ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต
“..ในหัวใจของเราทุกคน..ล้วนมีรอยสัมพันธ์นานาเก็บซ่อนอยู่..เป็นนัยความรู้สึกที่ทั้งทบซ้อนและหม่นเศร้าในเร้นลึก ณ ขณะเดียวกัน ..นั่นคือต้นทางแห่งบ่อเกิดของปัญหาภายในส่วนขยายของตัวตนแห่งชีวิต..ที่ผุดพรายขึ้นมาปรากฏอยู่บนพื้นฐานแห่งจิตวิญญาณของเราได้..ในทุก ๆ ขณะ!
ว่ากันว่า..ต้นตอแห่ง “ปูมปัญหาอันสลับซ้อน” นี้ ..คือวิกฤตแห่งสัมพันธภาพที่จิตใจในแต่ละจิตใจ ได้แบกรับเอาไว้อย่างหน่วงหนักและเร้นซ่อน..! มันอาจจะมี “ต้นตออันเจ็บปวดนี้..“จาก..“เด็กน้อยที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของเรา” อันหมายถึงมายาคติที่ติดตรึง/ภาพลวงตาที่หลอนหลอกแห่งใจ/หรือกงเกวียนแห่งชะตากรรม..ที่ปิดขังตัวตนอยู่..!
ทั้งหมดทั้งสิ้นเหล่านั้น!..จึ่งคือความจำเป็นที่คนเราจักต้องเรียนรู้ผ่านมโนสำนึก.. เพื่อที่จะต้องหยั่งเห็นและก้าวข้าม “เด็กน้อยแห่งบาปเคราะห์” เหล่านั้น..ไปให้จงได้..!
“..ชีวิต..สมควรที่จะต้องเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกับตัวตนในด้านมืด เพื่อการ..เรียนรู้ที่จะเมตตา ให้อภัย และเยียวยาบาดแผล..ในอดีต..!”
สาระสำคัญข้างต้น..คือสาระอันงดงามลึกซึ้งต่อชีวิต.. จากหนังสือ “เราทุกคนควรได้รับการโอบกอด” (The Child in You) ผลงานสร้างสรรค์โดย “นักจิตวิทยาแห่งการพัฒนาตัวเอง” ชื่อดัง “Stefanie Stahl” (สเตฟานี สตาห์ล) ที่เน้นย้ำให้ได้คิดคำนึงถึงว่า “อย่าเพิ่งคิดว่าชีวิตของตัวเองพัง!” นั่นเพราะ..คุณปล่อยให้เสียงของเด็กผู้มืดหม่นและแตกสลาย นำทางชีวิตของคุณมากเกินไป..! แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเรียนรู้ที่จะเยียวยาบาดแผลเดิมได้แล้ว..“คุณจะควบคุมชีวิตของตัวเองได้อีกครั้ง!”
..เมื่อชีวิตต้องฝังตรึงอยู่กับบาดแผลแห่งการถูกกระทำในอดีต นับแต่วัยเด็ก ชีวิตของคนเราเมื่อเติบโตขึ้นก็ต้องหาทางเยียวยา..! สิ่งที่เกิดขึ้น..เป็นบาดแผลที่ตำกายและใจ..ในวัยเด็กนั้นจักส่งผลถึงความสัมพันธ์และการก่อเกิดปัญหาชีวิตขึ้นกับทุก ๆ คน มันมักเกิดจาก “เด็กในตัวของเรา” (The Inner Child)..ที่มีบาดแผลฝังลึกอยู่ แต่..ตราบที่เราเข้าใจ และโอบกอดชีวิตเอาไว้ได้.. มันก็จะทำให้เราสามารถควบคุมชีวิตไว้ได้อีกครั้ง!
“เด็กในตัวของเรา” มีอยู่ 2 ลักษณะคือ “The Shadow Child" กับ "The Sun Child" อันหมายถึง..ตัวแทนของความรู้สึกที่แย่ ๆ อย่างเช่น ความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อในอดีต รวมถึงความหวาดกลัวและสะพรึงกลัวเมื่อในขณะนั้น!..ซึ่งมันก็จะเชื่อมโยงกับตัวแทนของความมั่นใจ ความสุข และศักยภาพในตัวเรา!
แนวคิดเชิงทฤษฎีของ “หลักการสำคัญ” นี้..สามารถอธิบายความเป็นส่วนขยายได้ว่า.. “The Shadow Child" อันหมายถึง ”เด็กในตัวเรา” นั้น..คือส่วนที่เก็บความรู้สึกเจ็บปวด ปมด้อย ความรู้สึกที่ว่า “ฉันไม่ดีพอ” ในวัยเด็ก..! ครั้นเมื่อถูกกระตุ้น คนเราก็มักจะเผลอแสดงการป้องกันตัว เช่นการเรียกร้องความรักแบบผิด ๆ หรือการหลีกเลี่ยงปัญหา..!
"The Sun Child" ซึ่งก็คือตัวตนในปัจจุบัน..อันถือเป็นส่วนที่เข้มแข็ง เป็นเหตุเป็นผล และมีความมั่นใจในตัวเอง..! โดยสาระ..โดยรวมของหนังสือ..ได้สอนให้เราเชื่อมโยงตัวเองกับส่วนสำคัญนี้! เพื่อเรียนรู้ที่จะยอมรับและโอบกอดบาดแผลของอดีตได้..ด้วยตัวเองของตัวเอง..ผ่านวิธีการสื่อสารกับ “เด็กในตัวเราของเรา” ..เมื่อเกิดความรู้สึกแย่/ผ่านกลไกการป้องกันตัวที่เรามักจะใช้ออกมาโดยไม่รู้ตัว/ผ่านตัวอย่าง การปรับความคาดหวังในความสัมพันธ์!
“ความสัมพันธ์ที่พังทลายมักเกิดจากการที่เราคาดหวังให้อีกฝ่ายมาอุดรอยรั่วในวัยเด็ก..และ..การเยียวยาแผลใจในตัวเองก็คือหน้าที่ของผู้ใหญ่ ในตัวเรานั่นเอง..!“
...การเก็บบาดแผลและความเจ็บปวดในวัยเด็กเอาไว้..ทำให้เรากลายเป็น “เด็กที่หมองหม่น” ที่พร่ำพูดต่อตัวเองว่า..ฉันเป็นภาระ/ฉันไม่ดีพอ/และฉันไม่สำคัญพอ/ เด็กประเภทนี้เมื่อถูกกระตุ้น จะป้องกันตนเองด้วยกลไกต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น..หลีกเลี่ยงปัญหา/สวมหน้ากากเพื่อให้คนอื่นรัก/กระทั่งยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ/
ส่วน “เด็กผู้สดใส” จะเปรียบได้ดั่งตัวแทนของความมั่นใจ ตัวแทนของความสุข และถือเป็นศักยภาพที่แท้จริงของเรา “เด็กคนนี้ยังคงอยู่ภายในตัวเรา เพียงแค่รอให้ตัวเราค้นพบ“
เมื่อได้อ่านและได้พบสาระของหนังสือเล่มนี้ ชีวิตของเราก็จะได้ข้อคิดที่นับเป็นคุณประโยชน์ในหลายลักษณะ..!
จะสามารถตั้งขอบเขต โดยกล้ายืนหยัดที่จะเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องรู้สึกผิด..
จะสามารถเปลี่ยนตัวเอง จากความเชื่อลบ ๆ โดยเริ่มทำงาน ด้วยการทดแทนความเชื่ออย่างใหม่ ๆ และสิ่งใหม่ ๆ อื่น ๆ
จะมีความตระหนักรู้ โดยสามารถแยกออกได้ว่า..ตอนนี้ “เด็กที่มืดหม่น” หรือ “ตัวตนแห่งความเป็นผู้ใหญ่”..เป็นผู้ควบคุมอารมณ์ของเรา!
ค้นพบจุดแข็งของตัวเอง โดยเขียนรายการสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี อย่างน้อยสิบข้อ แล้วอ่านดูทุกวัน..
และ..สุดท้าย..เขียนจดหมายถึงตัวเองในวัยเด็ก โดยบอกกับเขาหรือเธอว่า.. “สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ!!”
ในบทสรุปแห่งหนังสือ “เล่มงาม” เล่มนี้..มีเครื่องเตือนใจมากมาย ให้เราได้ทบทวนเชิงประจักษ์..! ชีวิต..ดำเนินบทบาทของมัน อย่างตื่นตาตื่นใจ และมีความหมายในการหยั่งคิดเสมอ..ขึ้นอยู่กับมโนสำนึกอันเป็นข้อตระหนักของเราแต่ละคน..ในทุก ๆ ช่วงเวลา..!
อย่างเช่น..การเคารพตัวเอง คือจุดศูนย์กลางแห่ง “แผ่นดินไหว” ในจิตใจ ถ้าเพดานความมั่นใจของเราต่ำ ต่อให้เราได้เจอโอกาสที่ดี หรือคนรักที่ใช่ เราก็จะหาทางเตะสกัดขาตัวเอง ให้ล้มคว่ำลงอยู่ดี.. “ต่อให้คนร้อยคนบอกว่าคุณเก่ง มันก็ไร้ความหมาย ถ้าข้างในของคุณยังเอาแต่เหยียบย่ำตัวเอง“
นอกจากนี้..มวลความคิดอีกมากมาย..ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าต่อจิตใจ ในการประกาศให้ใคร ๆ ได้รู้ถึง..“พลานุภาพภายใน..” ..ใครที่ชอบใช้วิธีตัดขาดจากการติดต่อ เวลาเจอความกดดัน มันคือกลไกป้องกันตัวที่แลกมาด้วยความเจ็บปวดเรื้อรัง และการพังโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งในชีวิตจริง..! “การหนีหายตอนมีปัญหาทำให้รอดตัวชั่วคราว แต่กลับตัดโอกาสของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในแบบถาวร“
...ความสุขเป็นผลพลอยได้ จากการจัดระเบียบจิตใจ เชื่อกันว่าสุขภาพที่ดีเหมือน “การปั้นซิกซ์แพก“ ซึ่งมันเรียกร้องวินัยในการจับผิดความคิดลบ ๆ ของตนเอง และหมั่นชื่นชม เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตทุก ๆ วัน.. “ความสุขไม่ได้หล่นมาจากฟ้าแต่มันคือทักษะขั้นสูง ที่ต้องใช้ความอดทนฝึกฝน“
เช่นเดียวกับ..เด็ก ๆ มักเผลอเอาความเหนื่อยล้าอารมณ์เสียของพ่อแม่มาแปลความหมายเอาเองว่าตัวเองไม่ดีพอ ความเชื่อผิด ๆ แบบนี้แหละที่ฝังรากลึก และตามหลอกหลอนเรา จนโตเป็นผู้ใหญ่.. “คำด่าทอในอดีตหมดอายุไปนานแล้ว แต่เรายังใจร้ายเอามาเปิดฟังอยู่ซ้ำ ๆ“
มีอยู่หลาย ๆ ครั้ง..ที่ชีวิตเรามักทำลายโอกาสดี ๆ ในการเจอความรักทิ้งไปโดยไม่ใยดี เพียงแค่จิตสำนึกได้ถูกโปรแกรมมาให้เชื่อว่า..“เราไม่คู่ควรกับสิ่งดี ๆ” วงจรอุบาทว์นี้ จะจบลงได้ก็ต่อเมื่อเรากล้าเปลี่ยน ความยึดมั่นถือมั่นในหัวของตัวเอง..! “การเลือกคบแต่คนที่เป็นพิษซ้ำซากไม่ใช่เวรกรรมแต่มันคือการสปอยล์ความเชื่อแย่ ๆ ของตัวเอง..“
ว่ากันว่า..สมองมนุษย์ไม่ได้บันทึกความจริงแบบกล้องวงจรปิด แต่มันใส่ฟิลเตอร์บาดแผลในอดีตลงไปด้วย เวลารู้สึกว่าโลกใจร้าย ลองถอยออกมาดูว่า.. นั่นคือเรื่องจริง หรือเรากำลังสวมแว่นตาแห่งความหวาดกลัวอยู่.. “ความจริงไม่ได้ทำร้ายเราแต่วิธีที่เราตีความต่างหากที่กรีดหัวใจ“
ผมถือว่า..หนังสือเล่มนี้คือ “อุบัติการณ์” คำสอนที่มีค่าต่อชีวิตในทุก ๆ โอกาสแห่งกาลเวลา ..ให้ได้จดจำ เพื่อบันทึกสู่การ ”ปฏิบัติวิสัย“ โดยที่มนุษย์ทุกคนนั้นต่างปรารถนาความมั่นคงปลอดภัย การยอมรับนับถือ และความเป็นเสรีอิสระ..! การเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ จะช่วยลดความขัดแย้งกับผู้อื่นได้..! และหากใครก็ตาม ได้วิพากษ์วิจารณ์ชีวิตของเรา ก็ให้แยกแยะว่า..“มันเป็นแค่ความคิดเห็นของเขา”..หาใช่การตัดสินคุณค่าทั้งหมดแห่งชีวิตของเรา..แต่อย่างใดไม่!!!
“ปิยบุตร หล่อไกรเลิศ” แปลและถอดความหนังสือที่ขายดีถึง..สามล้านเล่ม..เล่มนี้จนครองอันดับหนึ่งหนังสือขายดีประเภท “Non-Fiction ถึงแปดปี..ออกมาอย่างลึกซึ้ง งดงาม และเข้าใจ!! ให้ข้อตระหนักถึง การอ่านอย่างใคร่ครวญและเป็นคุณต่อความเป็น “จิตศรัทธา” ของชีวิตเหนือชีวิต อย่างแท้จริง..!
“ไม่ว่าเราจะผ่านประสบการณ์ในอดีตในช่วงวัยเยาว์อะไรมา ทุกอย่าง..ไม่ว่าดีหรือร้าย พึงใจหรือผิดหวัง ..ล้วนแล้วแต่หล่อหลอม ให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ เหมือนแสงและเงา ที่อยู่ในตัวเรา และจะไม่มีวันห่างไปไหน!!!“








