สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเตรียมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกดดันอิหร่าน พร้อมขู่ว่าประเทศที่ให้การสนับสนุนอิหร่านจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดที่ 87.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 2.16 ดอลลาร์ หรือ 2.36% ปิดที่ 93.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมัน WTI และเบรนท์ต่างปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังทรัมป์ประกาศขู่ว่าจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่าน
ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า ประเทศที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนสนับสนุนอิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล พร้อมเรียกร้องให้ยุติการลักลอบขนน้ำมัน การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างธนาคาร การโอนเงินสด และการใช้บริษัทบังหน้าเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่า แผนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการกดดันและทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน อาจช่วยลดความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน
ขณะที่อิหร่านออกมาตอบโต้ โดยกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทางเศรษฐกิจและก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่อตลาดพลังงานว่า มาตรการกดดันอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานพลังงานในภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบและผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน








