คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ที่ผ่านๆ มา สงครามที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะจำกัดอยู่แค่ในวงแคบๆ เท่า นั้น แต่ขณะนี้กลับปรากฏว่า สงครามกลับขยายวงกว้างขึ้น
เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการถล่มโจมตีทางอากาศจ่ออิหร่าน โดยอีกฝ่ายคืออิหร่านก็มิได้อ่อนข้อ แต่กลับโต้ตอบด้วยการยิงขีปนาวุธเข้าไปยังประเทศจอร์แดน ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพทางอากาศอันสำคัญของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ ขนย้ายกองกำลังจำนวนหนึ่งออกมาจากทั้งบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ที่แรกเริ่มเดิมทีสหรัฐฯ เล็งเห็นว่าจอร์แดนเป็นแหล่งที่มีความปลอดภัยมากกว่า แถมยังมีภูมิประเทศที่ห่างไกลจากอิหร่านถึง 2,200 ไมล์ แต่กลับกลายเป็นว่า จอร์แดนมิได้ปลอดภัยอีกต่อไป!!!
ทั้งนี้อิหร่านยิงขีปนาวุธข้ามผ่านประเทศอิรัก ด้วยขีปนาวุธที่มีอานุภาพรุนแรง รวดเร็วปราศจากเสียง แถมยังถล่มเป้าได้อย่างแม่นยำ
เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางอากาศเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง โดยการที่สหรัฐฯ เริ่มต้นต่อสู้กับอิหร่าน ก็เพื่อต้องการจะเข้าไปควบคุมบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” นั่นเอง
ฝ่ายอิหร่านก็ออกมาประกาศว่า “ข้อตกลง MOU ที่ทั้งสองฝ่ายเคยเซ็นให้มีการหยุดยิงกัน ขณะนี้ข้อตกลงนั้นไม่มีความหมายอีกแล้ว” โดยอิหร่านได้ประกาศต่อไปอีกว่า “นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้อตกลงใดๆ ก็ตามที่อิหร่านเคยมีกับสหรัฐฯ จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด”
ทั้งนี้ยังมีการรายงานจากสำนักข่าวเอพีว่า “ขณะนี้อิหร่านมุ่งจะโจมตีต่อบรรดากลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียทุกๆ ประเทศอีกด้วย” โดยสำนักข่าวนี้ได้รายงานในทำนองว่า “อิหร่านออกมากล่าวว่า กลุ่มประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียยินยอมให้สหรัฐฯ ที่เป็นศัตรูของอิหร่านเข้าไปตั้งฐานทัพเพื่อใช้โจมตีอิหร่าน”
ฝ่ายกองทัพของจอร์แดนก็ได้ออกมากล่าวถ้อยแถลงในการที่ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าไปโจมตีว่า “ขีปนาวุธที่อิหร่านยิงเข้าไปหลายๆ ลูกในจอร์แดนนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเข้าไปยังจุดที่เป็นฐานทัพของสหรัฐฯ”
จากการที่อิหร่านโจมตีจอร์แดนเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 มีผลทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย และสูญหายไปอีก 1 นาย และยังมีทหารอเมริกันอีกหลายสิบนายได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ได้รับความเสียหายอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ดูเหมือนว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยังไม่ยอมออกมาเปิดเผยรายชื่อของกองกำลังทหารที่เสียชีวิตและทหารที่ได้รับบาดเจ็บ!!!
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าว 4 คนของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” ได้ออกมารายงานว่า “การที่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ไม่ยอมออกมาเปิดเผยรายชื่อของทหารที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บนั้น ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า กองกำลังของอิหร่านไม่เพียงแต่จะมีคลังขีปนาวุธมากมาย แต่ยังมีความเชี่ยวชาญในการหลีกเลี่ยงระบบและสัญญาณการป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ได้มากขึ้นอีกด้วย”
(ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ “Jordan Is Becoming a New Focus in the U.S.-Iran War”, July 18, 2026)
โดยขณะนี้มีทหารอเมริกันที่เสียชีวิตจากสงครามอิหร่านไปแล้ว 17 นาย และยังมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 430 นาย
ส่วนอิหร่านก็ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า อิหร่านมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ไปแล้วอย่างน้อย 50 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 517 คน
อนึ่ง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ได้ออกมาส่งสัญญาณในทำนองที่ว่า เขาวางแผนที่จะเพิ่มปฏิบัติการถล่มโจมตีอิหร่านให้รุนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยสหรัฐฯ จะมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านให้มากยิ่งขึ้น ที่รวมไปถึงสะพาน โรงไฟฟ้า ระบบการจำหน่ายไฟฟ้า และมหาวิทยาลัย!!!
อนึ่ง “อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกมากล่าวประณามการกระทำของสหรัฐฯ ในการที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านว่า “เป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ เพราะถือเป็นการขัดต่อสันติภาพของโลก”
อนึ่ง สำนักโพลต่างๆ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยล่าสุดนี้โดยระบุว่า ชาวอเมริกัน 56% ไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะถล่มโจมตีอิหร่านติดต่อกัน แต่ก็มีชาวอเมริกันที่เห็นด้วยอยู่ที่ 37%
และจากการเปิดเผยของ “สำนักข่าวรอยเตอร์” เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกัน 79% ไม่เห็นด้วยต่อการที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำสงครามกับอิหร่านแบบยืดเยื้อระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ยังออกมากล่าวในทำนองที่ว่า “จะใช้กองกำลังทหารภาคพื้นดินบุกเข้าไปโจมตีอิหร่าน”
ในทางกลับกันดูเหมือนว่าอิหร่านก็ไม่แผ่วกำลัง เพราะขณะนี้ปรากฏให้เห็นว่า อิหร่านเปิดฉากถล่มโจมตีต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ อันได้แก่ บาห์เรน อิรัก คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
จะเห็นได้ว่าประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียเหล่านั้น อิหร่านใช้ขีปนาวุธยิงถล่ม โดยพุ่งเป้าไปที่ประเทศที่ยินยอมให้สหรัฐฯ เข้าไปตั้งฐานทัพ
ขณะเดียวกันการที่สหรัฐฯ และอิหร่านปะทะกันอย่างดุเดือดในบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” แต่กลับปรากฏว่า ตราบเท่าทุกวันนี้อิหร่านสามารถคุมเกมเหนือช่องแคบฮอร์มุซได้เหนือกว่าสหรัฐฯ!!!
กล่าวโดยสรุป ทั้งนี้และทั้งนั้นสงครามอิหร่านที่กำลังปะทุความรุนแรงมากยิ่งๆ ขึ้นในขณะนี้ มีผลทำให้หลายๆ ประเทศในแถบตะวันออกกลางต่างเดือดเนื้อร้อนใจและเพียรพยายามที่จะหาทางเจรจาไกล่เกลี่ยให้สหรัฐฯ และอิหร่านหยุดยิง แต่ดูเหมือนว่าอิหร่านจะมิได้ใส่ใจ และยังออกมากล่าวยืนกรานว่า “คำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีสัจจะและไม่สามารถเชื่อถือได้”
เพราะฉะนั้นอิหร่านพร้อมที่จะต่อสู้กับสหรัฐฯ ต่อไปในทุกๆ รูปแบบ โดยขณะนี้สหรัฐฯ กำลังสงสัยว่า การที่อิหร่านออกมาแสดงว่ามีศักยภาพอย่างที่ไม่เกรงกลัวต่อพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่เยี่ยงสหรัฐฯ อาจจะสืบเนื่องมาจากมีรัสเซียและจีนเข้าไปให้ความช่วยเหลือชักใยอยู่เบื้องหลัง เพราะขีปนาวุธที่อิหร่านใช้อยู่ในขณะนี้ล้วนแล้วแต่มีแสนยานุภาพสูง จนทำให้อิหร่านออกมาแสดงความพร้อมและความมั่นใจที่จะปะทะกับสหรัฐฯ จนเรียกได้ว่าเป็น “สงครามเต็มรูปแบบ” แถมมีข่าวออกมาว่ามีอาสาสมัครแล้วถึง 30 ล้านคนละครับ








