ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต
“... คนเราย่อมมีชีวิตอยู่ด้วยศรัทธาและความหวังอันมีค่า ที่สามารถยึดพยุงชีวิต ให้ธำรงไว้ได้อย่างมีความหมาย..
ไม่ว่าจะอย่างไร..ชีวิตย่อมจักต้องเรียนรู้แก่นสารของความคิด ผ่านบทบาทแห่งการกระทำ ที่เป็นทั้งแบบแผนและบทเรียนไม่ว่าจะเป็นจากทุกข์หรือสุขเสมอ
..มันคือลักษณาการของความเอื้อเฟื้อ..ที่ชีวิตมีความรู้สึกสัมผัสที่จะเกื้อหนุนต่อชีวิตด้วยกันด้วยความมุ่งหวังแห่งจิตอันกรุณา..
แต่ในท่ามกลางความปั่นป่วน และสับสน ของโลกแห่งทุกวันนี้ คำถามอันน่าสะเทือนใจก็ได้เกิดขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อและแสนจะคลางแคลงใจผ่านปรากฏการณ์แห่งคำถามของความดีงาม ที่ว่า..
“ความเอื้อเฟื้อที่แท้จริง มีจริงหรือ?และมันปรากฏขึ้นได้อย่างไร?
นั่นคือคำถามแห่งยุคสมัย..ที่ทั้งรอคอยและปรารถนาคำตอบที่คมชัดเพื่อพิสูจน์ถึงสถานะแห่งจิตวิญญาณที่แท้ของมนุษย์..
“..ความเอื้อเฟื้อแสดงให้เราเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำ แต่ก็บอกได้ว่าเราควรเป็นคนอย่างไร? และ..คุณลักษณะแบบไหน คุณธรรมใดที่เราควรปลูกฝัง...”
บริบทอันทรงคุณค่าเบื้องต้นคือสาระอันชวนคิดคำนึงจากหนังสือ..“ความเอื้อเฟื้อ”(L'ALTRUISM) ผลงานสร้างสรรค์ด้วยความคิดที่งดงามและเป็นคุณประโยชน์โดย “มาติเยอร์ ริการ์”(Matthieu Ricard) พระภิกษุผู้ลาออกจากอาชีพด้านพันธุศาสตร์ เพื่อมาศึกษาพุทธศาสนา ณ เทือกเขาหิมาลัย เป็นนักเขียนที่มีผลงานขายดีระดับนานาชาติ และเป็นนักพูดที่มีชื่อเสียงบนเวทีระดับโลก..
ท่านโด่งดังในการพูด ณ ที่ประชุม “World Economic Forum" ที่เมืองดาวอส ในเรื่อง “ความสุขและความเอื้อเฟื้อ” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฟังกว่าเจ็ดล้านคน..
“การที่สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงนั้น เราจะต้องกล้าอ้าแขนรับความเอื้อเฟื้อ กล้าที่จะพูดว่าความเอื้อเฟื้อที่แท้มีอยู่จริง เราทุกคนสามารถบ่มเพาะมันขึ้นมาได้ และวิวัฒนาการทางด้านวัฒนธรรม ก็สนับสนุนการขยายตัวของมัน”
..ประเด็นที่น่าขบคิดและใคร่ครวญในวันนี้..
ก็คือ..ในยุคปัจจุบัน เราต่างเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายมากมาย ซึ่งหนึ่งในปัญหาหลักของเราก็คือ การประนีประนอมความต้องการของระบบเศรษฐกิจกับการแสวงหาความสุข และการเคารพสิ่งแวดล้อม
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับมาตราส่วนของเวลาสามระยะ คือระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ซึ่งแต่ละระยะ มีผลประโยชน์สามอย่าง ซ้อนทับกันอยู่ คือ ผลประโยชน์ของเรา ผลประโยชน์ของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเรา และผลประโยชน์ของสัตว์โลกทั้งหลาย
เศรษฐกิจและการเงินเปลี่ยนแปลงไปด้วยจังหวะก้าวที่รวดเร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ตลาดหุ้นทะยานขึ้นหรือดิ่งลงอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามวัน วิธีการใหม่ในการทำธุรกรรมความเร็วสูง ที่พัฒนาขึ้นมา โดยทีมงานของธนาคารบางแห่ง และถูกนำไปใช้โดยเหล่านักเก็งกำไร เอื้อให้มีธุรกรรมเกิดขึ้นได้ 400 ล้านครั้งต่อวินาที
วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์สั้นมาก ไม่มีนักลงทุนคนไหนเต็มใจจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่ไถ่ถอนคืนได้ในเวลาห้าสิบปี
คนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ก็มักจะอิดออด ที่จะเปลี่ยนชีวิตของตนเองเพื่อผู้อื่นที่โชคดีน้อยกว่าตน และเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นหลัง..
ขณะที่ผู้ขาดแคลนก็ไขว่คว้าหาความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างเข้าใจได้ ทว่าการเข้าสู่สังคมผู้บริโภคนั้น ไม่เพียงแต่สนับสนุนให้ได้มา ซึ่งสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตให้เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังยุยงให้ไล่ล่าสิ่งที่ฟุ่มเฟือยไม่หยุดหย่อน
“ความพึงพอใจในชีวิต วัดกันด้วยการวางแผนในชีวิต อาชีพการงาน ครอบครัว และ รุ่นคน นอกจากนั้น ยังวัดตามคุณภาพของเวลาที่ผ่านไปในแต่ละขณะ สุขทุกข์ที่ส่งผลต่อชีวิต ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่น..”
ในวิถีคิดที่มีมุมสะท้อนกลับ..ความเอื้อเฟื้อมักถูกนำเสนอว่า “เป็นคุณค่าทางศีลธรรมที่สูงสุดในสังคม นักบวชและฆราวาส“
แต่ทว่า..มันแทบไม่มีพื้นที่อยู่ในโลกที่ถูกครอบงำโดยสิ้นเชิงด้วยการแข่งขัน และปัจเจกนิยม..
คนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไอน์ แรนด์”(Ayn Rand) นักปรัชญา ถึงกับลุกขึ้นต่อต้านจริยธรรมความเอื้อเฟื้อเสียด้วยซ้ำ คนเหล่านี้มองความเอื้อเฟื้อว่า..“เป็นการเรียกร้องให้เสียสละ..และ พวกเขาก็สนับสนุนความเห็นแก่ตัว..”
อย่างไรก็ตาม..ในโลกร่วมสมัย..“ความเอื้อเฟื้อ” มีมีความจำเป็นมากกว่าที่เคยเป็นมา เป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วน..อีกทั้งมันยังเป็นการแสดงออกถึงความเมตตาของมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเราทุกคนล้วนมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ทั้งๆ ที่แรงจูงใจมากมาย ซึ่งมักเป็นความเห็นแก่ตัว ที่ผ่านเข้ามาในจิตใจของเรา และ บางครั้งก็ครอบงำใจเรา
แท้จริงแล้ว..อะไรคือประโยชน์ของความเอื้อเฟื้อ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาใหญ่ๆ หากเราแต่ละคน บ่มเพาะความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อมากขึ้น..ถ้าเราคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของผู้อื่นมากขึ้น
- นักการเงินจะไม่เข้าเก็งกำไรอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง ด้วยเงินออมของนักลงทุนรายย่อย ที่มอบความไว้วางใจให้พวกเขา..! เพียงเพื่อให้ได้โบนัสมากขึ้นตอนสิ้นปี
- นักการเงินจะไม่เก็งกำไรในสินค้าประเภทอาหาร ธัญพืช น้ำ และ ทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของประชากรกลุ่มที่ยากจนที่สุด..
- และ..หากผู้มีอำนาจตัดสินใจ และผู้ปฏิบัติงานทางสังคม คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่รอบข้างมากขึ้น พวกเขาจะเป็นห่วง เรื่องการปรับปรุงสภาพการทำงาน ชีวิตครอบครัว และ ชีวิตทางสังคม รวมถึงด้านอื่นๆ อีกมากมายของชีวิต
“ท้ายที่สุด..หากเราห่วงใยชะตากรรมของคนรุ่นหลัง เราจะไม่เอาความผาสุกของพวกเขา มาสังเวยผลประโยชน์ที่ไม่จีรัง ของพวกเราอย่างหน้ามืดตามัว โดยทิ้งโลกที่เสื่อมทรามแปดเปื้อน ไว้ให้คนที่จะเกิดตามเรามา..!“
“ท่าน มาติเยอ ริการ์” ได้ระบุว่า..เมื่อท่านกลับจากตะวันออก ท่านก็เริ่มคุ้นชินกับการอยู่ในวัฒนธรรม และอยู่ในท่ามกลางผู้คนที่ให้ความสำคัญ กับการเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิม ด้วยการเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่และการคิด..ความหมกมุ่นพื้นๆ อยู่กับการได้หรือการเสีย ความยินดีกับยินร้าย การยกย่องสรรเสริญกับการนินทา การมีชื่อเสียงกับไร้ชื่อเสียง..
ทั้งหมด..ถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ไร้เดียงสา และเป็นสาเหตุแห่งทุกข์” กับมิติของ ”โลกตะวันตก“ ท่าน มาติเยอ ริการ์ ได้แสดงทัศนะเชิงวิพากษ์ว่า..เป็นโลกที่มักชื่นชมปัจเจกภาพนิยมว่า คือความเข้มแข็งและดีงาม จนบางครั้งอาจเกินเลยไปถึงจุดที่เห็นแก่ตัวและหลงตัวเอง เป็นโลกที่น่าฉงน เพราะดูเหมือนว่า มันจะไม่สนับสนุนวิถีที่เหมาะที่สุด ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม
“เมื่อข้าพเจ้า พิจารณาที่มาทางด้านวัฒนธรรมและปรัชญาที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ระหว่างสังคมที่ “เอาผู้อื่นเป็นที่ตั้ง“ กับ ”เอาตนเองเป็นที่ตั้ง“ ข้าพเจ้านึกถึงคำกล่าวของ “พลอตุส”(Plautus) ที่ว่า..
“มนุษย์เป็นหมาป่า สำหรับมนุษย์ทุกคน”
“เป็นหมาป่า..สำหรับมนุษย์ด้วยกัน!!!”
ส่วน “นิทเช่” ได้กล่าวว่า..“ความเอื้อเฟื้อเป็นเครื่องหมาย ของคนอ่อนแอ”
สุดท้าย “ซิกมันด์ ฟรอยด์” ได้ยืนยันว่า พบสิ่งที่เรียกว่า ”ดี“ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในหมู่มนุษย์โดยรวม..
ข้าพเจ้าคิดว่า มันเป็นเรื่องของนักคิดผู้มองโลกในแง่ร้ายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นว่า..แนวคิดของพวกเขาก็มีผลสะเทือนใด!
..ด้วยความกระหายอยากเข้าใจปรากฏการณ์ให้ดีขึ้น “ท่าน มาติเยอ ริการ์” ได้สังเกตเห็นว่า..การทึกทักว่า..ทุกการกระทำ คำพูด และ ความคิดของเรา มีความเห็นแก่ตัวเป็นแรงจูงใจ มีอิทธิพลต่อจิตวิทยา และ ทฤษฎีทางวิชาการและเศรษฐกิจของตะวันตกมายาวนาน จนมาถึงจุดที่มีพลังเหมือนลัทธิความเชื่อ ที่แทบไม่มีใครท้าทายว่า มันสมเหตุสมผลหรือไม่?
จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือความอุตสาหะของเหล่าปัญญาชน ที่พยายามทุกวิถีทางที่จะชี้ให้เห็นว่า..
“บ่อเกิดของการกระทำทุกอย่างของมนุษย์..มีความเห็นแก่ตัวเป็นแรงจูงใจ”
หากจะกล่าวโดยสรุป..ผ่านการสังเกตเห็นจากสังคมตะวันตก เหมือนได้มีข้อสรุปออกมาว่า..“ผู้มีปัญญา” ไม่ได้รับการเคารพนับถือหรือได้รับการถูกยกย่อง อย่างมากที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่ “คนที่มีชื่อเสียงร่ำรวยและมีอำนาจต่างหาก” ที่เข้ามาแทนที่
การบริโภคล้นเกิน การอยากได้ใคร่มีเกินความจำเป็น และการที่เงินเป็นใหญ่..ทำให้..
“ท่านมาติเยอ ริการ์” คิดว่า คนร่วมสมัยของเราจำนวนมาก คงจะหลงลืมเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็คือ “เพื่อรู้สึกถึงความอิ่มเต็ม และเอาแต่..มัวแต่งมอยู่กับวิธีการที่จะไปให้ถึง..เป้าหมายอันเปรียบเหมือนมายาคตินั้น!!!..”
“วิกเตอร์ อูโก“..ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ทรงพลังไปกว่าแนวคิดที่ถึงเวลา อันเหมาะสมของมัน”
“มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์” ก็ได้ระบุว่า.. “มนุษย์ทุกคนต้องตัดสินใจว่า จะเดินไปบนแสงสว่างของความเอื้อเฟื้ออันสร้างสรรค์ หรือในความมืดมิดของความเห็นแก่ตัวอันทำลายล้าง” และ “มาติเยอ ริการ์” ก็กล่าวสรุปความหนังสือเล่มนี้ของเขาเป็นการส่งท้าย อย่างล้ำลึกและจุดประกายว่า..
“ความเอื้อเฟื้อ ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยบ่งชี้คุณภาพการดำรงอยู่ของเรา ทั้งในขณะนี้และในอนาคต มันไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในอาณาจักรของแนวคิดแบบยูโทเปียอันสูงส่ง ที่มีคนไร้เดียงสามีน้ำใจเป็นผู้ดูแลอยู่ เราต้องมีสติปัญญาที่เฉียบแหลม พอที่จะยอมรับในเรื่องนี้ และกล้าหาญพอที่จะพูดออกมา..
แล้ว..ที่สุด “ความเอื้อเฟื้อ” คืออะไร?/ความเอื้อเฟื้อที่แท้จริงมีจริงหรือไม่?/มันปรากฏขึ้นได้อย่างไร?..คนเราจะมีความเอื้อเฟื้อมากขึ้นได้ไหม?/และ ถ้าได้..จะทำอย่างไร?/..อะไรคืออุปสรรคที่ต้องข้ามผ่าน?/เราจะสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร?/ เหล่านี้คือคำถามหลักๆ ที่เราพยายามสำรวจในหนังสือเล่มนี้!
“กรรณิการ์ พรมเสาร์” และ “อรุณเริ่ม กิตติรัตนชัย” นักแปลฝีมือเยี่ยมและเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมา อย่างโดดเด่น และหนักแน่น ทั้งชวนให้อ่าน และชวนให้คิดวิเคราะห์..อย่างลึกซึ้ง
นี่คือ..หนังสือที่ทำให้ “ดอกไม้งาม” ในแรงขับแห่งจิตวิญญาณบานสะพรั่ง ผ่านคำสอนสั่ง ที่เข้าไปเคี่ยวกรำและกลั่นเอาประสบการณ์ด้านดีของตัวตนออกมา..ในลักษณะของความรื่นรมย์และเข้าใจในปรัชญาของการรับรู้มิติอันเป็นอัศจรรย์ของความเป็นชีวิต ..สู่แสงสว่างทางปัญญาอันมั่นคง สุขสงบ และเป็นนิรันดร์..!
“พลังกรุณาสู่การเปลี่ยนแปลง ...สู่การเปลี่ยนแปลงคนและโลก.. เนื่องเพราะ..เราต่างต้องการแนวคิดที่เป็นเอกภาพ ..เป็นเส้นด้ายที่เอื้อให้เราค้นพบเส้นทางเดินในเขาวงกตแห่งความหมกมุ่นอันซับซ้อนและอันตราย!
“ความเอื้อเฟื้อ” คือเส้นด้ายที่ว่า ที่จะช่วยให้เราเชื่อมสเกลแห่งเวลาทั้งสาม คือ..ระยะสั้น-กลาง-ยาว.. ด้วยการประนีประนอมของแต่ละระยะ..!!!“








