอำนาจอย่างลิฉุย กุยกี นอกวังราษฎรก็ถูกย่ำยีจากโจรโพกผ้าเหลือง ถึงเวลาที่โจโฉจะกลับมากอบบ้านกู้เมืองคืนอีกครั้งหนึี่งครับ

ตอนหน้าถึงเวลา “โจโฉครองเมือง” กันครับพ่อแม่พี่น้องประชาชน

ภาพจาก https://th.wikipedia.org

อ่านย้อนหลัง

อ่านตอนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/47197
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/47954
อ่านตอนที่ 3 https://siamrath.co.th/n/48764
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/49496
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/49928
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/50644
อ่านตอนที่ 7 https://siamrath.co.th/n/51413
อ่านตอนที่ 8 https://siamrath.co.th/n/52317
อ่านตอนที่ 9 https://siamrath.co.th/n/53322