ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ใน..โครงสร้างแห่งความเป็นชีวิต ..มนุษย์เราก็เปรียบดั่งพันธุ์ไม้เล็กๆ ที่ค่อยๆ เติบโต..จากรากฐานของก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ..บ้างเติบโตในสวนศรีที่สะพรั่งบานและงดงาม ...บ้างเติบโตในมรสุมแห่งการถูกทิ้งร้างและไร้ความเข้าใจ..และบ้างต่างเติบโตขึ้นมาจากความจอมปลอมไร้ความจริงใจ..ใดๆ
ผลลัพธ์แห่งภาพเงาของชีวิตดังกล่าว..นับวันก็จะเติบโตขึ้นอย่างเจริญพันธุ์ท่ามกลางความสลดหดหู่ของการดำรงอยู่แห่งชีวิตอันแท้จริง..!
..ครอบครัวไม่เป็นครอบครัว ..สถานะแห่งความเป็น “พ่อแม่ลูก” สูญสลาย..สถานะแห่ง “ครูผู้สอนสั่ง” กลายเป็นผู้หลงติดในอำนาจเผด็จการอย่างซึมซับและไม่รู้ตัว..สถานศึกษาอันมีเกียรติภูมิกลับกลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ ที่เหล่าเพชฌฆาตต่างลอยหน้าลอยตาหลอกสังคมว่า เป็น “ผู้ทรงคุณธรรม” ...กระทรวงกรมผู้รับผิดชอบด้านนี้ของแผ่นดิน “ทื่อมะลื่อโง่เขลา” เกินกว่าจะเปรียบเปรยกับสิ่งใด..!
นี่คือ..สภาพอันทุเรศทุรัง และเป็นจริงในสังคมแห่งชีวิตของชาวเรา ณ ยามนี้..ที่กำลังเดือดพล่านจากทะเลน้ำตาของความสูญเสียในสูญสิ้น แห่งความน่าเวทนา..โดยแท้..!
ใครและใครได้มองเห็นสิ่งนี้บ้าง?..หรือแค่เพียงมองเห็นแต่ไม่เคยใส่ใจ/หรือแค่มีตาแต่ไม่เคยสนใจ/หรือแค่เพียงมีสัญชาตญาณแต่ไม่เคยใช้ “หัวใจ”..!
ในความจริงอันขมขื่น..โศกนาฏกรรมอำมหิตจากฝีมือของ “เด็กๆ” ..ในแผ่นดินของเรา เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า..เป็นภาพซ้ำๆ ที่ไร้การเยียวยาแก้ไขที่ดำเนินต่อๆ กันมาอย่างอเน็จอนาถ..ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป .. !
สังคมในทุกระดับชั้น เหมือนดัดจริตที่จะมีสำนึก แล้วก็สลัดวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหานี้ทิ้งไป..เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือไม่..ก็ไม่ใส่ใจใยดีในภาวะเหตุการณ์นี้ กระทั่งกลายเป็นความเคยชินอันหมางเมิน..ไปในที่สุด
“เด็กบางคนยากที่จะเข้าถึง..ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ..เขาเปิดประตูอยู่ตลอดเวลา..”
นี่คืออารัมภบทชิ้นสำคัญต่อการก้าวย่างสู่บาปเคราะห์ของ “นัยชีวิต” ..โดยมีเด็กเป็นตัวละครเอกคนสำคัญ ที่ถูกตราหน้าเป็น “คนเลวในเลว” ..ที่เกิดมาเป็น “ชีวิตของวันนี้..!”
นี่คือหนังสือสาระแห่งหัวใจ ..จากเรื่องราวอันเปี่ยมคุณค่าต่อการสะพ้อนภาพรวมของชีวิต..แห่ง “เด็กที่ไร้คุณค่า..ในสายตาของคนอื่น” ..เด็กๆ ที่ชีวิต ..ค่อยถูกกลืนกินและทุบทำลายลง..โดยผู้คนที่ใจมืดบอดและจมปลักอยู่กับอคติที่หม่นมืด..ในทางจิตวิญญาณ..!
“บรัดเลย์...เด็กเกเรหลังห้องเรียน” (There's a Boy in the Girls' Bathroom)..ผลงานเขียนอันสั่นสะเทือนความรู้สึก และ ล้ำค่าทางสำนึกคิดโดย “หลุยส์ ซัคเกอร์” (Louis Sachar) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนระดับโลก ชาวสหรัฐอเมริกา ผู้มีความเข้าใจและเชี่ยวชาญในด้านจิตวิทยาเด็ก ..และเป็นผู้มีอารมณ์ ”สนุกขบขัน”..
เขาเริ่มสนใจที่จะเขียนหนังสือเด็ก ตั้งแต่ได้ทำงานพิเศษอยู่ในโรงเรียนระดับประถม...หนังสือเล่มนี้ ถือเป็นเล่มสำคัญที่ทำให้เขา ได้รับรางวัล “ขวัญใจเด็กๆ” มากมายหลายรางวัล
“บรัดเลย์” ..อาจไม่ใช่เด็กในฝันของครูหลายๆ คน ..เพราะเขามักจะสร้างปัญหาในโรงเรียน ไม่สนใจในสิ่งที่ครูสอน ชอบรังแกเพื่อน..ไม่ทำการบ้าน..ไม่คบหาสุงสิงกับใคร..ซึ่งก็แน่นอนว่า เขากลายเป็นเด็กที่บรรดาครูรับมือได้ยาก ..ไม่ง่ายเหมือนเด็กที่เอาแต่ก้มหัวเชื่อฟัง และตั้งใจเรียน..!
และ..สำหรับครูผู้คิดว่า.. “งานของตนคือการสอนเพียงอย่างเดียว” ก็ย่อมจะไม่ชอบใจ เพราะเด็กเหล่านี้เช่น “สอนยาก..” ดังนั้น...สิ่งต่างๆ ที่ครูเหล่านี้ทำ จึงคือ..ถ้าไม่ไล่เด็กออกจากห้องเรียน ก็จะทำเป็นเหมือนมองไม่เห็นพวกเขา..
เหตุนี้..ที่นั่งประจำของบรัดเลย์..จึงเป็น “โต๊ะตัวสุดท้าย แถวสุดท้าย” อันถือเป็น “บริเวณสุญญากาศ” ที่ครูมองไม่เห็น “..เสมอ!”
แต่สำหรับ “คาร์ล่า”..ครูคนหนึ่งของบรัดเลย์..เธอไม่ใช่ครูแบบนั้น..เธอมองเห็นสิ่งพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กทุกคน..โดยเฉพาะเด็กที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่าง “บรัดเลย์”
..เธอรู้และตระหนักอยู่เสมอว่า ..เขาไม่ใช่ “สัตว์ประหลาดจากต่างดาว” ไม่ใช่เด็กเกเร ไม่ใช่ตัวปัญหา อย่างที่ใครๆ เข้าใจ..ปัญหาก็คือว่า..เธอจะทำอย่างไรเพื่อให้ “บรัดเลย์” ได้รู้ว่า..เธอนั้นมองเห็นด้านลึกในตัวตนของเขา และเธอไม่ได้เป็นครูเหมือนคนอื่นๆ ที่เขาได้เคยพบเจอมา..
จะทำอย่างไร ที่จะให้เขาเปิดใจรับในความหวังดีของเธอ? “เด็กบางคน อาจยากที่จะเข้าถึง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว..เขาเปิดประตูอยู่ตลอดเวลา!!!”
“บรัดเลย์” สร้างปัญหาในโรงเรียนอยู่เสมอและซ้ำซาก..ไม่ยอมทำการบ้าน ไม่ฟังในสิ่งที่ครูสอน อีกทั้งยังแสดงความก้าวร้าวและรังแกเพื่อน..โดยตลอดการที่เด็กคนหนึ่ง ทำตัวมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ย่อมต้องมีสาเหตุอันเนื่องมาจาก..อะไรบางอย่าง..ที่ไม่มีใครจะรู้ได้..!
เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ชวนขมขื่นและน่าเศร้า..เนื่องเพราะ ไม่ใช่แค่คนส่วนใหญ่..ไม่ใช่แค่ครูหรือเพื่อนร่วมห้อง แต่ยังรวมถึงพ่อแม่และผู้ปกครองด้วย ที่มักเลือกใช้วิธีที่พวกเขาคิดว่าง่ายกว่า ในวิธีรับมือกับ “เด็กมีปัญหา” ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษให้หลาบจำ การดุด่าผรุสวาท หรือท้ายที่สุดคือ การเพิกเฉย..เฉยเมย จนคล้ายดั่งว่า “เด็กคนนั้นไม่มี..ตัวตน” อยู่บนโลกนี้..
แต่..แท้ที่จริงแล้ว..เด็กที่สร้างปัญหาไปวันๆ อาจแค่ต้องการใครสักคน ที่เข้าใจเขา..เพียงเท่านั้นเอง!
“บรัดเลย์ ชอล์กเกอร์” นั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองตรงหลังห้อง เก้าอี้ตัวสุดท้าย-แถวสุดท้าย..ไม่มีใครนั่งข้างหน้า หรือข้างๆ เขา ดูๆ แล้วคล้ายกับว่าเขาเป็น “เกาะ”
“ถ้าเลือกได้..เขาอยากจะนั่งอยู่ในตู้เก็บของ แล้วเขาก็จะปิดประตู จะได้ไม่ต้องฟังครูเอ็บเบลสอน เขาคิดว่าครูคงไม่สนใจหรอก ครูอาจรู้สึกพอใจเสียด้วยซ้ำ..รวมทั้งคนอื่นๆ ในห้องด้วย ทุกคนคงจะมีความสุขมากขึ้น ถ้าหากเขาไปนั่งอยู่ในตู้เก็บของ..”
มาถึงบทตอน..ที่ถือว่าเป็นบททดสอบชีวิตที่งดงามในเรื่อง..เมื่อเด็กที่มาจาก วอชิงตัน ดี.ซี. “เจฟฟ์ ฟิชกิ้น” เพิ่งย้ายมาเรียน ณ โรงเรียนนี้..
ครูเอ็บเบล พยายามหาที่ให้เจฟฟ์นั่ง แต่กลับไม่มีที่ว่างตรงไหนในห้องเลย ยกเว้นที่นั่งข้างๆ บรัดเลย์..
เพื่อนๆ..เด็กๆ ในห้องต่างพากันส่งเสียงทักท้วง ไม่ให้ครูส่งเพื่อนใหม่ไปนั่งใกล้กับบรัดเลย์ แต่สุดท้าย..ด้วยข้อจำกัดทางด้านสถานที่ ครูเอ็บเบล ก็ต้องจำยอมให้เจฟฟ์ไปนั่งข้างๆ บรัดเลย์..แต่ก็ได้พูดออกมาอย่างเต็มไปด้วยอคติว่า..
“ครูเสียใจนะ..แต่ไม่มีโต๊ะตัวอื่นว่างแล้ว!”
ว่ากันว่า..การผูกมิตรกับเด็ก ซึ่งเป็น “คนที่ไม่รู้จักมิตรภาพ” ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย..แต่อย่างน้อย..ที่สุด การแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า..“ไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจต่อกัน” ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้ทั้งสองฝ่าย เปิดใจสู่กันและกันได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น..!
เนื่องเพราะ “เจฟฟ์” เป็นเด็กนิสัยดี..เขาพูดกับบรัดเลย์ว่า.. “ฉันไม่รังเกียจที่ต้องนั่งข้างนายหรอก..จริงๆ นะ..”
แต่บรัดเลย์กลับแสดงท่าทีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับออกมาว่า.. “เอาเงินมาหนึ่งดอลลาร์ ไม่เช่นนั้น ฉันถ่มน้ำลายใส่หน้านายแน่!!”
แม้ว่าสัมพันธภาพจะเริ่มต้นขึ้นอย่างย่ำแย่ และดูยังไม่เข้าใจกัน แต่นั่นก็คือ “มิตรภาพแห่งความเข้าใจกัน” ของเด็กทั้งสอง..! บรัดเลย์..รู้ดีว่าเพื่อนๆ ในห้องต่างรังเกียจเขา และเขาก็เกลียด “คนเหล่านั้น” เช่นกัน..
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้บรัดเลย์ไม่เคยแยแส หรือใส่ใจว่า..คนอื่นจะคิดกับเขาอย่างไร?
แต่นั่น..ไม่ใช่กับเจฟฟ์ เพราะ เจฟฟ์คือเพื่อนคนแรกที่พูดกับเขาว่า.. “ฉันไม่รังเกียจที่ต้องนั่งข้างนายหรอก..จริงๆ นะ” และคำพูดนี้ได้ฝังอยู่ในใจของบรัดเลย์ นับแต่วันแรก ที่ทั้งสองได้พบกัน..
..ตัวละครสำคัญที่สร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตของ “บรัดเลย์” อีกผู้หนึ่งคือครู “คาร์ล่า” ครูสาวสวยที่เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานในตำแหน่งครูที่ปรึกษาของโรงเรียน..ด้วยภาพลักษณ์คล้ายดั่ง “พี่สาวใจดี” ซึ่งผิดกับครูคนอื่นๆ..
เธอมีความเชื่อว่า..หน้าที่ของครูที่ปรึกษา ไม่ใช่การสั่งสอนบอกกล่าว หรือชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม..หากแต่เป็นการช่วยให้เด็ก ได้ค้นพบวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง..
ในทุกครั้งที่มีเด็กมาพูดคุย ที่ห้องอาจารย์ที่ปรึกษา เธอจะย้ำกับเด็กเสมอว่า .. “เธอไม่ใช่คนที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กๆ แต่เพียงฝ่ายเดียว..เพราะเธอก็ต้องการความช่วยเหลือจากเด็กๆ ด้วยเช่นกัน..!
เมื่อ “บรัดเลย์” ถูกส่งตัวให้มาพบเธอ..เธอได้บอกกับบรัดเลย์ว่า...“ฉันหวังว่าเธอจะช่วยสอนอะไร..ให้ฉันด้วย!”
บรัดเลย์ได้ตอบกลับเสียงกระด้างว่า..“คุณเป็นครูนะ..ไม่ใช่ผม”
“แล้วไงล่ะ ไม่เห็นเป็นไรเลย ..ครูสามารถเรียนรู้จากนักเรียนได้มากกว่า ที่นักเรียนจะสามารถเรียนรู้จากครู..เสียอีกนะ”
“คาร์ล่า เดวิส” ครูที่ปรึกษา ..ผู้มีลักษณะอันเด่นชัดเหมือนสาววัยรุ่น..ที่ไม่อยู่ในขนบดั้งเดิมตามแบบฉบับ..เธอรู้ดีว่า..หากเธอต้องการเข้าใจ “บรัดเลย์”..เธอต้องเริ่มต้นด้วยการรับฟัง..ทุกอย่าง..ที่เขาพูด อย่างที่ผู้ใหญ่คนอื่นไม่เคยรับฟังมาก่อน..
“คาร์ล่า” จะกล่าวขอบคุณเด็กๆ ทุกครั้ง..ที่พวกเขา แบ่งปันเรื่องสนุกสนานให้แก่เธอ..ก่อนจะยื่นมือออกไป..เพื่อขอจับมือกับเด็กคนนั้น..!
แน่นอนว่าเด็กเกเรอย่าง “บรัดเลย์” ต้องถึงกับสะดุ้ง เพราะไม่เคยคิดเลยว่า..ครูจะกล่าวขอบคุณเขา..อีกทั้งยื่นมือมาให้จับเหมือนเป็นเพื่อนกันอีก..!
“เขาไม่ตอบอะไร เอามือล้วงกระเป๋า แล้วก้าวออกจากห้องไป ด้วยตั้งใจจะแสดงให้ครูได้เห็นว่า..เขาไม่ได้แยแสอะไรเลย ที่ครูมาแสดงความใยดีต่อเขา..!”
แต่เมื่อ..ได้มีการพบกันบ่อยครั้งขึ้น..“บรัดเลย์” เองกลับเป็นฝ่ายทวงถาม หากคาร์ล่าลืมขอบคุณ..เมื่อการพูดคุยจบลง..
ในการพูดคุยทุกครั้ง คาร์ล่า จะให้ บรัดเลย์เลือกหัวข้อว่าจะพูดคุยกันเรื่องอะไร? และครั้งหนึ่ง บรัดเลย์เสนอที่จะพูดกันในเรื่อง..สัตว์ประหลาดจากต่างดาว..!
“ฉันคิดว่ายังมีดวงดาวอีกนับพันล้านดวง ที่เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ อีกนับหมื่นล้านชนิด บางชนิดอาจโง่มาก และ บางชนิดอาจฉลาดกว่า..เราก็ได้ แต่ฉันไม่คิดว่า..สิ่งมีชีวิตต่างดาวเหล่านั้นเป็นสัตว์ประหลาดสักตัวเดียว”
“สักตัวเดียว ก็ไม่มีหรือ?”
“ใช่จ้ะ” คาร์ล่ายืนยัน ..“ฉันคิดว่าทุกคนมีความดีอยู่ในตัว ทุกคนสามารถมีความสุข เศร้า และ เหงาได้.. บางครั้งคนมักคิดว่า..ใครอีกคนเป็นสัตว์ประหลาด นั่นเป็นเพราะ..พวกนั้นมองไม่เห็นความดีที่ซ่อนอยู่ในใจของคนๆ นั้น.. พวกนั้นเรียกเขาว่า “สัตว์ประหลาด”..คนอื่นๆ ก็เริ่มเรียกตาม หลังจากนั้นสักพัก เขาก็เริ่มที่จะเชื่อ คำพูดของคนพวกนั้น..เขาจะเชื่อว่า “ตนเองเป็นสัตว์ประหลาด” จริงๆ...!”
ในบทสรุปของความเป็นที่สุด.. หนังสือเล่มนี้ให้แสงสว่างทางปัญญาต่อตัวตนและจิตใจของเราได้ว่า..การเปลี่ยนแปลงของชีวิต ต้องใช้เวลาและความอดทน ดั่งเช่น “บรัดเลย์” ที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตให้เป็นคนดีเพียงชั่วข้ามคืน หรือ ”คาร์ล่า“ ก็ต้องใช้ความพยายามและความอดทน ในการช่วยประคับประคองชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ด้วยความรักอันสม่ำเสมอ..!
นอกจากนี้..การแสดงให้เห็นถึงว่า “มิตรภาพที่แท้จริง จักต้องเริ่มต้นจากการเปิดใจ ..อย่างในกรณีของ “เจฟฟ์” เพื่อนใหม่ที่เอื้ออาทรต่อบรัดเลย์ในฐานะมิตรแท้..อย่างจริงใจและตรงไปตรงมา..!
และ..ประเด็นสำคัญอันมีค่าสูงสุดก็คือ..ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง..ด้วยกลัวว่า..จะกลับไปล้มเหลวอีก สิ่งนี้คือสิ่งที่ตามมาหลอกหลอนความรู้สึกของ “บรัดเลย์” อยู่เนืองๆ.. แต่เขาก็เอาตัวรอดได้ จากการฟื้นฟูทั้งกายร่างและจิตใจ สู่การตระหนักรู้และตั้งใจเรียน อันเป็นการเติบโตด้านจิตวิญญาณที่ต้องอาศัยเวลาอันเนิ่นนาน..!
“การให้โอกาสเริ่มต้นใหม่..จักทำให้มนุษย์หลุดออกจากกรอบเดิมๆ ไปได้..!”
“ฤทัยรัตน์ จันทร์เพ็ญ” แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้และเรื่องนี้ออกมา อย่างลึกซึ้ง งดงาม และเข้าใจ..
แท้จริง..เราต่างมีสถานะแห่งการดำรงอยู่..“เด็กคือผู้ใหญ่ตัวเล็ก นั่นคือความเชื่อและศรัทธาของผม ปรากฏการณ์ที่พลิกผันที่ปรากฏในชีวิตของเด็กๆ ในทุกวันนี้ คือเงามืดแห่งความชั่วร้ายที่ห่มคลุมและโถมทับบริบทแห่งความเป็นชีวิต อย่างยากที่จะเลี่ยงพ้น..เหมือนตั้งอยู่เหนือชะตากรรมหรือกฎเกณฑ์แห่งวัฏฏะสงสารใดๆ..!
"หลุยส์ ซัคเกอร์” สร้างผลงานเล่มนี้ออกมา อย่างเปิดเปลือย ความคิดและความรู้สึกด้านลึกเหมือนดั่งเรื่อง “หลุม” (Holes) อันโดดเด่นและทรงอิทธิพลของเขา..มันล้วนต่างคือความสำนึกผิดที่ฝังลึกอยู่ในใจของมนุษย์ ....ไม่มีใครสามารถสัมผัสบาดแผลกลัดหนองอันทุกข์ทรมานของตัวเอง ได้ลึกไปกว่าตัวตนของตนเอง ..มันคือวิถี ”อัปลักษณ์“ ที่กักเก็บความลับอันเป็นดั่งพิษร้ายไว้ในความเป็นโลกย์..ชั่วนิรันดร์..!
“เด็กที่มีปัญหาเช่น “บรัดเลย์”..ล้วนมีสาเหตุซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมอันก้าวร้าว..พวกเขาไม่ต้องการการลงโทษหรือการเพิกเฉย แต่ต้องการความเข้าใจ การยอมรับ การรับฟัง และ โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง..!
....ถ้าคุณอยากเข้าใจคนอื่น จงรับฟังสิ่งที่เขาพูด..อย่าด่วนตัดสิน หรือ..ชี้นำเป็นอันขาด..!“








