ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม โดยดัชนีหลักเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน แม้ดัชนีดาวโจนส์จะปิดลบเล็กน้อย แต่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 และแนสแดคปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังนักลงทุนตอบรับผลประกอบการที่ดีกว่าคาดของสถาบันการเงินรายใหญ่ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่ชะลอตัวมากกว่าการคาดการณ์ ช่วยหนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงกดดันตลาด
ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,508.27 จุด ลดลง 9.63 จุด หรือ 0.02% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,543.59 จุด เพิ่มขึ้น 28.25 จุด หรือ 0.38% ส่วนดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,107.01 จุด เพิ่มขึ้น 233.83 จุด หรือ 0.90%
ปัจจัยบวกสำคัญมาจากรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐ ซึ่งระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนชะลอตัวลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยมีแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่ลดลงเป็นปัจจัยสำคัญ ประกอบกับสัญญาณความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงเดือนที่ผ่านมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการแถลงต่อสภาคองเกรสของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเป็นการชี้แจงครั้งแรกหลังได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่ง โดยได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินและมาตรการควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทะกันอีกครั้งจากความขัดแย้งในการแย่งชิงอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดการโจมตีตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่าย และผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกลับมาเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในระยะถัดไป.








