ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย
ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ตกอยู่ในสภาวะที่บรัสเซลส์แทบไม่มีอำนาจต่อรอง อันเป็นผลพวงจากการที่ยุโรปเลือกตัดความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซียอย่างเด็ดขาด จนทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานะที่ต้องยอมรับเงื่อนไขของวอชิงตันโดยไม่มีทางเลือกมากนัก เหตุการณ์ในอีกฟากหนึ่งของแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกก็กำลังดำเนินไปอย่างเงียบๆ แต่นัยสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือความเคลื่อนไหวของตุรกีในการปรับสถานะ "องค์การรัฐเตอร์กิก" จากเวทีความร่วมมือทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นกลไกที่แตะขอบของการเป็นกลุ่มพันธมิตรทางทหารในภูมิภาคเอเชียกลางและคอเคซัสใต้ ซึ่งหากเป็นจริงตามเป้าหมาย จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในพื้นที่ที่รัสเซียยึดถือเป็นเขตอิทธิพลดั้งเดิมมาช้านาน
จากสายเลือดและภาษาสู่ดาวเทียมและไซเบอร์
องค์การรัฐเตอร์กิก ซึ่งมีตุรกีเป็นแกนนำ และมีอาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และอุซเบกิสถานเป็นสมาชิก พร้อมกับฮังการีและเติร์กเมนิสถานในสถานะผู้สังเกตการณ์ เดิมก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานความผูกพันทางภาษา ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณร่วมของชนชาติเตอร์กิก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์การนี้ได้ขยายขอบเขตความร่วมมือออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมทั้งมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือมิติทางการทหาร นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และมีเป้าหมายเร่งรัดการผลิตและส่งดาวเทียมร่วมของกลุ่มขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งสะท้อนว่าองค์การนี้กำลังเดินตามแบบแผนขององค์การระดับภูมิภาคอื่นๆ ที่ใช้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและอวกาศเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ข้อเสนอของอาลีเยฟ และเงาของ "กองกำลังตอบโต้เตอร์กิก"
ประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ แห่งอาเซอร์ไบจาน เป็นผู้ที่เคลื่อนไหวเชิงรุกที่สุดในประเด็นนี้ ด้วยการเสนอให้มีการซ้อมรบร่วมระหว่างประเทศสมาชิกองค์การในปี 2026 พร้อมเรียกร้องให้ยกระดับความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหารให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ที่น่าสนใจคือแนวคิดการจัดตั้ง "กองกำลังตอบโต้เตอร์กิก" ซึ่งอาเซอร์ไบจานได้ผลักดันแนวคิดนี้มาอย่างต่อเนื่องในระดับการเมืองและสาธารณะเป็นเวลาหลายปีแล้ว แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดเชิงโครงสร้างก็ตาม อย่างไรก็ดี ควรตั้งข้อสังเกตว่าการซ้อมรบในภูมิภาคเอเชียกลางและคอเคซัสใต้ที่จัดขึ้นเป็นประจำนั้น ไม่อาจถือเป็นผลสำเร็จของตุรกีเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะตุรกีเองยังคงพึ่งพาความสัมพันธ์กับพันธมิตรนาโตอยู่มาก ซึ่งข้อจำกัดนี้ส่งผลต่อ "เสรีภาพในการเคลื่อนไหว" ของอังการาโดยตรง สะท้อนให้เห็นได้จากการที่การซ้อมรบเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมีประเทศสมาชิกนาโตอื่นๆ เข้าร่วมด้วยเสมอ มิใช่การดำเนินการโดยกลุ่มเตอร์กิกอย่างเอกเทศ
ท่าทีถ่วงดุลของแอร์โดอันที่บิชเคก
ในการประชุมสุดยอดขององค์การรัฐเตอร์กิกที่กรุงบิชเคก ประธานาธิบดีแรเจป ตอยยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ได้แสดงท่าทีที่ระมัดระวังอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่ายังไม่มีแผนการจัดตั้งกองกำลังทหารร่วม และเน้นย้ำว่าการพูดถึงเรื่องนี้ยังเร็วเกินไป ส่วนข้อตกลงด้านกลไกป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ลงนามกันภายในองค์การนั้น แอร์โดอันชี้แจงว่ามีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการประสานงานและยกระดับการตอบสนองต่อภัยธรรมชาติและสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น มิใช่การวางรากฐานสำหรับกองทัพร่วมแต่อย่างใด ท่าทีเช่นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในของยุทธศาสตร์ตุรกีเอง ระหว่างความปรารถนาที่จะขยายอิทธิพลในฐานะผู้นำโลกเตอร์กิก กับความจำเป็นที่จะต้องไม่ยั่วยุรัสเซียจนเกินขอบเขตที่จะรับมือได้
รัสเซียในสมการ: CSTO และปราการทะเลแคสเปียน
ท่าทีระมัดระวังของฝ่ายตุรกีมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการดำรงอยู่ของรัสเซียในภูมิภาคนี้ ซึ่งมิเพียงพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนเท่านั้น แต่ยังมีกลไกความร่วมมือทางทหารของตนเองที่พิสูจน์ความยั่งยืนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม หรือ CSTO ซึ่งคาซัคสถานและคีร์กีซสถานยังคงมีพันธกรณีผูกพันอยู่ภายใต้กรอบนี้ นอกจากนี้ กองทัพเรือของอาเซอร์ไบจาน อิหร่าน รัสเซีย และคาซัคสถาน ยังได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและพัฒนาความร่วมมือในทะเลแคสเปียน โดยสาระสำคัญของข้อตกลงระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ความมั่นคงในทะเลแคสเปียนจะต้องได้รับการดูแลโดยรัฐชายฝั่งเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดประตูไม่ให้อำนาจภายนอกภูมิภาคเข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้โดยปริยาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นปราการสำคัญที่จำกัดพื้นที่การเคลื่อนไหวขององค์การรัฐเตอร์กิกในมิติทางทหาร โดยเฉพาะในส่วนที่พาดผ่านทะเลแคสเปียน
บทวิเคราะห์: ความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในวาทกรรมเชื่อมโยงสายเลือด
หากมองผ่านกรอบทฤษฎีภูมิรัฐศาสตร์คลาสสิก ภูมิภาคเอเชียกลางและคอเคซัสใต้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ "แกนกลางโลก" หรือ Heartland ตามแนวคิดของแมคคินเดอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อำนาจใดควบคุมได้ก็จะมีศักยภาพในการกำหนดทิศทางอำนาจของทวีปยูเรเซียทั้งหมด การที่ตุรกีพยายามแปลงสภาพองค์การรัฐเตอร์กิกจากเวทีวัฒนธรรมให้กลายเป็นโครงสร้างทางทหาร จึงมิใช่เพียงความพยายามสร้างอัตลักษณ์ร่วมของชนชาติเตอร์กิกเท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ที่รัสเซียถือเป็นหลังบ้านทางยุทธศาสตร์ของตนมาตั้งแต่ยุคจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่ปรากฏชัดคือ ตุรกียังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินยุทธศาสตร์นี้ได้อย่างเป็นเอกเทศ เนื่องจากยังต้องพึ่งพากรอบนาโตในการดำเนินกิจกรรมทางทหารในภูมิภาค ขณะเดียวกันประเทศสมาชิกในเอเชียกลางอย่างคาซัคสถานและคีร์กีซสถานก็ยังคงผูกพันอยู่กับกรอบความมั่นคงของรัสเซียผ่าน CSTO อย่างแยกไม่ออก สถานการณ์เช่นนี้สร้างภาวะที่ประเทศในภูมิภาคต้องดำเนินยุทธศาสตร์ "หลายขั้ว" หรือ multi-alignment กล่าวคือรักษาความสัมพันธ์กับทั้งตุรกีและรัสเซียไปพร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดั้งเดิมของรัฐในเอเชียกลางที่มักหลีกเลี่ยงการพึ่งพาอำนาจใดอำนาจเดียวมากเกินไป
ท่าทีของแอร์โดอันที่ปฏิเสธแผนการตั้งกองทัพร่วมในที่ประชุมบิชเคก จึงควรตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณบรรเทาความกังวลของมอสโกมากกว่าจะเป็นการยุติความพยายามสร้างกลไกความมั่นคงร่วมโดยสิ้นเชิง เพราะในทางปฏิบัติ ข้อตกลงด้านกลไกป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ดูเหมือนไม่มีพิษสงนั้น สามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายตัวไปสู่ความร่วมมือทางทหารที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ในอนาคต หากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เอื้ออำนวย ลักษณะการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ "ค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ยั่วยุ" เช่นนี้สอดคล้องกับรูปแบบที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "การสร้างอำนาจแบบสะสมทีละขั้น" ซึ่งหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงในระยะสั้น แต่สั่งสมโครงสร้างพื้นฐานและความคุ้นเคยในการประสานงานทางทหารไว้สำหรับใช้ในอนาคตเมื่อโอกาสเหมาะสม
สิ่งที่ควรเฝ้าติดตามต่อจากนี้คือปฏิกิริยาของรัสเซียต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าว ข้อตกลงทางเรือในทะเลแคสเปียนที่กีดกันอำนาจภายนอกภูมิภาคนั้น สามารถตีความได้สองทาง ทางหนึ่งคือมองว่าเป็นเครื่องมือป้องกันตัวของรัสเซียที่ต้องการรักษาทะเลแคสเปียนให้ปลอดจากการแทรกแซงของนาโตและตุรกี อีกทางหนึ่งคือมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าต่อความพยายามของตุรกีในการขยายอิทธิพลทางทหารผ่านองค์การรัฐเตอร์กิก ไม่ว่าจะตีความในทางใด ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสองระบบความมั่นคงที่ทับซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน คือ CSTO ของรัสเซีย และองค์การรัฐเตอร์กิกที่กำลังแปรสภาพของตุรกี ถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจปะทุขึ้นเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดวิกฤตการณ์ภายในประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาความมั่นคง
กล่าวโดยสรุป ความพยายามของตุรกีในการสร้างกลุ่มพันธมิตรทางทหารผ่านองค์การรัฐเตอร์กิกเพื่อขยายอิทธิพลในเอเชียกลางนั้น แม้ในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นและถูกควบคุมด้วยความระมัดระวังทางการทูต แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงของการทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้นกับระบบความสัมพันธ์ทางทหารที่มีอยู่เดิมระหว่างรัสเซียกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคภายใต้กรอบของ CSTO ซึ่งหากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป เอเชียกลางและคอเคซัสใต้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่การแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสองขั้วอิทธิพลที่ทับซ้อนกัน ไม่ต่างจากรูปแบบความตึงเครียดที่ปรากฏในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกในยุคที่ระเบียบอำนาจเดิมกำลังถูกท้าทายจากทุกทิศทาง
ยิ่งไปกว่านั้น ตุรกียังมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงเอเชีย-ยุโรป การควบคุมทางผ่านทะเลดำ บทบาทอิทธิพลในซีเรียที่เป็นประตูสู่ตะวันออกกลาง ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเข้ามามีบทบาทร่วมกับซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และปากีสถาน ในการเข้ามาถ่วงดุลอำนาจของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในทางหนึ่ง กับอิทธิพลของอิหร่าน และถ้ากลุ่มนี้สามารถก้าวข้ามนิกายทางศาสนาที่เป็นอุปสรรคมายาวนานได้ กลุ่มนี้ก็จะกลายเป็นอีกขั้วอำนาจในโลกหลายขั้วที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยมีตุรกีเป็นตัวเชื่อมไปสู่สิ่งที่อาจเรียกว่าโลกมุสลิม
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุป เพราะตุรกียังมีปัญหาภายในที่ต้องแก้ไขทั้งการเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าอยู่








