เปิดเคล็ดลับการเตรียมตัวจนคว้าชัยสุนทรพจน์ของ “นางสาวสาวิตรี สิทธิจำเริญคุณ” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 และ “นางสาวพัชราพร ดีพลกรัง” นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ที่สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และรางวัลชมเชย ประเภทภาษาจีน ระดับอุดมศึกษา ในการแข่งขัน "การประกวดสุนทรพจน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก ครั้งที่ 10" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา 

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของนักศึกษาจาก DPU แต่ยังเปิดเผยเบื้องหลังการเตรียมตัวอย่างละเอียด 

เพราะทุกชัยชนะย่อมมีเบื้องหลังที่ไม่ใช่แค่ “พรสวรรค์” แต่คือ “การฝึกฝน” ที่ถูกร้อยเรียงเป็นบทเรียนสำคัญ 4 อย่าง ที่จะเปิดประตูสู่ความสำเร็จให้ทุกคนได้ก้าวตามรอย ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย การใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ไปจนถึงการพัฒนาทัศนคติที่พร้อมเติบโตในทุกเวทีชีวิต

บทเรียนที่ 1 การเตรียมตัวไม่ใช่แค่การ “ท่องจำ” แต่คือการ “ทำความเข้าใจ”

“นางสาวสาวิตรี สิทธิจำเริญคุณ” หรือ “แยม” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เล่าถึงการเตรียมตัวของตัวเองใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ครอบคลุมทั้งรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ โดยมีกระบวนการที่ละเอียดและเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ “การทำความเข้าใจกับหัวข้อ” เพื่อทำความเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนนว่าเป็นอย่างไร

“พอรู้และเข้าใจทั้งสองสิ่งเราจึงค่อยถามตัวเองด้วยว่า เราอยากสื่อสารอะไรให้คนฟังกลับไปคิดต่อ เพราะการพูดที่ดีไม่ใช่แค่ตอบโจทย์กรรมการ แต่คือการได้ทิ้งร่องรอยเล็กๆ ในใจของคนฟัง ร่องรอยเล็กๆ ที่ว่าคือ แรงบันดาลใจค่ะ” แยมอธิบาย 

หลังจากนั้น ขั้นตอนสำคัญคือการทำความเข้าใจทุกถ้อยคำในบทภาษาจีน แล้วฝึกพูดจนกว่าจะเข้ากับรูปปาก และสามารถใส่ความรู้สึกขึ้นลงของบทได้ โดยเฉพาะช่วงจุดไคลแมกซ์ที่ต้องเน้นน้ำเสียง กระบวนการนี้ต้องใช้ความอดทนและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการออกเสียงภาษาจีนที่ถูกต้อง ต้องคำนึงถึงโทนเสียง (Tone) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความหมาย

นอกจากการฝึกฝนบทพูดแล้ว แยมยังให้ความสำคัญกับ “ภาษากาย” ที่สื่อออกมาให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงของบทพูดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มากเกินไปจนดูเกะกะ และไม่น้อยเกินไปจนขาดชีวิตชีวา ต่อด้วยการฝึกฝนร่วมกับอาจารย์ และฝึกซ้อมต่อหน้าผู้อื่น “สิ่งนี้ช่วยให้หนูได้เรียนรู้ว่า ความประหม่าคือธรรมชาติของมนุษย์ แต่ถ้าเราซ้อมมากพอ ความประหม่าก็จะกลายเป็นพลังที่ผลักให้เรามุ่งมั่นมากขึ้น” แยม เผย

อีกสิ่งหนึ่งที่แยมแนะนำไม่ให้มองข้ามคือ “10 คะแนนฟรี” จากการแต่งกายที่เหมาะสม ซึ่งแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่มีผลต่อภาพรวมของการนำเสนอ โดยแยมย้ำว่า การจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย การเลือกรองเท้าคัทชูหุ้มส้น และการเลือกเสื้อผ้าในโทนสีสุภาพ ล้วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้พูด “อย่ามองข้ามจุดเล็กๆ ไป เพราะว่ามันคือคะแนนเหมือนกันค่ะ”

สำหรับในส่วนของการเรียบเรียงโครงสร้างสุนทรพจน์ แยมบอกว่า สุนทรพจน์ที่ดีไม่ใช่แค่การพูด แต่ต้องชวนให้คนฟังได้คิดและนำไปเชื่อมโยงกับชีวิตของตนเอง โดยเธอเปิดหัวข้อด้วยการตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมและติดตามเรื่องราว นอกจากนี้ยังแทรกข้อเท็จจริง หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพูดลงไปในบท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ 

“การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ฟัง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพูดด้วยความจริงใจ และ ธรรมชาติ เพราะต่อให้ข้อมูลแน่นแค่ไหน ถ้าไร้ความจริงใจ ผู้ฟังก็จะไม่อินไปกับเราค่ะ”

บทเรียนที่ 2 “ความจริงใจ” ท่าไม้ตายที่สร้างความประทับใจ

ด้าน “พัชราพร ดีพลกรัง” หรือ “น้องพัช” นักศึกษาสาวชั้นปีที่ 1 ในช่วงที่เข้าแข่งขัน เธอคือผู้ที่แม้ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนมาก่อนในระดับมัธยมปลาย แต่ก็สามารถคว้ารางวัลชมเชยมาครองได้สำเร็จ โดยพัชเล่าว่า เคล็ดลับการเตรียมตัวของเธอเริ่มจากการตีความบทสุนทรพจน์ที่ได้รับ และลองเขียนความคิดเห็นของตนเองก่อน หลังจากนั้นจึงศึกษาหลักเกณฑ์การแข่งขันอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าการนำเสนอจะตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีทิศทางที่ชัดเจน 

สำหรับการฝึกพูดของพัช ไม่ได้เน้นแค่การจำบทให้ขึ้นใจแต่ต้องให้ "ซึมซับเข้าไปเลยว่าเราต้องการจะพูดสิ่งๆ นี้ เพื่ออะไร?" และใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไป เธอยังบอกอีกว่า ความรู้สึกที่แท้จริงจะส่งผ่านไปถึงผู้ฟังได้ดีที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องใช้ลีลาหรือเทคนิคมากมาย แต่ใช้ความจริงใจเป็นตัวนำ นอกจากนี้ควรเลือกใช้ภาษาที่เรียบง่าย และเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริง เพื่อให้การสื่อสารมีความน่าเชื่อถือและเข้าถึงได้

ในการนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการพัชจะฝึกสบตากรรมการ ฝึกยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ และใช้มือประกอบการพูดในจังหวะที่เหมาะสม เทคนิคเหล่านี้ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความมั่นใจในสิ่งที่กำลังสื่อสาร พร้อมกันนี้ พัชยังได้ฝึกปรับโทนเสียงให้สอดคล้องกับอารมณ์ของเนื้อหา เช่น ใช้เสียงสดใสเมื่อพูดถึงเรื่องราวแห่งความหวัง และเสียงทุ้มเมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์เศร้า เพื่อให้ผู้ฟังรับรู้ถึงอารมณ์ที่แท้จริงของเรื่องราว

อีกหนึ่งจุดแข็งของเฟรชชี่สาว คือ “การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการพัฒนา” โดยอัดคลิปวิดีโอส่งให้อาจารย์ตรวจสอบท่าทางและน้ำเสียง เพื่อปรับปรุงจุดบกพร่องอย่างตรงจุด วิธีนี้ช่วยให้เห็นตัวเองจากมุมมองของผู้ฟัง และสามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังฝึกซ้อมร่วมกับผู้อื่นในบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริง คล้ายกับแนวทางที่ “แยม” นักศึกษารุ่นพี่ใช้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการพูดต่อหน้าผู้คน

บทเรียนที่ 3 ทัศนคติที่พร้อม “ก้าวข้ามขีดจำกัด”

สิ่งที่ทั้งสองคนมีร่วมกันคือ “ทัศนคติ” ที่ไม่ยอมจำกัดตัวเองไว้แค่ในกรอบของความกลัว หรือความไม่มั่นใจ แยมมองว่าการแข่งขันครั้งนี้คือการชนะใจตัวเอง ส่วนพัชเห็นว่าการได้อยู่ในเวทีที่มีผู้เข้าแข่งขันเก่งๆ คือโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปอีกขั้น 

โดยแยมบอกว่า เธอเคยรู้สึกกดดันกับการแข่งขันและไม่มั่นใจในศักยภาพของตนเอง แต่เมื่อได้รับการชักชวนจากอาจารย์ ทำให้มีแรงผลักดันที่จะพิสูจน์ตนเองและตั้งใจทำให้สำเร็จ แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีความฝันที่แน่ชัด แต่ความสนใจที่จะลองหลากหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาษาจีน โดยเฉพาะอาชีพล่าม เป็นสิ่งที่แยมได้ค้นพบว่าเป็นเส้นทางที่ใช่จากประสบการณ์ครั้งนี้

เช่นเดียวกับพัช ที่ยอมรับว่า ในตอนแรกเจ้าตัวรู้สึกกดดันเพราะขาดความมั่นใจในศักยภาพ แต่เมื่อได้ก้าวข้ามความรู้สึกนั้นและลงมือทำอย่างเต็มที่ 100% พัชพบว่า รางวัลสำหรับเจ้าตัวไม่ใช่แค่ชัยชนะหรือเงินรางวัล แต่เป็น "ระหว่างทาง" ที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายและได้รู้จักเพื่อนผู้เข้าแข่งขันที่มีศักยภาพและน่ารัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพัชได้เรียนรู้ว่า "มันเหมือนว่าเราได้ชนะใจตัวเองมากกว่า" ซึ่งเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้พัชเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

ทั้ง “แยมและพัช” ต่างมองว่า รางวัลไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่คือกระบวนการที่ได้เรียนรู้ ฝึกฝน เติบโต และเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกจริง ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับความกดดัน การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่นในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

บทเรียนที่ 4 ใช้ “ทรัพยากรรอบตัว” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้แยมและพัชประสบความสำเร็จ คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากอาจารย์เจ้าของภาษา และการฝึกฝนผ่านการใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน 

โดยทั้งสองคนได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เจ้าของภาษา ซึ่งช่วยออกเสียงให้ฟังทีละคำ และแก้ไขการใช้ภาษาจีนให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้ง สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยก็เอื้อให้เกิดการฝึกฝนอย่างเป็นธรรมชาติ สาขาภาษาจีนธุรกิจของ DPU มีนักศึกษาจีนจำนวนมาก ทำให้นักศึกษาไทยได้ฝึกพูดภาษาจีนในสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหารจากร้านจีนในมหาวิทยาลัย หรือการพูดคุยกับเพื่อนชาวจีนในลิฟต์

การมีสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลใน DPU ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าถึงกิจกรรมด้านภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าร่วมเวิร์กช็อป การสอบวัดระดับ หรือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งทั้งแยมและพัชต่างกล่าวตรงกันว่า “อาจารย์ช่วยทุกอย่าง” ตั้งแต่การค้นหาศักยภาพ การออกแบบบทพูด ไปจนถึงการแก้ไขจุดบกพร่องแบบละเอียด

“หนูรู้สึกว่าเราโชคดีมากที่มีอาจารย์เจ้าของภาษาอยู่ใกล้ๆ เพราะมันทำให้การเตรียมตัวไม่ใช่แค่การท่องจำหรือซ้อมพูด แต่คือการได้ใช้ภาษาจีนจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ทุกวันคือโอกาสในการเรียนรู้”

“อาจารย์ยังใส่ใจพวกเรามากๆ ไม่ใช่แค่ตอนแข่งที่อาจารย์ช่วยแก้ไขบทพูดกับเราไปทีละบรรทัดๆ อาจารย์ยังเหมือนเป็น ‘เมนเทอร์’ ที่ให้คำปรึกษาไม่ใช่แค่เรื่องแข่งหรือการเรียน แต่คอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา ทำให้นักศึกษาไม่กดดันและกล้าที่จะได้ลองทำจนมั่นใจในตนเอง”

สำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่สนใจพัฒนาทักษะด้านภาษาและอยากลองก้าวสู่เวทีการแข่งขัน “แยม” และ “พัช” มีข้อคิดร่วมกันว่า ความสำเร็จเริ่มต้นจากการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ และทำอย่างเต็มที่ในทุกโอกาส “เตรียมใจมา แล้วลงมือทำ 100%” เพราะเมื่อลองก้าวออกไป อาจารย์และสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยก็พร้อมจะช่วยเสริมให้การพัฒนาก้าวหน้าไปทีละขั้นอย่างมั่นคง