ขอนแก่น เปิดจุดเช็กอินสวนองุ่นปลอดสารพิษ เด็ดกินจากต้นพร้อมมุมถ่ายภาพสุดชิต เจ้าของฟาร์มเผย เริ่มต้นจากการปลูกให้ลูกสาวกินเพราะไม่อยากให้เจอสารพิษ กอดขยายเพิ่มเนื้อที่ปลูกกว่าสองไร่เศษ เล่งต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่สวนองุ่นกัญญาฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 1 ม.5 ต.โนนสะอาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น นายสุขสวัสดิ์ พร้อมจันทึก อายุ 48 ปี เจ้าของสวนองุ่นกัญญาฟาร์ม ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าชมภายในโรงเรือนปลูกองุ่น เนื้อที่รวมกว่า 2 ไร่เศษ ซึ้งปลูกองุ่นรวม 14 สายพันธุ์ เป็นพันธุ์จากประเทศอิสราเอลและยูเครน มีทั้งองุ่นสีเขียวและสีม่วง โดยภายในโรงเรือน มีการจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้เป็นมุมพักผ่อนและมุมถ่ายภาพ ท่ามกลางบรรยากาศพวงองุ่นที่ห้อยระโยงระยางเต็มพื้นที่
ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเยี่ยมชม ถ่ายภาพ เลือกซื้อ และเด็ดองุ่นรับประทานสด ๆ จากต้นได้ทันที โดยเนื้อสัมผัสและรสชาติขององุ่นมีความหวานกรอบ สู้ลิ้นสู้ฟัน จนหยุดรับประทานไม่ได้ ที่สำคัญองุ่นทุกพวงภายในสวนเป็นองุ่นปลอดสารพิษแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ไปจนถึงการให้สารอาหาร โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างมูลค้างคาว ซึ่งช่วยให้รสชาติหวานละมุน ไม่หวานโดดเหมือนการใช้ปุ๋ยเร่งหวานทั่วไป และในปี 2570 มีแผนต่อยอดสวนองุ่นแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบเต็มรูปแบบ เพื่อให้ชาวอำเภอชุมแพ รวมถึงผู้ที่สนใจอยากทดลองปลูกองุ่น ได้เข้ามาเรียนรู้และนำความรู้กลับไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง เพื่อพิสูจน์ว่าองุ่นสามารถปลูกได้จริงในพื้นที่เขตร้อน โดยเฉพาะพื้นที่ดินทรายของจังหวัดขอนแก่น
นายสุขสวัสดิ์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการปลูกองุ่นเกิดจากความชอบของลูกสาวที่ชอบรับประทานองุ่น แต่ตนเองมีความกังวลเรื่องสารเคมีตกค้างในองุ่นนำเข้า จึงเกิดความคิดอยากปลูกองุ่นไว้รับประทานเองแบบปลอดภัย เดิมทีพื้นที่อำเภอชุมแพยังไม่ค่อยมีใครปลูกองุ่น ตนจึงเริ่มศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต และสอบถามคนไทยที่เคยไปทำงานในสวนองุ่นที่ประเทศอิสราเอล ก่อนตัดสินใจทดลองปลูก เพราะเห็นว่าองุ่นบางสายพันธุ์จากอิสราเอลและยูเครนมีความเหมาะสมกับพื้นที่ดินทราย ไม่ชอบดินแฉะหรือความชื้นสูง ซึ่งตรงกับสภาพพื้นที่ของสวนโดยเริ่มแรกทดลองปลูกเพียง 40 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 2 งาน โดยใช้วิธีซื้อตอป่า หรือองุ่นป่ากิมซอน มาปลูกเป็นฐาน ก่อนสั่งตาองุ่นสายพันธุ์ต่าง ๆ มาเสียบยอดกับตอป่าของตนเอง เนื่องจากตอป่ามีความแข็งแรง โตไว ทนสภาพพื้นที่ และหาอาหารเก่ง
" จากการทดลองปลูกพบว่าสามารถให้ผลผลิตได้จริง จึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่จาก 2 งาน เป็น 1 ไร่ และปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูกองุ่นประมาณ 2 ไร่เศษ ใช้เวลาพัฒนาสวนมาประมาณปีครึ่ง และเริ่มเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม ถ่ายภาพ และเลือกซื้อองุ่นสดจากหน้าสวน ตอนแรกก็เสียบกิ่งเล่น ๆ ลองดู ปรากฏว่าติดจริง เลยเริ่มขยายมาเรื่อย ๆ จาก 2 งาน เป็น 1 ไร่ แล้วตอนนี้ก็ประมาณ 2 ไร่เศษ เราอยากทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร คนมาเห็นองุ่นปลูกได้จริงในชุมแพสำหรับสายพันธุ์องุ่นที่ปลูกภายในสวน มีหลายสายพันธุ์ เช่น บิ๊กเพอเลท ลักษณะผลกลม สีเขียว , ไวท์มะละกา ผลเรียว สีเขียว , ซุปเปอร์สวีท สีม่วงดำ, มารูน สีม่วงดำ ผลดก ทนโรค แต่ไม่ทนความชื้น และสายพันธุ์เอส 48 หรือเออร์ลี่ออโรร่า จากอิสราเอล ซึ่งเป็นองุ่นลูกใหญ่ ไร้เมล็ด รสชาติหวานอมเปรี้ยว โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมพันธุ์ที่มีรสหวาน"
นายสุขสวัสดิ์ กล่าวต่อว่า การดูแลสวนองุ่นต้องใช้ความละเอียด โดยเฉพาะช่วงติดผล หากมีลูกเล็กหรือเบียดกันมากเกินไป จำเป็นต้องตัดแต่งออก เพื่อให้ผลที่เหลือเติบโตได้เต็มที่ ลูกใหญ่ ไม่เบียดกัน ในส่วนของการดูแลความหวานขององุ่น สวนจะใช้ปุ๋ยขี้ค้างคาวจาก อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น มาเป็นตัวช่วยเพิ่มความหวานตามธรรมชาติ ทำให้องุ่นมีรสชาติหวานละมุน ไม่หวานจัดหรือหวานโดดเหมือนการใช้ปุ๋ยเร่งหวานทั่วไป ลูกค้าจะรู้สึกได้ว่ารสชาติแตกต่าง ที่สำคัญคือสวนเราพยายามทำแบบปลอดเคมี องุ่นอาจจะไม่ได้สวยทุกลูก แต่ปลอดภัยสำหรับคนกินทุกลูก และสำหรับการป้องกันแมลงและศัตรูพืช เจ้าของสวนระบุว่า ใช้วิธีธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ห้อยลูกเหม็นเพื่อไล่แมลงและกระรอก รวมทั้งทำมุ้งกันแมลง เพื่อป้องกันผีเสื้อ แมงจีนูน และแมลงอื่น ๆ ส่วนการป้องกันเชื้อรา จะใช้ปูนเคี้ยวหมากผสมน้ำพ่นแทนสารเคมี เมื่อองุ่นเริ่มแก่ บริเวณผิวจะมีฝ้าขาวคล้ายแป้ง ซึ่งเป็นสารเคลือบตามธรรมชาติของผลองุ่น ไม่ใช่สารเคมี ผู้บริโภคไม่ต้องตกใจ เพียงล้างทำความสะอาดก่อนรับประทานก็สามารถรับประทานได้ตามปกติ
"องุ่นภายในสวนอายุประมาณ 8 เดือน ยังให้ผลผลิตไม่มากนัก แต่หากต้นมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป จะเป็นช่วงที่ให้ผลผลิตดกที่สุด โดยในหนึ่งปีสามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ประมาณ 2 ครั้ง ราคาจำหน่ายหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 100 บาท สำหรับผลขนาดไม่ใหญ่มาก, 150 บาท และ 190 บาท ตามขนาดและสายพันธุ์ อย่างไรก็ตามเหตุผลที่เลือกปลูกองุ่นแทนพืชชนิดอื่น เนื่องจากพื้นที่ในชุมชนมีผู้ปลูกมะม่วง พุทรา และฝรั่งจำนวนมากอยู่แล้ว จึงมองหาไม้ผลที่แตกต่าง มีราคาดี และยังไม่มีผู้ปลูกมากในพื้นที่ โดยปัจจุบันถือเป็นสวนองุ่นรายเดียวในอำเภอที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถ้าเราปลูกมะม่วง พุทรา หรือฝรั่ง คนปลูกเยอะแล้ว ว่าองุ่นน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ ราคาดี และยังไม่มีใครทำจริงจังในชุมแพ ตอนนี้ก็ช่วยกันทำอยู่ 3 คน ตั้งใจทำให้เป็นสวนปลอดภัย ให้คนมาเที่ยว มาเห็นว่าองุ่นก็ปลูกได้ในขอนแก่นอย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่สนใจเยี่ยมชมสวน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสวนองุ่นกัญญาฟาร์มได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 085-0178193"








