อดีตภรรยาเชื่อพระเจ้าอาวาสหายตัวปริศนา หลังพาลูกชายไปส่งที่ขอนแก่นแล้วขาดการติดต่อ พร้อมเงินสดหลักแสน ตำรวจเร่งสอบสวนคนขับรถปริศนา ขณะที่ครอบครัวเผยความฝันและความผิดปกติหลายอย่าง
จากกรณีที่พระครูปลัดสมบัติ สิริสุวณโณ เจ้าอาวาสวัดสนามไชย ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา หายตัวไปอย่างปริศนานานกว่า 1 เดือน ภายหลังจากได้แจ้งกับทางไวยาวัจกร ว่าจะเดินทางไปรับลูกชาย ซึ่งป่วยจิตเวชและเข้ารับการบำบัดที่บ้านพึ่งสุข จ.ราชบุรี เพื่อนำไปฝากให้อดีตภรรยาดูแลชั่วคราวที่ จ.ขอนแก่น เนื่องจากภายในวัดกำลังเตรียมจัดงานบวชสามเณรภาคฤดูร้อน จึงไม่สะดวกให้ลูกชายพักอยู่ที่วัด ซึ่งเจ้าอาวาสได้เรียกรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน (แกร็บ) มารับที่วัด แต่ขากลับไ่มีใครติดต่อได้และไม่ได้กลับมาที่วัดแต่อย่างใด สร้างความกังวลใจให้กับชาวบ้านและญาติๆ เกรงว่าจะได้รับอันตราย เนื่องจากเจ้าอาวาสมักจะพกเงินสดติดย่ามไว้จำนวนมากหลักแสนบาท ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 เม.ย.69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านห้วยม่วง ม.9 ต.โนนทัน อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดยได้พบกับ นางสุกัญญาอายุ 58 ปี อดีตภรรยา และ นายพงศกร อายุ 28 ปี ลูกชายที่หลวงพ่อที่พามาส่ง
นางสุกัญญา กล่าวว่า หลวงพ่อได้โทรมาบอกให้ตนเองมารับลูกชายที่ อ.หนองเรือ ซึ่งขณะนั้น ตนเองทำงานหล่อพระอยู่ที่วัดใน อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ระหว่างเดินทางเพื่อมารอนั้น ไม่นานหลวงพ่อโทรศัพท์มาบอกว่าถึงแล้ว ให้มารับเลย โดยบอกพิกัดว่า เป็นตลาดในตัวอำเภอแต่ยังไม่รู้ว่าคือตลาดอะไรเพราะมีหลายแห่ง พอใกล้จะถึง อ.หนองเรือ หลวงพ่อโทรมาถามอีกครั้งว่าถึงไหน ตนเองก็บอกใกล้จะถึงแล้ว จึงสอบถามหลวงพ่อว่าตกลงเป็นตลาดอะไร โดยได้ยินเสียงคนขับรถบอกว่าตลาดหน้าอำเภอ หลวงพ่อจึงถามคนขับว่ารู้ได้ไง คนขับรถบอกนั่นไงป้าย หลวงพ่อจึงบอกยืนยันว่าหน้าอำเภอ ก่อนที่ตนเองจะขับรถมาด้านหลังโรงพักซึ่งติดกับที่ว่าการอำเภอ ผ่านเสาธงมาก็มาเจอหลวงพ่อยืนอยู่หน้ารถพอดี และเห็นลูกชายอยู่ใกล้ๆ จึงบีบแตรเรียก พอลูกชายที่มาด้วยเห็นตนเองก็เดินมาหาที่รถ แล้วเอาถุงยามาวางไว้ที่เบาะ ก่อนจะย้อนกลับไปหาหลวงพ่อที่รถเก๋งที่พากันนั่งมา โดยหลวงพ่อหยิบนับเงินในย่ามยื่นให้ลูกชาย ส่วนคนขับยืนอยู่หน้ารถ แล้วบอกตนเองว่าจะรีบกลับวัดไปบวชเณรภาคฤดูร้อน ซึ่งเณรรออยู่ที่วัดแล้ว ก่อนจะขึ้นรถไป พอไปไม่ไกลลูกชายคิดได้ว่าลืมโทรศัพท์ จึงโทรบอกหลวงพ่อเอามาให้ พอหลวงพอเอาโทรศัพท์ให้เสร็จก็เดินทางกลับออกไป โดยย้อนศรออกไปทางเข้าโรงพักขึ้นถนนมะลิวัลย์ หลังจากขับออกไปสักพักลูกชายบอกลืมเอาสายชาร์จ จึงโทรศัพท์ไปถามหลวงพ่อว่าได้เอาสายชาร์จมาด้วยหรือไม่ ซึ่งหลวงพ่อบอกว่าไม่ได้เอามาให้ซื้อใหม่เลย และเป็นคำพูดสุดท้ายของหลวงพ่อก่อนจะติดต่อไม่ได้อีก
"ต่อมาโทรไลน์ไปหาหลวงพ่อไม่มีคนรับสาย ส่งข้อความไปในไลน์ก็ไม่อ่าน จึงโทรเบอร์ก็พบว่าปิดเครื่อง แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร กระทั่งวันที่ 7 เม.ย.ลูกชายโทรมาหา บอกว่าคนที่วัดพยายามติดต่อหา ถามหาหลวงพ่อว่าอยู่ด้วยไหม ลูกบอกกลับมายังไม่ถึงวัดเลย ทั้งเบอร์ทั้งไลน์ติดต่อไม่ได้เลย คนที่วัดตามหาจึงหาเบอร์ตนเองพยายามติดต่อมา ทั้งลูกชาย ที่ กทม. ทั้งน้องชายหลวงพ่อที่ จ.พระนครศรีอยุทธยา ก็โทรมา ซึ่งทุกคนโทรถามหมดว่าหลวงพ่ออยู่ด้วยหรือไม่ ซึ่งหลวงพ่อบอกกับน้องชายว่ากำลังตีรถกลับมาแล้ว พอโทรไปอีกทีก็ตัดสาย ก่อนจะปิดเครื่อง และติดต่อไม่ได้อีก ส่วนตัวเคยบอกหลวงพ่อให้ใช้แอพพลิเคชั่นในการจ่ายเงินแต่หลวงพ่อไม่ชอบเนื่องจากใช้เงินสดสะดวกกว่า ตอนนี้สงสัยคนขับรถว่ามาจากไหน ไม่มีใครรู้จักและใครหามาให้ ญาติโยมที่วัดก็ไม่มีใครรู้จัก และกล้องวงจรปิดที่วัดก็เสีย"
นางสุกัญญา กล่าวต่อว่า คนขับที่พาหลวงพ่อมานั้นเป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 ปี มีพุง แต่งกายดีสวมเสื้อเชิตสีขาวส่วนทางคดีนั้นยังไม่มีเบาะแสอะไร สอบถามตำรวจที่รู้จักว่าควรทำยังไงต่อ ทางตำรวจก็บอกแค่ให้รอก่อน เพราะเป็นพระอาจจะปลีกวิเวกก็เป็นได้ แต่ตนเองมั่นใจว่าไม่มีทางที่หลวงพ่อจะปลีกวิเวกเพราะมีกิจของสงฆ์ที่วัดอีกเยอะ และเป็นห่วงลูกชายคนนี้มาก ทำให้ตอนนี้สงสัยคนขับรถเพียงคนเดียวเพราะอยู่กับหลวงพ่อเป็นคนสุดท้าย และรถคันนี้ไปเกิดอุบัติเหตุที่ไหนก็ต้องทราบข่าวและตรวจสอบได้แล้ว แต่หายไปแบบเงียบไม่มีเบาะแสอะไร จึงสงสัยคนขับรถ ซึ่งเชื่อว่าหลวงพ่อจะเสียชีวิตแล้วเพราะถ้ายังมีชีวิตอยู่จะต้องโทรศัพท์มาหาตนเอง พ่อหลวงพ่อเป็นห่วงลูกชายคนนี้มากจะต้องโทรมาถามว่าลูกชายอยู่ยังไง มีเงินพอใช้หรือไม่ และหลวงพ่อไม่เคยมีปัญหาหรือมีความบาดหมางกับใครและไม่เคยเรื่องทุกข์ใจให้ตัวเองฟัง
"หลวงพ่อเป็นคนใจกว้าง มักจะให้เงินตนเองหากตนเองขอไป หากคนขับรถไม่ได้ฆ่าพ่อก็ขอให้ออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ แต่ถ้าฆ่าพ่อ ก็อยากจะฝากถึงคนขับรถว่าการฆ่าพระเป็นโทษบาปกว่าฆ่าคนธรรมดา ก็อยากให้ตำรวจช่วยตามหาเบาะแสและคลี่คลายคดี ในส่วนโรคประจำตัวของหลวงพ่อที่จะทำให้วูบระหว่างทางหรือ ทำให้เสียชีวิตได้นั้นไม่มี ยาที่หลวงพ่อพกเป็นยาที่กินรักษาอาการปวดขา เนื่องจากหลวงพ่อเคยโมโหแล้วเตะเอี่ยมเสาบ้านจนขาหักตอนเป็นวัยรุ่น พอแก่ตัวมาก็มีอาการตามอายุ ส่วนยาความดันเบาหวานนั้นไม่พบว่าหลวงพ่อกินแต่ใด จึงมีเหตุผลเดียวที่จะทำให้หลวงพ่อตายได้คือมีคนฆ่า ทั้งนี้หลังจากที่หลวงพ่อกลับไปได้สามวันก็ฝันเห็นหลวงพ่อ เข้ามาที่บ้าน จะเข้ามาหาตนเองที่ห้อง ซึ่งจิตของตนเองตอนนั้นรู้ตัวว่าหลวงพ่อไม่เคยเข้ามาหาตนเองที่ห้อง เพราะเป็นห้องผู้หญิงปกติมาก็จะมานั่งอยู่หน้าบ้าน แล้วเรียกตัวเองออกมาหา พรในฝันเห็นหลวงพ่อเข้ามาจึงบอกให้ออกไป และเรียกปู่ให้ช่วยไล่ออกไป พอตื่นขึ้นมา คิดในใจว่าเค้าจะมาบอกเลขตนเองหรือเปล่าทำไมเราไปไล่เค้าแบบนั้น เลยอดให้เลขเลย และนอกจากตนเองแล้วยังมีแม่ที่ฝันเห็นหลวงพ่อเช่นเดียวกัน บอกว่าหลวงพ่อมาที่บ้านหลังที่อยู่ทุ่งนา ยืนอยู่หน้าบ้านไม่พูดอะไร ตนเองได้โทรหาคนที่วัดก็บอกว่าฝันเช่นเดียวกัน ซึ่งทุกคนฝันในที่ยังไม่ได้บวชเณรทั้งหมด"








