วันที่ 17 ก.ค.69 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร ระบุว่า...
3,621 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ "ระบบคุณธรรม" ของข้าราชการท้องถิ่นไทย : เหตุใดต้องเพิกถอนผลการสอบแล้วตามด้วยเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องรอผลคดีอาญา?
"เมื่อผลสอบเกิดจากการทุจริต รัฐต้องรอคำพิพากษาคดีอาญาก่อน จึงจะเพิกถอนการบรรจุได้ ใช่หรือไม่?"
นี่คือคำถามสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นภายหลังการแถลงข่าวของ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ซึ่งประกาศว่า ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จะประชุมเพื่อพิจารณาเพิกถอนการบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จำนวน 3,621 ราย อันเป็นกลุ่มที่พบหลักฐานชัดเจนว่า คะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับคะแนนที่ประกาศ
พร้อมกันนั้น กระทรวงมหาดไทยยังประกาศตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น ของผู้สมัครกว่า 400,000 คน เพื่อจัดลำดับคะแนนใหม่ทั้งระบบ
หลายคนมองว่านี่คือการ "ล้างบางโกงสอบ"
แต่หากมองในมุมของกฎหมายปกครอง นี่อาจเป็นคดีที่สำคัญที่สุดคดีหนึ่งของการบริหารงานบุคคลภาครัฐไทย เพราะกำลังทดสอบว่า รัฐจะสามารถแก้ไขผลของการทุจริต โดยไม่ละทิ้งหลักนิติธรรมได้หรือไม่!
นี่ไม่ใช่เรื่องของคดีอาญา แต่เป็นเรื่องของ "คำสั่งทางปกครอง"
สังคมจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า "เมื่อ ป.ป.ช. ยังสอบสวนไม่เสร็จ เหตุใดจึงเพิกถอนการบรรจุได้?"
คำถามนี้เกิดจากการนำ "คดีอาญา" ไปปะปนกับ "กฎหมายปกครอง" ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองเรื่องมีวัตถุประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง
• คดีอาญา: มุ่งลงโทษตัวบุคคลผู้กระทำความผิด จึงต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควรตามหลักประกันในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา(Criminal Due Process) ซึ่งใช้เวลานาน
• การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง: มีเป้าหมายเพื่อ "แก้ไขความไม่ชอบด้วยกฎหมายของสถานะทางปกครอง" เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
หากรัฐพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ผลสอบเกิดจากการแก้ไขคะแนนหรือกระบวนการที่ไม่สุจริต รัฐย่อมมีอำนาจเพิกถอนผลของคำสั่งนั้นได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาคดีอาญา เพราะหากต้องรอจนคดีถึงที่สุดซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี ในระหว่างนั้น ผู้ที่ไม่มีสิทธิโดยชอบจะยังคงดำรงตำแหน่งราชการและรับเงินแผ่นดินต่อไป ขณะที่ผู้สอบได้โดยสุจริตกลับต้องเสียโอกาสไปอย่างไม่อาจเรียกคืนได้
แต่การเพิกถอนก็ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม
การปราบปรามการทุจริต ไม่ใช่ใบอนุญาตให้รัฐละเลยขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด!
ประเด็นทางกฎหมายที่แหลมคมที่สุดในคดีนี้ และเป็นจุดที่รัฐต้องแยกให้ออก คือ การ "ประกาศผลสอบ" กับ "คำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง" ไม่ใช่คำสั่งเดียวกัน และมาจากผู้ใช้อำนาจคนละองค์กร:
1.ประกาศผลสอบและการขึ้นบัญชี: เป็นคำสั่งทางปกครองของ กสถ.
2. คำสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นรายบุคคล: เป็นอำนาจหน้าที่ของ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ละแห่ง (เช่น นายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี)
ดังนั้น หาก กสถ. กระโดดไปออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการทั้ง 3,621 คนด้วยตัวเองทันที คำสั่งนั้นจะกลายเป็นคำสั่งที่ "ออกโดยไม่มีอำนาจ" และจะเปิดช่องให้ผู้ถูกปลดฟ้องเพิกถอนคำสั่งไล่ออกต่อศาลปกครองจนรัฐอาจแพ้คดีในภายหลังได้
เพื่อให้อยู่บนรากฐานของกฎหมาย มิใช่เพียงบนแรงกดดันของสังคม ขั้นตอนที่ถูกต้องและรัดกุมที่สุดควรดำเนินการตาม Legal Workflow 4 ขั้นตอน ดังนี้ครับ:
[ขั้นตอนที่ 1]
กสถ. มีมติเพิกถอนประกาศ "รายชื่อออกจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้"
(เนื่องจากคะแนนดิบไม่ตรงกับประกาศ)
[ขั้นตอนที่ 2]
กสถ. ส่งเรื่องไปยัง 3 ก.กลาง (ได้แก่ คณะกรรมการกลาง ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการการกลาง พนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลาง พนักงานส่วนต าบล (ก.อบต.)) พิจารณาเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้ง
[ขั้นตอนที่ 3]
3 ก.จังหวัด (ได้แก่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด... (ก.จ.จ.) คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด… (ก.ท.จ.) และคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด... (ก.อบต.จังหวัด)) เพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง (ตามมาตรา 30 ของพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)
[ขั้นตอนที่ 4]
เมื่อมีมติจาก ก.จังหวัด แล้ว ให้ "นายก อปท." แต่ละแห่ง ในฐานะผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ออกคำสั่งทางปกครองเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นรายบุคคล
การเดินตามแนวทางนี้ แม้จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมายไม่ให้คนทุจริตใช้ช่องโหว่เรื่อง "กระบวนการไม่ชอบ (Procedural Defect)" มาสู้คดีฉ้อฉลเพื่อกลับเข้ารับราชการได้อีก
อย่างไรก็ตาม หากการสอบแข่งขัน เป็นการจัดสอบที่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประมวลผลคะแนน อันเป็นการจัดสอบโดยผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง
เมื่อต่อมาคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด (ก.ท.จ.) มีมติบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ และ นายกเทศมนตรีตำบล ได้อาศัยมติดังกล่าวมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานเทศบาล ดังนั้น ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของเทศบาลตำบล และคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาล ซึ่งเป็นผลมาจากประกาศดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง โดยทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองนั้น จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาล
ดังนั้น คำสั่งเทศบาลตำบลที่สั่งให้พนักงานเทศบาลออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 255/2565 ประชุมใหญ่)
การตรวจข้อสอบใหม่ คือการคืนความยุติธรรมให้คน 400,000 คน
มาตรการที่น่าสนับสนุนที่สุดของกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ กลับไม่ใช่เพียงการเพิกถอนคนโกง 3,621 ราย แต่คือการประกาศตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น และจัดลำดับคะแนนใหม่ (Ranking) ทั้งระบบโดยร่วมมือกับหน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถืออย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ สำนักงาน ก.พ.
เพราะคดีนี้ไม่ใช่เรื่องของคนที่ถูกกล่าวหาเพียงไม่กี่พันคน แต่เป็นเรื่องของผู้สมัครสอบกว่า 400,000 คน ที่ส่งใบสมัครเข้ามาด้วยความหวัง หากระบบจัดสอบแข่งขันมีความวิบัติผิดพลาดตั้งแต่ต้น การคืนความยุติธรรมที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขข้อผิดพลาดให้ตรงตามความเป็นจริงของคะแนนดิบ เพื่อให้คนสุจริตได้รับตำแหน่งที่พวกเขาควรจะได้ตั้งแต่แรก
อีกหนึ่งบททดสอบที่น่ากังวลกว่าเดิม
ระหว่างที่กระบวนการตรวจสอบกำลังดำเนินอยู่ เริ่มมีรายงานข่าวและคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวว่า มีกลุ่มบุคคลแอบอ้างว่าสามารถ "วิ่งเต้น" เพื่อนำชื่อผู้มีคะแนนผิดปกติออกจากบัญชีผู้ที่จะถูกเพิกถอนได้ โดยเรียกรับเงินเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้อง
แม้ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติจากหน่วยงานของรัฐ และไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นความจริง แต่เพียงแค่การมีกระแสข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้น ก็สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดและน่ากังวลว่า เมื่อการทุจริตมีผลประโยชน์มหาศาล ก็ย่อมมีแรงจูงใจมหาศาลที่จะพยายามแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบในทุกวิถีทาง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานตรวจสอบต้องปกป้องในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษคำตอบ แต่คือ "ความโปร่งใสและน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบทั้งหมด" ตลอดกรอบเวลา 15 วันหลังจากนี้
นี่ไม่ใช่คดีของคน 3,621 คน แต่คือคดีของระบบราชการไทย
หลายคนอาจมองว่าข่าวนี้เป็นเพียงการเพิกถอนคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว คดีนี้ใหญ่กว่านั้นมาก มันคือการตัดสินว่าประเทศไทยจะยอมรับให้ "ระบบคุณธรรม" เป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูในกฎหมาย หรือจะทำให้มันเป็นหลักการที่จับต้องได้และใช้ปฏิบัติจริง
หากรัฐดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ใช้อำนาจโดยองค์กรที่มีอำนาจโดยชอบธรรม และตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส คดีนี้จะกลายเป็น หมุดหมายและบรรทัดฐานครั้งประวัติศาสตร์ ของการบริหารงานบุคคลภาครัฐไทย
แต่หากรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทย แม้จะมีเจตนาที่ดีในการปราบโกง แต่กลับเลือกใช้วิธีลัด ละเลยขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด คำสั่งที่ออกไปก็อาจถูกศาลปกครองสั่งเพิกถอนในอนาคต และความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการปราบปรามทุจริตก็อาจพังทลายลงไปพร้อมกัน
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ไม่ใช่เพียงการเห็นผู้กระทำผิดถูกลงโทษประจานชั่วข้ามคืน หากแต่ต้องการเห็นระบบที่มั่นใจได้ว่า ตำแหน่งราชการทุกตำแหน่งในประเทศนี้ จะเป็นของผู้ที่ได้มาด้วยความรู้ ความสามารถ และความสุจริตอย่างแท้จริง ไม่ใช่ด้วยเงินหรืออิทธิพลของใคร
เพราะนั่นต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ระบบคุณธรรม" และคือรากฐานของ "หลักนิติธรรม" ที่สังคมไทยพึงยืนหยัดรักษาไว้ ไม่ว่าการปราบปรามทุจริตจะเข้มข้นเพียงใดก็ตาม
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
17/7/69
#วัสติงสมิตร #3621รายชื่อ #ข้าราชการท้องถิ่น #อดีตผู้พิพากษา #เพิกถอนผลสอบ #ระบบคุณธรรม #กฎหมาย #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #ท้องถิ่น #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








