ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
101 บทความเปลี่ยนชีวิต...ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดคุณ (101 ESSAYS that will CHANGE the way YOU THINK) “การสร้างชีวิตที่ยอดเยี่ยม เป็นเรื่องราวของการตัดสินใจว่า..ต้องการอะไรและออกไปไขว่คว้ามัน”
“...วิธีคิดที่แหลมคมและมีพุทธิปัญญาของคนเรา คือรากเหง้าสำคัญต่อการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามและมีความหมาย.. เป็น ‘ความมั่นใจในความมั่นใจ’ แห่งตัวตนที่แท้ของคนเราทุกๆ คน.. และ..ด้วยจิตสำนึกที่สามารถเข้าใจโลกได้อย่างหยั่งลึก นัยความหมายของการสร้างสรรค์ชีวิต..จึงเป็นไปอย่างก้าวล้ำไปข้างหน้า ด้วยความกระจ่างแจ้งและคมชัด..!
‘การสร้างชีวิตที่ยอดเยี่ยม เป็นเรื่องราวของการตัดสินใจว่า..ต้องการอะไรและออกไปไขว่คว้ามัน..’ ซึ่งนั่นคือวิถีปฏิบัติ..ที่คนเราทุกคนจักต้องพึงสำนึก..เพื่อที่จะเรียนรู้และรับรู้ไว้..ด้วยสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิตอยู่..อันแท้จริง..ตลอดๆ ไป!”
นัยความแห่งกระบวนวิธีคิดเบื้องต้น..คือแก่นสารแห่งหนังสือที่เป็นดั่งแบบเรียน แห่งการบ่มเพาะชีวิต ให้เข้าใจกลไกเชิงซ้อนของ “การดำรงชีวิตอยู่และดำเนินไป” ด้วยมิติความหมายและวิธีการต่างๆ อันแยบยล!
“101 บทความเปลี่ยนชีวิต...ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดคุณ” (101 ESSAYS that will Change the way YOU THINK).. งานเขียนสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยแง่คิดแห่งภูมิปัญญา โดย “Brianna Wiest”.. ซึ่งสื่อสาระผ่าน..บทความทางจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเอง เพื่อช่วยปรับปรุงมุมมองที่มีต่อชีวิต ความคิด ตลอดจนพฤติกรรมใต้สำนึก..!
“คุณสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ยังไม่ลงตัวในชีวิต ขั้นตอนแรกและขั้นตอนสำคัญคือการตระหนักรู้ คุณเริ่มรู้ว่ามีบางอย่างที่ยังไม่ลงตัว แม้ยังไม่แน่ใจว่าต้องเปลี่ยนแปลงตรงไหน แต่ก็เริ่มเห็นว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง ..เพื่อให้รู้สึกดีขึ้น!”
ว่ากันว่า..คนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกหลายคนต่างเข้าใจว่า..ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงชีวิต.. พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเองก่อน “คนกลุ่มนี้” ยังถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจดั้งเดิมที่อยู่มาอย่างยาวนาน..นั่นก็คือ.. “จะเป็นอย่างที่เชื่อ ก็จักต้องควบคุมความคิดของตัวเอง”
ในแง่ของความคิด..ถ้าเรียนรู้ที่จะมองปัญหาในชีวิตว่าคือ...โอกาสที่จะได้เข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น..เพื่อช่วยพัฒนาชีวิตให้ดีกว่าเดิม..จนสามารถหลุดออกจากวังวนของความทุกข์ทรมาน และได้เรียนรู้ความหมายของการเติบโต..!
“พื้นฐานของความเป็นมนุษย์” ก็คือ..การเรียนรู้วิธีคิด จากนั้นก็เรียนรู้วิธีรัก แบ่งปัน อยู่ร่วมกัน อดทน เป็นผู้ให้ สร้างสรรค์ และทำสิ่งอื่นๆ อีกสารพัด... รวมถึงสิ่งที่สำคัญมากที่สุด..นั่นก็คือ..การได้ใช้ศักยภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทั้งเพื่อตนเอง และโลกใบนี้...!
ประเด็นที่งดงามประการหนึ่ง..ที่หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้..เป็นวิธีการที่ช่วยชี้แนะให้ได้ประจักษ์ว่า..สิ่งเดียวที่เป็น “อุปสรรคต่อความสุข” นั้น..ก็คือตัวเอง..! ซึ่งก็หมายถึงว่า ปัญหาเดียวในชีวิต..ย่อมคือ “วิธีมองชีวิตของตัวเอง” ซึ่งถ้ามองอย่างเป็นกลาง โดยมีทุกสิ่งที่ปรารถนาและต้องการอยู่แล้ว..แต่กลับเป็นทุกข์..นั่นก็เพียงเพราะไม่สามารถรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่มี
วิธีแก้ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ..การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น..อันได้แก่..
ภาวะขี้เกียจที่จะท้าทายจิตใจของตัวเอง
ไม่ฝึกที่จะดื่มด่ำกับความสุขได้นาน
ใส่ใจกับความสบายใจมากกว่าความเปลี่ยนแปลง
ใช้เวลากับคนที่ไม่ดีต่อตัวเอง
ไม่ยอมให้ความคิดเกี่ยวกับตัวเองได้พัฒนา
ไม่รับผิดชอบชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่
และ..รอให้บางสิ่งเปลี่ยนแปลงความรู้สึก...
ทั้งหมดนี้..คือความเชื่อที่เชื่อว่า..ความสุขจักเกิดขึ้นได้จากระดับของความสำเร็จ มากกว่าภาวะที่เป็นอยู่..และท้ายที่สุดก็จะรู้ได้ว่า... “สิ่งสำคัญที่สุดนั้น..อยู่ที่การเลือกจดจ่ออยู่กับชีวิตดีๆ..ของตัวเองให้มากขึ้น...!”
มีถ้อยคำแห่งชีวิต..ที่ย้ำเตือนว่า.. “เท้าอยู่ตรงไหน..จงอยู่ตรงนั้น..” ซึ่งก็หมายความถึงว่า.. “ชีวิตคือตอนนี้..ปัจจุบันคือทั้งหมดที่มี” แต่ประเด็นนี้..ก็มักจะได้รับความสำคัญเป็นลำดับสุดท้ายเสมอ..การอยู่กับปัจจุบันนับเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งถ้าทำได้ง่ายๆ ก็คงอยู่กับปัจจุบันได้ไม่ยาก..
เหมือนกับตอนนี้!..ในโลกที่เรียกร้องความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ..จึงไม่ควรลืมสิ่งที่สำคัญมากที่สุด..นั่นก็คือ..การพิจารณาชั่วขณะหนึ่งว่า..ตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น..ทุกสิ่งที่ใฝ่ฝัน ต้องการ ทุ่มเท ปรารถนา และเฝ้ารอ..ล้วนเกิดจากช่วงเวลานี้..!
“สิ่งที่ทำตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพียงบางสิ่ง แต่เป็นทุกสิ่ง”..ขอให้เพียงจดจำว่า..ชีวิตได้สร้างขึ้นจากประสบการณ์ต่างๆ ในปัจจุบัน ส่วนการจมอยู่กับอดีต หรือหมกมุ่นกับอนาคต คือ.. “การขัดขวางไม่ให้ชีวิต..ได้มีโอกาสอยู่กับ..ปัจจุบัน..!”
มีคำถาม..ที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนและสิ่งที่เกิดมาเพื่อทำ.. “คนทั่วไปเชื่อว่า การเข้าใจตัวตนของตัวเองนั้น..ไม่ใช่โลกของการค้นพบ แต่เป็นโลกของการระลึกถึงมากกว่า” เราต่างเคยเข้าใจตัวตนของตัวเอง โดยไม่ต้องระลึกถึงสารพัดเหตุการณ์ในชีวิต..ช่วงเวลาที่อยู่เพียงลำพัง ประสบการณ์ที่ไม่ได้สำคัญ..ตลอดจนความสัมพันธ์อันไร้แบบแผน..
สิ่งที่ได้ผลจริงๆ คือการแค่ตระหนักถึงสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว..จุดประสงค์สำคัญของระบบที่นำทางด้านจิตใจที่ได้ผลนั้น ไม่ใช่เพื่อปลูกฝังกรอบคิดใหม่..แต่เพื่อมอบเครื่องมือในการตรวจสอบตัวเอง..ตั้งคำถามค้นหาคำตอบ และทบทวนความคิด..จากนั้นก็เชื่อมโยงกับระบบนำทางภายใน สัญชาตญาณ และแก่นแท้ของตัวเอง...
ผ่านการรับรู้ดังกล่าว..ต่อไปนี้คือคำถามที่สำคัญที่สุดที่ควรถามตัวเอง..!
ใครหรืออะไร ที่คุ้มค่าต่อการยอมอดทน...
จะยึดมั่นกับสิ่งใด ถ้ารู้ว่าคนอื่นจะไม่ตัดสิน
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร
ถ้าไม่ต้องทำงานอีกต่อไป...จะทำอะไรในแต่ละวัน
สิ่งที่รบกวนจิตใจมากที่สุดเกี่ยวกับคนอื่น..คืออะไร
“จงขุดคุ้ยต่อไปเรื่อยๆ...จนกว่าจะมองเห็นความเชื่อมโยง..เหล่านี้!”
..“มนุษย์เราทุกคนจักต้องมองเห็นคุณค่าในตัวเอง” เสาหลักแห่งการมองเห็นคุณค่าในตัวเองก็คือว่า..เหตุผลอันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด..ไม่ใช่ว่ารู้สึกอย่างไร..แต่เป็นการคิดว่า..ตัวเองสามารถทำอะไรได้..การเห็นคุณค่าในตัวเองไม่ได้เกี่ยวกับความมั่นใจ หรือคนอื่นจะมองเราในแง่ดีมากแค่ไหน..แต่มันเกี่ยวกับความมั่นใจว่า..จะสามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้มากเพียงใด..
หลักปฏิบัติที่เป็นเสาหลักแห่งชีวิต ณ ที่นี้ได้แก่..การสร้างภาวะในการเห็นคุณค่าของตัวเอง ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างรู้ตัว ยอมรับตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง แสดงจุดยืนของตัวเอง ดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย การยึดมั่นส่วนตัวเพื่อสร้างแนวทางในแบบของตัวเอง แทนที่จะยึดติดกับแนวทางที่ปลูกฝังมา..สามารถพิจารณาตัวเลือกต่างๆ อย่างเป็นกลาง..แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่ก็ตาม..!”
สิ่งที่น่าไตร่ตรอง..เมื่อความเป็นชีวิตได้ใช้วิจารณญาณแห่งการตระหนักรู้ออกไปข้างหน้า..ก็คือ.. “ปัจจุบันคือทั้งหมดที่มี” เนื่องจาก..ตลอดเวลาที่ใช้ไปกับความคิดวิเคราะห์จะตระหนักว่า.. “ทุกปัญหานั้นมาจากปัญหาเดิมๆ” นั่นคือ.. “ไม่รู้วิธีอยู่กับความอึดอัดใจ”..และไม่รู้ว่าจะดื่มด่ำกับเรื่องดีๆ โดยไม่ถูกเรื่องเลวร้ายขัดขวางได้อย่างไร..!
ปัญหาก็คือการมองว่า..ส่วนต่างๆ ของชีวิตเป็นเพียงสัญญาณที่บอกว่า.. “ถึงเวลาที่จะไปสู่เป้าหมายถัดไปแล้ว”..เพราะมันเป็นผลมาจากความคิดที่ว่า..ตอนจบอันแสนสุขนั้นมีอยู่จริง! และถ้าผ่านความเจ็บปวดไปได้..ก็จะได้รับการเยียวยาจนหมดปัญหา..เกิดการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นคนใหม่ที่สมบูรณ์อีกครั้ง..
ปัจจุบันคือ “ทั้งหมดที่มี”..เราต้องเลือกที่จะอยู่กับมัน..ต้องสามารถอยู่กับความเป็นจริงที่น่าสลดใจ..ซึ่งก็คือสิ่งที่เห็นและรับรู้ในตอนนี้..ไม่ว่าจะเป็นความยุ่งเหยิง หรือความขัดแย้งอันงดงาม ซึ่งนำไปสู่ ความรัก ความไกล่เกลี่ย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการเปลี่ยนแปลง..!
“ความแปลกใหม่ของชีวิต” ที่จะมองเห็นได้..ก็ต่อเมื่อได้ลองมองสำรวจในด้านที่บ้าคลั่งของตนเอง ซึ่งไม่เคยสนใจเลยว่า.. “..วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร?”
เมื่อเราเปลี่ยนแปลงความคิดอันเป็นนัยสำคัญ..จนถึงที่สุดแล้ว..เราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิด ความรู้สึก ตัวตน หรือวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างการมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อคนอื่นให้อ่อนโยนขึ้น..การตระหนักต่อคนอื่นให้นุ่มนวลขึ้น.. การตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายที่ว่า..ต้องรับผิดชอบความสุข สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาระที่สำคัญ และต้องทำหลายต่อหลายครั้งในชีวิต ไม่สำคัญว่าจะเปลี่ยนแปลงจากอะไรเป็นอะไร..สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือจิตใจนั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์แห่งความยากลำบากในลักษณะคล้ายๆ กัน..!
การรักตัวเองไม่ใช่การกระทำแต่คือความรู้สึก มันคืออารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการนับถือตัวเอง ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้ว..มันคือการยืนหยัดเพื่อนับถือตัวเอง..มีความพยายามที่จะพยายามต่อไป มีความกล้าหาญที่จะสะท้อนตัวตน จนสามารถค้นพบความสุขได้ แม้สิ่งต่างๆ จะไม่เที่ยงและไม่มั่นคง..!
ความยากลำบากจะหล่อหลอมตัวตน..ความอึดอัดใจจะเป็นแรงผลักดัน ที่ช่วยให้ลงมือทำในแบบที่ไม่คิดจะทำมาก่อน ซึ่งถ้ามองอย่างผิวเผินมันจะดูน่ากลัว..เพราะเป็นสิ่งที่ไม่รู้จัก.. แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต..จะกระตุ้นการหล่อหลอมตัวตน... “ความท้าทายจะพัฒนาให้เรากลายเป็นคน”..ในแบบที่ไม่เคยนึกเคยฝัน.. และ..ที่สุดแล้ว..เราจะรู้สึกขอบคุณความยากลำบากของตัวเอง.. “เมื่อข้ามผ่านมันไปได้!”
จาก..ความสามารถในการใช้จินตนาการ จึงสามารถที่จะเชื่อได้ว่า..คนเราสร้างโลกอย่างที่เป็นในปัจจุบันขึ้นมาจากศูนย์..ความเชื่อที่เชื่อกันว่า..ความคิดคือสิ่งที่กำหนดความจริงขึ้นมานั้น..เป็นข้อเท็จจริงทางวิวัฒนาการระหว่างภาษากับความคิด ซึ่งเป็นการช่วยให้สร้างโลกขึ้นมาในสมอง และก็ได้วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนเป็นการสร้างสังคมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม..!
“ต้องเรียนรู้ที่จะมองว่า..ปัญหาของชีวิต..คือโอกาสที่จะเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ มากขึ้น..เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาชีวิตให้ดีกว่าเดิม..จนสามารถหลุดออกจากวังวนของความทุกข์ทรมาน และได้เรียนรู้ความหมายของการเติบโต..ต่อไปได้!”
นี่คือ..หนังสือเพื่อการปฏิบัติแห่งชีวิต ผ่านการจดจำ ผ่านนัยความหมายแห่งการกระทำที่เห็นจริง..การแบ่งความคิดออกเป็นข้อๆ ในข้อปฏิบัติทางสำนึกต่างๆ ถือเป็น “วิถีแห่งปัญญาญาณเชิงประจักษ์” ที่ทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และตระหนักรู้.. ผ่านความคิดที่เคี่ยวกรำ และทดลองปฏิบัติต่อความจริงแห่งความเป็นจริงมาเป็นอย่างดี..!
“บริอันนา วีสต์ (Brianna Wiest) เขียนความจริงแห่งรอยทางของการปฏิบัติออกมาได้อย่างมีลำดับขั้นตอนและมีน้ำหนักต่อการสืบค้นและพิเคราะห์ความคิด ให้ผู้เรียนรู้ได้มีการสื่อสารถึงนัยอันเป็นคุณค่าต่อการปกป้องและสร้างสรรค์โครงสร้างแห่งการเป็นชีวิตที่งามและดี..มากมาย..ผ่านวิธีคิด..ต่อการเลิกใส่ใจสายตาของคนอื่น / การใช้หลักจิตวิทยาก้าวข้ามอุปสรรค / วิธีควบคุมปีศาจร้ายในตัวเรา / การเข้าใจความรักบางรูปแบบที่เราไม่เข้าใจ / หรือประเด็นแห่งการเรียนรู้ในความไม่เข้าใจในชีวิตต่างๆ นานา...”
ทั้งหมดเป็นองค์ความรู้ต่อการสร้างความรู้...ในวิถีชีวิตสมัยใหม่..วิถีที่กล้าที่จะบอกว่า.. “มนุษย์ที่แท้..ไม่ควรแสวงหาความสบายใจ แต่ถ่ายเดียวไปจนชั่วชีวิต..!”
“ธนภัท สนธิรักษ์” แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เห็นความคิดและเห็นความหมายของความคิดได้อย่างชัดเจน..
การมองหาความสุขไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในขณะเดียวกันก็อย่ามองข้ามสิ่งที่มีอยู่แล้ว..ในปัจจุบันด้วย








