กล้อง GoPro เป็นหนึ่งในกล้องแอคชั่นแคมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยขนาดกะทัดรัด ความทนทาน และฟีเจอร์สุดล้ำที่ช่วยให้การถ่ายภาพและวิดีโอเป็นเรื่องง่าย แม้สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ได้ภาพที่สวยและดูเป็นมืออาชีพ ยังมีเทคนิคที่ควรรู้เพื่อเพิ่มคุณภาพของภาพถ่ายและวิดีโอให้โดดเด่นขึ้น
1. เลือกโหมดถ่ายภาพให้เหมาะสม
กล้อง GoPro มาพร้อมโหมดถ่ายภาพและวิดีโอที่หลากหลาย เช่น
• โหมดวิดีโอปกติ (Video Mode): เหมาะสำหรับการถ่ายวิดีโอทั่วไป ปรับความละเอียดได้ตั้งแต่ 1080p จนถึง 5.3K
• โหมด Time Lapse: สำหรับถ่ายภาพหรือวิดีโอแบบเร่งเวลา เช่น ถ่ายวิวพระอาทิตย์ขึ้น
• โหมด Slow Motion: ถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชั่น เพื่อเก็บรายละเอียดการเคลื่อนไหว
• โหมด Night Mode: ใช้สำหรับถ่ายในที่แสงน้อย เช่น กลางคืนหรือในร่ม
Tip: หากต้องการภาพที่คมชัดและสีสวย ควรใช้ความละเอียด 4K หรือสูงกว่า เพื่อให้ได้คุณภาพวิดีโอที่ดีที่สุด
2. ตั้งค่าความละเอียดและเฟรมเรตให้เหมาะสม
ความละเอียดและอัตราเฟรมเรต (Frame Rate) มีผลต่อคุณภาพของวิดีโอ เช่น
• 4K / 60fps หรือ 1080p / 120fps – เหมาะสำหรับการถ่ายวิดีโอทั่วไปหรือการเคลื่อนไหวปานกลาง
• 1080p / 240fps – เหมาะกับการถ่ายวิดีโอ Slow Motion
• 5.3K / 30fps – ให้ความละเอียดสูงสุดสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพระดับโปร
หากต้องการให้วิดีโอลื่นไหล ไม่กระตุก ควรใช้ 60fps ขึ้นไป โดยเฉพาะการถ่ายภาพเคลื่อนไหว เช่น การเล่นกีฬา
3. ใช้ระบบกันสั่น HyperSmooth ให้เป็นประโยชน์
กล้อง GoPro มาพร้อมกับเทคโนโลยี HyperSmooth ซึ่งช่วยลดการสั่นไหวของวิดีโอ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายขณะเคลื่อนไหว เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน หรือขับรถ
Tip: เปิด HyperSmooth Boost เมื่อต้องการลดการสั่นไหวให้มากที่สุด เช่น ถ่ายวิดีโอขณะวิ่งหรือขับรถบนเส้นทางขรุขระ
4. ปรับมุมมอง (FOV) ให้เหมาะสม
GoPro มีโหมดปรับมุมมองหลายแบบ ได้แก่
• SuperView: มุมกว้างมาก เหมาะกับการถ่ายวิว
• Wide: มุมกว้างปกติ
• Linear: ให้ภาพตรง ไม่บิดเบี้ยว เหมาะกับการถ่ายบุคคล
• Narrow: มุมมองแคบที่สุด เหมาะสำหรับถ่ายระยะใกล้
Tip: หากถ่ายวิดีโอท่องเที่ยว ควรใช้ SuperView หรือ Wide เพื่อให้ภาพดูมีมิติและครอบคลุมพื้นที่กว้าง
5. ใช้โหมด Protune เพื่อปรับแต่งภาพ
• Protune เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณสามารถปรับค่ากล้องได้อย่างละเอียด เช่น
• ISO: ควบคุมความไวแสง ปรับให้อยู่ระหว่าง 100 - 400 เพื่อลดนอยส์
• Shutter Speed: ใช้ค่าต่ำ เช่น 1/60s ในที่แสงน้อย
• White Balance: ปรับอุณหภูมิสีให้เหมาะสมกับแสง เช่น 5500K สำหรับกลางวัน
• Color Profile: เลือก Flat หากต้องการนำวิดีโอไปปรับแต่งสีเพิ่มเติมในภายหลัง
6. ใช้ฟิลเตอร์ ND และ CPL เพื่อปรับแสง
• ฟิลเตอร์ ND (Neutral Density): ช่วยลดแสงที่เข้าสู่เลนส์ ทำให้วิดีโอดูนุ่มนวลขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถ่ายในที่แดดจัด
• ฟิลเตอร์ CPL (Circular Polarizer): ลดแสงสะท้อนจากน้ำหรือกระจก ทำให้สีภาพดูคมชัดขึ้น
Tip: หากถ่ายภาพกลางแจ้งที่มีแสงจ้า ควรใช้ฟิลเตอร์ ND เพื่อป้องกันแสงโอเวอร์
7. ใช้ขาตั้งกล้องหรือ Gimbal เพื่อเพิ่มความนิ่ง
แม้ว่ากล้อง GoPro จะมีระบบกันสั่นดีเยี่ยม แต่หากต้องการภาพที่นิ่งมากขึ้น การใช้ Gimbal Stabilizer หรือ ขาตั้งกล้อง จะช่วยให้ภาพดูมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
Tip: ใช้ Selfie Stick หรือ Tripod เมื่อต้องการถ่ายวิดีโอเดินทางหรือทำคอนเทนต์ Vlog
8. หมั่นอัปเดตเฟิร์มแวร์และใช้แอป GoPro Quik
การอัปเดตเฟิร์มแวร์ช่วยให้กล้องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ แอป GoPro Quik ยังช่วยให้คุณแก้ไขวิดีโอได้ง่ายขึ้น โดยมีฟีเจอร์ Auto Edit ที่ช่วยตัดต่อและใส่เพลงให้อัตโนมัติ
Tip: เชื่อมต่อ GoPro กับแอป Quik เพื่อโอนถ่ายไฟล์และตัดต่อวิดีโอได้ง่ายขึ้น
การใช้กล้อง GoPro ให้ได้ภาพสวยระดับมือโปร ไม่ใช่แค่เรื่องของอุปกรณ์ แต่ต้องอาศัยการตั้งค่าที่เหมาะสม เทคนิคถ่ายภาพ และการใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากคุณเป็นมือใหม่ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ รับรองว่าภาพและวิดีโอที่ได้จะดูดีขึ้นอย่างแน่นอน!