ปรากฏการณ์สังคมรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่จับตาและก่อให้เกิดคำถามอย่างกว้างขวาง คือการที่บุคคลผู้มีประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับการละเมิดศีลธรรมในครอบครัว กลับสามารถใช้กระแสความสนใจจากสังคมมาแปรเปลี่ยนเป็นชื่อเสียงและช่องทางสร้างรายได้มหาศาลผ่านการสื่อสารบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในขณะที่ฝ่ายที่ถูกละเมิดสิทธิ์ตามกฎหมายกลับต้องเผชิญกับกระบวนการเยียวยาที่ล่าช้าและไม่คุ้มค่ากับความบอบช้ำทางจิตใจ
วิกฤตการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างและค่านิยมของสังคมที่กำลังบิดเบี้ยว จึงอยากชวนคิดว่า สาเหตุหลัก ๆ ของปรากฏการณ์นี้มาจากอะไร ใช่ประเด็นเรื่องของระบบเศรษฐกิจบนฐานความสนใจในปัจจุบันที่เน้นยอดการเข้าถึงและยอดการมีส่วนร่วมหรือไม่ เนื่องจากระบบไม่ได้คัดกรองความถูกผิดเชิงจริยธรรม เมื่อความฉาวกลายเป็นจุดสนใจ สปอตไลต์ของสื่อและพื้นที่โฆษณาที่แบรนด์สินค้าพร้อมจะเข้าหาเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจจึงเกิดขึ้นทันที จนทำให้เส้นแบ่งระหว่างพฤติกรรมที่ควรยกย่องกับพฤติกรรมที่ควรปรับปรุงเริ่มเลือนรางลง
ใช่ประเด็นที่กระแสสังคมส่วนหนึ่งมักมองประเด็นความขัดแย้งในครอบครัวเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันหรือความบันเทิงรูปแบบหนึ่งหรือไม่ การเสพข่าวในลักษณะนี้ส่งผลกระทบให้สังคมเริ่มเกิดความชินชา และมองข้ามความเจ็บปวดของเหยื่อที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของสถาบันครอบครัวโดยไม่รู้ตัว
ซ้ำร้ายเมื่อมองไปที่ระบบกฎหมาย แม้จะเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่ในทางปฏิบัติ มูลค่าการชดเชยที่ได้รับมักเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายทางจิตใจ หรือรายได้มหาศาลที่ฝ่ายกระทำความผิดได้รับจากพื้นที่สื่อในชั่วข้ามคืน ความเหลื่อมล้ำนี้จึงทำให้สังคมเกิดความตั้งคำถามต่อความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม
หากคิดว่าใช่ เราอยากชวนคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะร่วมกันปกป้องไม่ให้ค่านิยมของสังคมบิดเบี้ยวไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกันปฏิรูปความคิดใหม่ เริ่มต้นจากภาคประชาชนในฐานะผู้บริโภคสื่อ ด้วยการใช้แนวคิด "ไม่ให้แสง ไม่สร้างกระแส" การหยุดกดไลก์ กดแชร์ หรือหยุดเข้าไปรับชมความเคลื่อนไหวของบุคคลที่สร้างกระแสลบ จะเป็นการตัดวงจรรายได้และลดพื้นที่ยืนในสังคมของคนกลุ่มนี้อย่างละมุนละม่อมที่สุด
In ส่วนของภาคธุรกิจและแบรนด์สินค้า ควรก้าวข้ามการตลาดที่มุ่งหวังเพียงยอดขายระยะสั้น แล้วหันมาปฏิเสธการสนับสนุนหรือจ้างงานบุคคลที่มีพฤติกรรมขัดต่อศีลธรรมอันดี เพื่อแสดงจุดยืนในการรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน ที่สำคัญคือสื่อมวลชนที่ต้องทำหน้าที่สะท้อนความจริงอย่างมีจรรยาบรรณ หลีกเลี่ยงการประโคมข่าวดรามาเพื่อยอดเข้าชม แต่ควรมุ่งเน้นการให้ความรู้ทางกฎหมายและแนวทางการเยียวยาผู้เสียหายเป็นสำคัญ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่และเคารพในความถูกต้องอย่างแท้จริง
#บทบรรณาธิการสยามรัฐ #ดราม่า #ฟ้องชู้ #ศีลธรรมออนไลน์ #AttentionEconomy #ไม่สนับสนุนคนทำผิด #กระบวนการยุติธรรม #สื่อสร้างสรรค์








