ดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดในแดนลบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงกว่า 100 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 อ่อนตัวลงเช่นกัน หลังนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีอย่างหนัก แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาแข็งแกร่ง รวมถึงผลประกอบการของหลายบริษัทจดทะเบียนจะดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก็ตาม
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,552.97 จุด ลดลง 105.67 จุด หรือ 0.20% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,533.77 จุด ลดลง 38.63 จุด หรือ 0.51% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,881.95 จุด ลดลง 387.28 จุด หรือ 1.47%
ในบรรดาหุ้นทั้ง 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลง 1.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ร่วงหนักถึง 4.3% กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ฉุดภาพรวมของตลาด
แม้บริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน จะรายงานกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นมากกว่า 77% แต่แรงขายในหุ้นกลุ่มชิปยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่านักลงทุนคาดหวังผลประกอบการของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ไว้ในระดับสูงมาก
หุ้น TSMC ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปรับตัวลดลง 2.3% ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปรายอื่นได้รับแรงขายอย่างหนัก โดยหุ้น SanDisk, Western Digital, Seagate Technology และ Intel ร่วงลงระหว่าง 5.8-12.6%
ด้านหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยหุ้น Micron Technology และ AMD ต่างปรับตัวลงมากกว่า 5% ส่วน Broadcom ลดลง 5% ขณะที่หุ้น Meta Platforms, Nvidia และ Amazon ต่างปิดตลาดในแดนลบ
ขณะเดียวกัน หุ้น Alphabet ร่วงลงกว่า 4% หลังมีรายงานว่าบริษัทเลื่อนการเปิดตัว "Gemini 3.5 Pro" โมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของบริษัท ส่งผลให้นักลงทุนผิดหวังและเทขายหุ้น
นอกจากนี้ หุ้น United Airlines ปรับตัวลดลง 1.8% หลังบริษัทแสดงความกังวลว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจกระทบต่อแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม หุ้น UnitedHealth ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2% ช่วยพยุงดัชนีดาวโจนส์ไม่ให้ปรับตัวลงแรงกว่านี้ หลังบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลประกอบการที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการตลอดปีงบประมาณ 2569 สะท้อนความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงาน แม้ตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์.








