การท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน มีเสน่ห์เฉพาะตัว นอกจากจะได้สัมผัสธรรมชาติที่เขียวขจีและชุ่มฉ่ำแล้ว ธรรมชาติยังสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้ชีวิตมีความสุขและสมดุลมากขึ้น ทั้งการลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้จิตใจสงบ เพิ่มสมาธิและมีความคิดสร้างสรรค์ ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ ธรรมชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นผ่านกลไกที่หลากหลาย
ฤดูฝนปีนี้ ขอนำทุกท่านไปสัมผัสธรรมชาติที่ "น่าน" หลังสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ได้ผ่านพ้นไป น่านเริ่มกลับมาสดใส รอให้ทุกคนได้กลับมาสัมผัสความสวยงามในเสน่ห์ของผู้คน ธรรมชาติ วิถีชีวิต ทั้งน่านเหนือ น่านกลาง และน่านใต้ อีกครั้ง
เมื่อพร้อมแล้วเราไปกันเลย จุดแรกจะพาไปที่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นขุมทรัพย์แห่งธรรมชาติของภาคเหนือ ครอบคลุมผืนป่าภูเขาสูงที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ต้นชมพูภูคา พรรณไม้หายากระดับโลกที่พบเฉพาะที่นี่เท่านั้น และจะผลิดอกสีชมพูอ่อนสะพรั่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักอนุรักษ์จากทั่วประเทศ ภายในอุทยานยังมีกิจกรรมให้สัมผัสธรรมชาติอีกมากมาย ทั้งจุดชมวิวเหนือทะเลหมอก เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ น้ำตกภูฟ้า และถ้ำผาแดง ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์และทิวทัศน์อันเงียบสงบ
ห้ามพลาดกับโฮมสเตย์ในชุมชน ที่มีไกด์ท้องถิ่นนำชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด และอย่าลืมซื้อผลิตภัณฑ์พื้นถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวกลับบ้านกันด้วย ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนและความยั่งยืนให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่อีกด้วย
จากนั้นไปสัมผัสกับที่พักที่แสนจะอบอุ่นและโรแมนติกที่ Cocoa Valley Resort ตั้งอยู่ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน ท่ามกลางธรรมชาติเขียวชอุ่มและอากาศบริสุทธิ์ของเมืองเหนือ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงที่พักเพื่อการพักผ่อน แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางเพื่อการเรียนรู้และเปิดประสบการณ์ใหม่ ผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “โกโก้ไทยแท้ 100%” ที่ปลูกและแปรรูปด้วยมือคนในชุมชน ภายใต้แบรนด์ Cocoa Valley ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจจริงในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด “ท่องเที่ยว เรียนรู้ และลิ้มรสโกโก้” ที่นี่ยังได้ผสานศาสตร์แห่งการเกษตรอินทรีย์ วิถีชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
Cocoa Valley Resort จึงไม่ใช่แค่ที่พักธรรมดา แต่คือโมเดลของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ผสมผสานความรู้ ความอร่อย และความยั่งยืน ไว้อย่างลงตัว เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ทั้งคนรักธรรมชาติ ที่นี่ยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สาขาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดังนั้น นักเดินทางสายกรีน และผู้แสวงหาความรู้ไม่ควรพลาด
เดินทางกันไปต่อที่ หมู่บ้านดอยสกาด ตั้งอยู่ท่ามกลางสายหมอก ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน หมู่บ้านเล็กๆ ที่พร้อมให้ทุกคนเรียนรู้วิถีชีวิตชาวไทยภูเขาเผ่าลั๊วะ และชิมมะแขว่นและใบเมี่ยง ในบรรยากาศเงียบสงบ และรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ขุนเขา และสายหมอก ทำให้อากาศที่นี่เย็นสบายตลอดทั้งปี ตอนกลางคืนสามารถนอนดูดาวที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าแบบชิล ๆ เมื่อตื่นมาในตอนเช้าก็ดริปกาแฟหอม ๆ สดจากไร่ หรือจะเลือกจิบชาอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย กับการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์
ตื่นตาตื่นใจกับเครื่องเงินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแหล่งผลิตที่ ดอยซิลเวอร์มิวเซียม พิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดที่ตั้งอยู่หน้าโรงงานของดอยซิลเวอร์ อำเภอปัว จังหวัดน่าน อีกหนึ่งของความมีเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมโดยไม่ลังเล พร้อมจัดแสดงประวัติความเป็นมาของเครื่องเงินชาวเขาเผ่าเย้า (เมี่ยน) และโชว์เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์การทำเครื่องเงินที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ โรงงาน และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องเงินได้ที่นี่
คุณพิมพร รุ่งรชตะวาณิช เจ้าของดอยซิลเวอร์ เล่าว่า “เดิมทีนั้น ชนเผ่าเย้าใช้เครื่องเงินเกือบทุกคน เก็บเงินแทนเงินสด เครื่องเงินจึงผูกพันกับชีวิตชนเผ่าเย้าตั้งแต่เกิดจนตาย บ้านไหนมีลูกชายก็ต้องเตรียมกำไลเงินไว้เป็นกำไลหมั้นในวันแต่งงาน เจ้าสาวจะสวมชุดผ้าคลุมประดับเงินแบบอลังการ ถ้าลูกสะใภ้ท้อง แม่สามีก็จะปักผ้าแล้วเอาเครื่องเงินของตระกูลมาปักบนผ้าเป๊อะหลัง พอเด็กเกิดมา ของขวัญชิ้นแรกก็คือผ้าผืนนี้กับหมวกที่ประดับเงินเช่นกัน เวลาเสียชีวิต ชุดเก่งที่มักจะมีเครื่องเงินอยู่แล้วก็จะติดตัวไปโลกหน้าด้วย ส่วนบ้านไหนมีอันจะกินหน่อยก็จะทำตะปูเงินตอกไว้ในโลงศพ พอเก็บถ้าลูกชายคนไหนเก็บได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องการให้เป็นสิริมงคล ถ้าหาไม่เจอแปลว่าท่านบังตาไว้ไม่ให้เห็น ลูกจะต้องทำพิธีขอขมา ชนเผ่าเย้าจะให้ความสำคัญมากเรื่องความกตัญญู และเชื่อว่าเงินคือโลหะศักดิ์สิทธิ์ ใช้รักษาโรคด้วย
ส่วนสายปฎิบัติต้องไม่พลาดการเข้าพักที่ วัดภูเก็ต อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยระเบียงด้านหน้าโบสถ์จะเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม ให้ความรู้สึกสงบ ปลอดภัย ผ่านภาพทุ่งนามุมกว้าง 180 องศา เสมือนพรมเขียวสดในช่วงฤดูฝน และทุ่งสีทองในช่วงใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว มีฉากหลังเป็นทิวเขาของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา และวิหารไทยลื้อของวัดบ้านเฮี้ย
วัดภูเก็ต สร้างอยู่บนเนินเขา ทางวัดจึงได้มีการสร้างเทมเปิล สเตย์ (temple stay) เป็นลักษณะของโรงแรมธรรมะ ขนาด 4 ชั้น มี 8 ห้องนอน บริเวณเชิงเขาด้านล่างของโบสถ์ทำให้บริเวณลานโบสถ์กลายเป็นดาดฟ้าของโรงแรม ชั้นที่ 4 จะจัดเป็นห้องพักในลักษณะเดียวกับโรงแรม ผู้ที่เข้ามาพักจะได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมร่วมกับทางวัด รวมทั้งจะได้ศึกษาแนวปฏิบัติของพระและเณรภายในวัด ได้ทำบุญ ตักบาตร โดยไม่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทุกคนที่เข้าพักที่นี่จะสร้างกุศลให้กับชีวิต ในการถือศีล 5 แบบไม่เคอะเขิน
จากนั้นจะพาไป หมู่บ้านสะปัน อยู่ในเขตตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ ตั้งขึ้นมากว่าหลายร้อยปี โดยเจ้าพ่อพญาตึ๋น ยุคแรกเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ต่อมามีประชากรเพิ่มจึงมีการขยายเขตและจัดตั้งเป็นหมู่บ้านย่อยหลายแห่ง เช่น บ้านห้วยโทน บ้านห้วยหมี บ้านนาปู บ้านฐาน บ้านห้วยข่า บ้านนาโป่ง เป็นต้น ชื่อ “สะปัน” มาจาก ลำน้ำปัน ซึ่งไหลผ่านหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อเกิดการรวมกับลำธารอื่นจึงเรียกว่า “สบปัน” และกลายเป็น “สะปัน” ในที่สุด
ภายในหมู่บ้านมีน้ำตกสะปัน โดยมีอุทยานแห่งชาติขุนน่านเป็นผู้ดูแล ตัวน้ำตกสะปันเป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้นใหญ่ๆ แต่ละชั้นมีความสูงไม่มาก ประมาณ 3-6 เมตร ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สภาพป่าไม้บริเวณน้ำตก มีความร่มรื่นร่มเย็น สมบูรณ์สวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถมาชมน้ำตกโดยจอดรถบริเวณทางขึ้น จากนั้นจะต้องเดินขึ้นใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึงจะถึงน้ำตกชั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นชั้นที่น้ำตกจะไหลลงมาด้วยกันสองสาย ก้อนหินบริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยมอสและตะไคร่น้ำ ซึ่งจะมีความลื่นควรใช้ความระมัดระวังในการเดินและปีนป่ายเป็นพิเศษ ใครที่ไม่อยากเดินทางไกล ก็จะมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้น ๆ แค่ 800 เมตร ไว้รองรับด้วย
แวะถ่ายรูปก่อนกลับบ้านที่ ถนนโค้งเลข 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนหมายเลข 1081 เส้นทาง อำเภอสันติสุข-บ่อเกลือ ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 60 กิโลเมตร มีลักษณะเฉพาะที่คล้ายเลข 3 เมื่อมองจากมุมสูง หรือถ่ายจากมุมที่เหมาะสม มีความยาวประมาณ 300 เมตร ลัดเลาะผ่านธรรมชาติ และเป็นแลนด์มาร์กยอดนิยมของจังหวัดน่านที่หลายคนต้องมาถ่ายรูปคู่กับถนนโค้งเลข 3 นี้ เวลาที่เหมาะสมและอากาศเย็นสบาย จะเป็นช่วงเช้าเวลา 06.30-09.00 น. และเย็น 16.00-18.00 น.
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการท่องเที่ยวเมืองน่านในช่วงฤดูฝน เชื่อว่าหลายคนท่องเที่ยวน่านมาแล้ว เพราะหลงใหลในเสน่ห์เมืองน่านและธรรมชาติที่ยังคงมีความสมบูรณ์ ส่วนใครที่ยังไม่เคยไปน่าน ก็แนะนำให้ไปน่านสักครั้งแล้วจะหลงรักเมืองน่านเหมือนหลาย ๆ คน แต่ก่อนที่จะเดินทางท่องเที่ยวอย่าลืมเช็คความพร้อมของร่างกาย สภาพอากาศ เส้นทาง ถนน และพาหนะ เพื่อความอุ่นใจในการเดินทางท่องเที่ยว