คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
คนหนุ่มสาวมักชอบมองไปในอนาคตข้างหน้า แต่ว่าคนอาวุโสมักชอบย้อนมองอดีตข้างหลัง
“พิจารณ์ - พินิจ” เป็นคำแปลของคำว่า Meditation ซึ่งมีความหมายว่าการพิจารณาตนเองอย่างลึกซึ้ง ในที่นี้จะตีความหมายให้กว้างไกลออกไปอีกด้วยว่า หมายถึงการมองทั้งชีวิตตนเองกับมองชีวิตสังคมภายนอก ซึ่งจะทำให้เรามีมุมมองที่เชื่อมโยง ไม่เพียงแต่จะเข้าใจตนเอง แต่ยังเข้าใจผู้อื่นอันหมายถึงสังคมภายนอกต่างๆ นั้นอีกด้วย
ตอนที่ผู้เขียนค้นคว้าเรื่องปรัชญากรีก ได้พบหนังสือเล่มหนึ่งที่แปลมาจากหนังสือภาษาอังกฤษเรื่อง Meditations เขียนโดย Marcus Aurelius จักรพรรดิโรมันที่ครองราชย์อยู่ในช่วง ค.ศ. 161 - 180 มาแปลเป็นไทยในชื่อว่า “เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต” ผู้แปลคือ ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย เป็นหนังสือที่อ่านสบายๆ เหมือนหนังสือธรรมะ (แต่บางคนอาจจะบอกว่าอ่านยาก เพราะสำนวนจะออกแนวลึกซึ้งและมีแต่ข้อคิดที่ต้องขบคิดอยู่ตลอด)
เนื้อหาโดยรวมก็คือเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อ “เตือนและอบรมตนเอง” ด้วยการระลึกหรือคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้กระทำ มีทั้งหมด 12 บทหรือ 12 เรื่องที่ต้องเตือนตนเองซึ่งจะได้นำไปปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นต่อไป ส่วนที่หลายๆ คนอ่านแล้วและคิดว่าเป็นสาระที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ประโยคที่เขียนว่า “Do not act as if you had ten thousand years to live.” ที่แปลเป็นไทยว่า “อย่าทำราวกับว่าเรามีชีวิตอยู่อีกหมื่นปี”
จากประโยคดังกล่าวทำให้เราได้ข้อคิดว่า สิ่งที่เราควรจะทำอยู่เสมอก็คือ “การพิจารณาการกระทำของตัวเราเอง” ซึ่ง Aurelius ได้มองย้อนไปในอดีตตั้งแต่ที่ขึ้นเป็นจักรพรรดิใหม่ๆ (เขาคงจะเขียนขึ้นในช่วงท้ายๆ ของชีวิต เหมือนอยากให้เป็น “มรดกทางความคิด” ไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง) แต่สำหรับส่วนตัวผู้เขียนชอบมุมมองของ Aurelius ในเล่มที่ 9 ในหัวข้อ “เราเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ” ที่เขาเขียนว่า
“เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้นเมื่อมีคนทำผิดกับเรา เราควรพยายามเข้าใจว่า เขาเป็นมนุษย์ที่มีความไม่รู้ ความกลัว ความต้องการ และความอ่อนแอเหมือนเรา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้คนอื่นทำร้ายเรา แต่หมายถึงอย่าให้ความผิดของคนอื่นทำให้เราเป็นคนเลวตามเขาไปด้วย”
ครับ มนุษย์นั้นไม่มีใครดีทั้งหมด เราเองก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีชั่วมีดีปะปน คนชั่วก็คือคนที่มีความชั่วมากกว่า ในทำนองเดียวกันคนดีก็คือเขามีสิ่งที่ดีมากกว่านั่นเอง ซึ่งก็คือการมองคนอื่นให้มองเหมือนว่ากำลังมองที่ตัวเราด้วย
ย้อนอดีตไปเมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก จำได้แต่ภาพของความสุขต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ พอโตมาเป็นวัยรุ่นก็ยังมีแต่ความคิดเรื่องอยากเป็นโน่นเป็นนี่ อยากเป็นเหมือนคนโน้นคนนี้ เอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับดาราหรือคนดังๆ ซึ่งก็คืออยากจะเป็นคนพวกนั้นนั่นเอง พอกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยก็แอบไปชอบเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่ง พอเธอไปควงเด็กนักเรียนชายคนอื่น ตัวเราเองก็เจ็บปวด อย่างที่เรียกว่า “อกหัก” มีความรู้สึกเจ็บปวดและทรมานเป็นทุกข์มาก คิดหาทางลดความทุกข์นั้น แอบไปลองสูบบุหรี่ก็ไม่หาย แต่กลับทำให้เสพติดบุหรี่
พร้อมกันนั้นก็ฟังเพลงจากวิทยุ มีคนเขียนกลอนเข้ามาในรายการ บ้างก็เขียนจดหมายมาระบายเรื่องราวต่างๆ ผู้จัดรายการ (ที่ในสมัยต่อมาเรียกกันว่าดีเจ) ก็เอามาอ่าน ผู้เขียนก็เคยเขียนกลอนมาบ้าง เลยลองเขียนใส่ในไดอารี่ (ที่ในสมัยพ่อแม่ของผู้เขียนเรียกว่า “อนุทิน” ซึ่งไม่รู้ว่าอนุทินที่มีชื่อเล่นชื่อหนูจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับการเขียนบันทึกของพ่อแม่ของเขาหรือไม่) แต่ก็แค่เก็บเอาไว้อ่านเอง ไม่ได้ส่งไปอ่านออกอากาศ กระนั้นก็รู้สึกว่ามีความรู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อได้ระบายความอึดอัดเหล่านั้นออกไปจากตนเอง กลอนนั้นยังจำได้ดีและท่องจนติดใจมาโดยตลอด
“บันทึกเพื่อสิ่งใดเล่าเจ้าใจเอ๋ย
เมื่อใจเคยชอกช้ำด้วยคำหวาน
บันทึกแนบในทรวงซึ้งดวงมาลย์
ดีกว่าการแค่นเขียนบทเรียนตน
ชีวิตเราลำเค็ญใครเห็นด้วย
ชีพแทบม้วยมุดดินสิ้นเหตุผล
ซึ่งความเศร้าซ่อนไว้ในกระมล
ดีกว่าคนเผยใจแล้วไม่จำ!”
ครับ เจ็บแล้วต้องจำ!
ถ้าใครดูหนังฝรั่งบ่อยๆ ในเรื่องที่ตัวแสดงมีความทุกข์ เขาหรือเธอมักจะไปหาจิตแพทย์เพื่อ “ปรับทุกข์” เพราะฝรั่งนั้นเขาถือว่าปัญหาในจิตใจเป็นโรคอย่างหนึ่ง คนทั่วไปจะมีประกันสุขภาพที่รวมถึงประกันปัญหาทางจิตใจนี้ด้วย ดังนั้นการไปปรึกษาจิตแพทย์เมื่อมีความทุกข์จึงเป็นเรื่องปกติ วิธีการที่เราเห็นเสมอก็คือจิตแพทย์จะให้เราทำตัวให้สบายๆ บางทีก็ให้เอนนอน หลับตา แล้วระบายเรื่องราวต่างๆ ออกมา จิตแพทย์ก็คอยรับฟัง บางทีก็ทำเสียงอือๆ ออๆ หรือคุยอะไรร่วมด้วยบ้าง จากนั้นพอหมดเวลา เช่น 30 นาทีก็กลับได้
คนที่ไปนอนหลับตาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้หมอฟังนั้นก็สบายใจ ดูมีความสุข แต่ถ้ามีปัญหาไม่สบายใจอีกก็ต้องกลับมาเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรนี้ให้หมอฟังอีก อาชีพจิตแพทย์นี้จึงน่าจะเป็นอาชีพที่น่าเบื่อ หรือน่าจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นบ้าเสียเอง แต่ก็ไม่ค่อยเห็นว่าเป็นไปแบบนั้น ซึ่งแพทย์ที่มีอาชีพนี้ถ้าใจไม่รักในการอยากรู้เรื่องคนอื่นเป็นพิเศษ ก็ต้องมีหูและใจที่เข้มแข็งเป็นพิเศษ (ฮา)
เมื่อพูดถึงการ “พิจารณ์ชีวิต พินิจสังคม” ก็ต้องขอพูดถึงพระพุทธเจ้าสักเล็กน้อย ในพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธองค์ก่อนออกบวช ได้แอบออกไปเที่ยวนอกพระราชวังอยู่บ่อยครั้ง แต่การออกไปเที่ยวของพระองค์คงเป็นแบบ “ทัศนศึกษา” คือใช้สายตามองเพื่อหาความรู้ โดยได้เห็นอาการต่างๆ ของผู้คนในสังคมข้างนอกวัง ได้เห็นเด็กร้องอุแว้ คือการเกิด ได้เห็นคนอายุต่างๆ คือความแก่ ได้ยินเสียงร้องโอดโอยและสภาพน่าเวทนาทั้งหลาย คือความเจ็บ และการเผาศพ คือความตาย นี่ก็คงทำให้เกิด “ภาพจำ” ในความคิดของพระองค์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่มาของการมองเห็นอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่พระองค์ได้ตรัสรู้เมื่อวันวิสาขบูชานั้น รวมตลอดพระธรรมอื่นๆ ที่ก็เกิดขึ้นด้วยการ “พิจารณ์ชีวิต พินิจสังคม” นี้ทั้งสิ้น
อีกบุคคลหนึ่งที่อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นคุณค่าของการมองตนเองให้ลึกซึ้งร่วมกับการมองสังคมให้รายละเอียด ก็คือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งจากการวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปราชญ์ร่วมสมัยคู่แผ่นดินกับพระองค์ท่าน บอกว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นพระมหากษัตริย์ที่เข้าหาประชาชน ไม่เพียงแต่เพื่อออกไปเยี่ยมเยียนหรือเป็นขวัญและมงคลให้กับราษฎร แต่พระองค์ท่านยังทรงได้ “เรียนรู้อะไรมากมาย” จากประชาชนด้วยพระองค์เองอีกด้วย แล้วทรงนำสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นมาแก้ไขปัญหาให้กับราษฎร ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาให้กับประเทศทั้งประเทศ โดยมีพระองค์ท่านนั้นเป็นศูนย์กลาง คือทรงเป็น “พลังแห่งแผ่นดิน” (ภูมิ = แผ่นดิน, พล = พลัง) อย่างแท้จริง
มีประโยคหนึ่งในทางรัฐศาสตร์ที่พูดถึงผู้ปกครองกับประชาชน (มีคนเชื่อมโยงว่าน่าจะมาจากแนวคิดของเพลโตตั้งแต่ยุคปรัชญากรีก ในเรื่องของลักษณะของผู้ปกครองย่อมสะท้อนถึงคุณธรรมหรืออัตลักษณ์ของผู้คนในสังคมนั้นๆ) ที่กล่าวว่า “ผู้ปกครองเป็นอย่างไร ประชาชนก็เป็นอย่างนั้น” ยิ่งในระบอบประชาธิปไตยด้วยแล้ว ประชาชนคือผู้ที่เลือกผู้ปกครอง ซึ่งโดยหลักจิตวิทยาแล้วมักจะเลือก “คนที่เหมือนตัวเขาเอง” นั้นอยู่เสมอ
ดังนี้ถ้าเรามองมาที่สังคมไทย ก็น่าเสียใจว่าเราได้ผู้ปกครองที่ “แย่มาก” มีทั้งความชั่ว ทุจริตโกงกิน ชอบโกหกมดเท็จ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หน้าด้านหน้าทน และ ฯลฯ ซึ่งก็สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากเป็นแบบนี้ด้วยหรือไม่?
คิดขึ้นมาแบบนี้ก็เป็นทุกข์มากและไม่อยากเป็นคนไทย แต่พอไปอ่านสิ่งที่ Aurelius เขียนไว้ในบทที่ 9 ดังที่บอกไว้ในตอนต้น ก็ค่อยสบายใจขึ้น ซึ่งที่เขาเขียนไว้ผู้เขียนตีความเองได้ว่า “อย่าไปมองว่าใครเป็นคนดีคนชั่ว ตราบใดที่เรายังมีความดีมากกว่า และเขา (คนชั่ว) มีความชั่วมากกว่า”








