เมื่อวันที่ 14 ก.พ.68 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า
ความยากในการเจรจากับ Trump !!!
ระหว่างที่เรากำลังรอลุ้นว่า
ใครจะโดนสหรัฐเรียกภาษีนำเข้าเพิ่มบ้างภายใต้กรอบ Reciprocal Tariffs
ญี่ปุ่นนับเป็นกรณีศึกษาที่ดียิ่ง
ที่จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความยากในการต่อรองกับประธานาธิบดีที่ชื่อ Trump
ถ้าลองนับดู นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นคนที่สอง ที่ได้เข้าทำเนียบขาว
เป็นรองก็เพียงนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่มาก่อน 2 วัน
เพราะญี่ปุ่นเป็นมิตรประเทศสำคัญ เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการต่อสู้กับจีน
แต่ในการมาเจรจาความเมืองกับประธานาธิบดี Trump
จุดอ่อนไหวของญี่ปุ่น ก็คือ ญี่ปุ่นได้ดุลการค้ากับสหรัฐสูงสุดเป็นอันดับ 7
ตามหลัง จีน เม็กซิโก เวียดนาม ไอร์แลนด์ เยอรมันนี ไต้หวัน
ไม่น่าแปลกใจ ระหว่างเข้าพบ
ท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจึงได้ยอมท่านประธานาธิบดี Trump ในหลายเรื่อง
โดยหลังจากการหารือจบ ญี่ปุ่นประกาศที่จะ
1. ลงทุนในสหรัฐมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
2. ให้ Nippon Steel ลงทุนใน US Steel โดยไม่เป็นการซื้อกิจการ
3. ร่วมพัฒนา AI, Quantum Computing, Semiconductor เพื่อเป็นผู้นำโลก
4. ซื้อ LNG จาก Alaska ทดแทนจากเดิมที่ซื้อจากตะวันออกกลาง เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ และสร้าง Energy Security ของญี่ปุ่น
5. สัญญาจะเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงของประเทศขึ้นไปอีกระดับ
6. สั่งซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐเพิ่มเติม
7. ร่วมกับสหรัฐในการส่งเสริมพัฒนาตลาดใหม่ในพื้นที่ Indo-Pacific
8. เร่งขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของ The Quad (Japan, Australia, India, US)
พูดง่ายๆ ว่า ยอมถอย ยอมเอาใจ ในทุกประเด็น
ลดแลกแจกแถม
แต่ที่น่าคิด ก็คือ
แม้จะมาคุย
มาเอาใจถึงที่
มีข้อเสนอดีดีมาฝากให้สหรัฐมากมาย
แต่สุดท้าย สหรัฐก็ยังประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 25% กับเหล็กกล้าและอะลูมินัมของญี่ปุ่นอยู่ดี
แบบ No Exception หรือไม่มีข้อยกเว้นให้เพื่อนคนนี้
คืนนี้ มาลุ้นกันว่า
ใครจะโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม
ประเทศไหนจะโดนมากที่สุด
คนที่ยอมให้สหรัฐในหลายๆ เรื่อง จะช่วยให้รอดหรือไม่
โดยเฉพาะญี่ปุ่นและอินเดียที่กำลังจะเข้าพบ จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษหรือไม่
ถ้าไม่ ก็คงต้องบอกว่า
สุดท้ายแล้วในการเจรจากับสหรัฐ
คำตอบหรือทางออกที่แท้จริงของทุกประเทศ
ต้องเจรจาเป็นเรื่องๆ เฉพาะมิติๆ ไป
ต้องไปแก้ที่โครงสร้างภาษีนำเข้าของตนเอง ให้เสมอกัน
หาทางทำให้ดุลการค้าที่ได้เปรียบสหรัฐลดลง
เพราะถ้ายังได้เปรียบ/เอาเปรียบสหรัฐ
คิดภาษีนำเข้ากับสหรัฐ มากกว่าที่สหรัฐคิด
มีข้อจำกัดทางการค้ากับสหรัฐ มากกว่าที่สหรัฐมี
ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา คือ Reciprocal Tariffs จากประธานาธิบดี Trump
ซึ่งเป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบให้กับคนที่กำลังหาทางอยู่ร่วมกับ Trump 2.0
พยายามหา Package ที่เหมาะสม เพื่อจะไปเจรจากับสหรัฐ
ทั้งหมดนี้ จะช่วยในการเตรียมการเจรจาของไทยต่อไปครับ 🙂