เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำปี 2569 ฉบับกลางปีในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม โดยระบุว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดอย่างหนักจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจัยลบดังกล่าวจะส่งผลให้เศรษฐกิจมีการเติบโตที่ช้าลง ตลอดจนกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้แรงกดดันด้านภาวะเงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และยังส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้น
ทางด้านทีมนักเศรษฐศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติได้วิเคราะห์และคาดการณ์ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ทั่วโลกในปี 2569 จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมในเดือนมกราคมที่เคยประเมินไว้ ณ ระดับ 2.7% พร้อมกันนี้ยังได้ออกโรงเตือนว่า อัตราการเติบโตของจีดีพีโลกอาจจะดิ่งลงรุนแรงเหลือเพียงแค่ 2.1% เท่านั้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวยังคงทวีความรุนแรงและย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้
ส่วนแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปี 2570 นั้น ทางองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภาพรวมการขยายตัวของจีดีพีโลกจะมีการขยับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยคาดว่าจะขึ้นไปสู่ระดับ 2.8%
ในเนื้อหาของรายงานจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า ภาวะช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคพลังงานเป็นอันดับแรก ซึ่งส่งผลให้ปริมาณอุปทานพลังงานโลกตกอยู่ในภาวะตึงตัว จนเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนค่าระวางเรือขนส่งสินค้าและค่าประกันภัยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบลุกลามเป็นลูกโซ่ไปยังห่วงโซ่อุปทาน และกลายเป็นต้นตอที่ทำให้ต้นทุนการผลิตในภาคส่วนต่างๆ ทั่วโลกทะยานสูงขึ้น โดยแม้ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยให้บริษัทด้านพลังงานยักษ์ใหญ่มีผลกำไรจำนวนมหาศาล แต่ในมุมกลับกันก็ถือเป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพและต้นทุนให้กับภาคครัวเรือนรวมถึงภาคธุรกิจทั่วโลกด้วยเช่นกัน
ทางด้านสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานขององค์การสหประชาชาติได้บ่งชี้ถึงประเด็นที่เป็นข้อกังวลใจมากเป็นพิเศษ นั่นคือเรื่องของราคาอาหาร เนื่องจากระบบการจัดหาและอุปทานของปุ๋ยได้เกิดการหยุดชะงักลง ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้ต้นทุนในภาคเกษตรกรรมสูงขึ้น โดยสถานการณ์นี้อาจส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกมีปริมาณลดลง และกลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่ที่ทำให้ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นตามไป
นอกจากนี้ รายงานยังระบุเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ทำให้แนวโน้มการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่เคยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ต้องสะดุดและหยุดชะงักลง โดยมีการประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะขยับเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 2.9% ในปี 2569 จากระดับ 2.6% ในปี 2568 และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 5.2% จากระดับ 4.2%
ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากตลาดแรงงานที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง อุปสงค์หรือความต้องการของผู้บริโภคที่มีความยืดหยุ่น ตลอดจนภาคการค้าและการลงทุนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาช่วยสนับสนุนและพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกเอาไว้ แต่ปัจจัยเหล่านี้ก็ไม่น่าจะช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบที่กำลังลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วโลกได้ทั้งหมด โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและอาหารมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากมากที่สุด
ย่ิงไปกว่านั้น รายงานขององค์การสหประชาชาติยังแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้มีความไม่เสมอภาคกัน โดยกลุ่มความเสียหายที่รุนแรงที่สุดจะไปกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตก ซึ่งคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าวจะดิ่งลงเหลือเพียง 1.4% ในปี 2569 จากเดิมที่เคยอยู่ที่ระดับ 3.6% ในปี 2568 โดยสาเหตุสำคัญนั้นไม่เพียงแต่เกิดจากผลกระทบด้านพลังงานที่ผันผวนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการหยุดชะงักอย่างรุนแรงของระบบการผลิตน้ำมัน ระบบการค้า และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย
#เศรษฐกิจโลก #เงินเฟ้อ #ตะวันออกกลาง #วิกฤตเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #องค์การสหประชาชาติ #จีดีพี #ราคาน้ำมันพุ่ง








