ทหารประชาธิปไตย
จากอาเลปโปถึงนิโคเซียและซานเกซูร์ ทำไมทั้งสองประเทศจึงเดินหมากแบบ ‘แข่งขันโดยไม่ประกาศสงคราม’
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 เครื่องบินรบอิสราเอลโจมตีฐานทัพอากาศ Abu al-Duhur ในจังหวัด Idlib ห่างจากชายแดนตุรกีเพียง 70 กิโลเมตร ด้วยเหตุผลว่าต้องการสกัดกั้นการส่งกำลังของตุรกีเข้าไปประจำการ ณ ฐานทัพดังกล่าว ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอิสราเอลอ้างว่ามีความเข้าใจร่วมกับดามัสกัสเรื่องการรักษาสถานะเดิมด้านความมั่นคง ขณะที่อังการาปฏิเสธการมีอยู่ของข้อตกลงเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง
หากมองผิวเผิน เหตุการณ์นี้ดูเหมือนเป็นเพียงข้อพิพาทเฉพาะจุดในซีเรียตอนเหนือ แต่เมื่อวางเหตุการณ์นี้ลงบนแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างกว่า จะเห็นได้ชัดว่าซีเรียเป็นเพียง ‘กระดานหนึ่ง’ ในบรรดาสามกระดานที่อิสราเอลและตุรกีกำลังแข่งขันกันพร้อมกัน — เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก คอเคซัสใต้ และซีเรียเอง — ภายใต้ตรรกะเดียวกันคือการชิงพื้นที่อิทธิพลในสุญญากาศที่อิหร่านทิ้งไว้หลังสงครามปี 2026
เวทีที่หนึ่ง: ซีเรียในฐานะสมรภูมิของผู้อุปถัมภ์คู่แข่ง
นับตั้งแต่การล่มสลายของระบอบอัสซาดปลายปี 2024 อิสราเอลได้กลายเป็นผู้กระทำการทางทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในซีเรียในเชิงปฏิบัติการ ด้วยจำนวนปฏิบัติการทางอากาศเกือบพันครั้งในช่วงเจ็ดเดือนแรกหลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจด้วยการส่งกองกำลังไปยึดครองดินแดน และเป็นผู้ที่สร้างความสั่นคลอนต่อเสถียรภาพความมั่นคงของซีเรีย ขณะที่ตุรกีเลือกเส้นทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คือการฝังตัวเป็นผู้อุปถัมภ์เชิงสถาบันของรัฐบาล al-Sharaa ผ่านการฝึกกองทัพ การบูรณะโครงสร้างรัฐ และความช่วยเหลือด้านการทูต
ความขัดแย้งจึงไม่ใช่สงครามตัวแทนแบบดั้งเดิม แต่เป็นการแข่งขันระหว่าง ‘แบบจำลองอิทธิพล’ สองแบบที่ไปด้วยกันไม่ได้ในระยะยาว — แบบหนึ่งอาศัยอำนาจทางอากาศและยึดดินแดนเพื่อจำกัดขีดความสามารถของรัฐซีเรียไม่ให้กลายเป็นภัยคุกคาม อีกแบบหนึ่งอาศัยการสร้างสถาบันเพื่อให้ซีเรียกลายเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้
ตุรกีวางเส้นแดงไว้อย่างจำกัด คือจะไม่ยอมให้เกิดการยึดครองซีเรียตอนใต้ขนาดใหญ่โดยอิสราเอล และจะไม่ยอมให้เกิดการกระทำใดที่คุกคามการอยู่รอดของรัฐบาล al-Sharaa โดยตรง ส่วนอิสราเอลก็ประเมินเช่นกันว่าไม่ต้องการเผชิญหน้าโดยตรงกับกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับสองของนาโต จึงเลือกใช้การโจมตีทรัพย์สินของซีเรียเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณยับยั้งแทนการเผชิญหน้ากับกำลังตุรกีโดยตรง การโจมตี Abu al-Duhur จึงเป็นตัวอย่างคลาสสิกของ ‘การยกระดับที่มีเพดาน’ — ยกระดับพอที่จะขีดเส้น แต่เลือกเป้าหมายที่ยังเปิดช่องให้ปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้
เวทีที่สอง: แกนเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและระเบียงเศรษฐกิจคู่แข่ง
หากซีเรียคือสมรภูมิทางบก เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกคือสมรภูมิทางทะเลและเศรษฐกิจ ปลายเดือนธันวาคม 2025 อิสราเอล กรีซ และไซปรัสได้ลงนามแผนความร่วมมือด้านกลาโหมไตรภาคีสำหรับปี 2026 ซึ่งครอบคลุมการฝึกร่วมทางอากาศและทางทะเล การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการต่อต้านโดรน และแนวคิดจัดตั้งกำลังตอบโต้เร็วร่วมขนาดราว 2,500 นาย สิ่งที่เริ่มต้นจากความร่วมมือด้านพลังงานและท่อก๊าซในทะเลเมื่อสิบปีก่อน ได้กลายสภาพเป็นสถาปัตยกรรมความมั่นคงถาวรที่ออกแบบมาโดยไม่มีตุรกีอยู่ในสมการ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเป้าหมายเพื่อคานอิทธิพลของอังการาโดยเฉพาะ
นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูถึงกับกล่าวเป็นนัยในที่ประชุมผู้นำทั้งสามที่กรุงเยรูซาเล็มว่าผู้ที่ ‘ฝันจะฟื้นฟูจักรวรรดิและอำนาจครอบงำเหนือดินแดนของเรา’ ควรเลิกคิดเสียที ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงตุรกีอย่างแทบไม่ต้องตีความ
ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้ยังขยายไปสู่มิติเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการแข่งขันระหว่างระเบียงการค้า IMEC (อินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป) ที่มีอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียเป็นจุดเชื่อมสำคัญ กับข้อตกลงกลาโหมร่วมมักกะฮ์ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ซึ่งบางฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามของตุรกีในการสร้างเครือข่ายยุทธศาสตร์คู่ขนานที่ลากยาวจากเอเชียใต้ถึงเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ด้วยเหตุนี้อินเดียจึงเริ่มจับตาความเป็นไปได้ในการกระชับความร่วมมือกับอิสราเอลมากขึ้น สะท้อนว่าคู่แข่งขันในระดับภูมิภาคย่อยกำลังถูกดึงเข้าสู่สมการใหญ่ระดับทวีปที่มีทั้งมิติพลังงาน การค้า และความมั่นคงพันกันอยู่
เวทีที่สาม: คอเคซัสใต้และช่องแคบซานเกซูร์
เวทีที่สามซึ่งมักถูกมองข้ามคือคอเคซัสใต้ อิสราเอลมีความร่วมมือทางยุทธศาสตร์แนบแน่นกับอาเซอร์ไบจานมายาวนาน ทั้งด้านอาวุธและข่าวกรอง โดยเฉพาะเพื่อคานอิทธิพลอิหร่านทางเหนือ ขณะที่ตุรกีคือผู้อุปถัมภ์หลักของโครงการช่องแคบซานเกซูร์ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น TRIPP (Trump Route for International Peace and Prosperity) ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนียเมื่อสิงหาคม 2025 โครงการนี้จะเชื่อมตุรกีเข้ากับโลกเตอร์กิกโดยผ่านนัคชิวานเขตปกครองตนเองของอาเซอร์ไบจานไปสู่เอเชียกลางโดยตรง เป็นยุทธศาสตร์ที่มีมิติอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์-ศาสนาแฝงอยู่ลึกกว่าระเบียงคมนาคมทั่วไป
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ อาเซอร์ไบจานกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ผลประโยชน์ของอิสราเอลกับตุรกี ‘ไม่ปะทะกันโดยตรง’ และวิเคราะห์ตามแหล่งข่าวความมั่นคงหลายแห่งระบุตรงกันว่า ทั้งสองประเทศได้พัฒนาช่องทางสื่อสารลับผ่านการไกล่เกลี่ยของบากูเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางทหารในซีเรีย เจ้าหน้าที่ตุรกีอธิบายว่าช่องทางนี้เป็นเพียง ‘เทคนิคล้วนๆ’ไม่ได้สื่อถึงการฟื้นความสัมพันธ์ปกติแต่อย่างใด นี่คือรูปแบบคลาสสิกของ back-channel diplomacy ที่ใช้รัฐที่สามเป็นตัวกลางเพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาด ในขณะที่ยังคงแข่งขันกันอย่างเปิดเผยในเวทีอื่น
โครงสร้างการยับยั้งร่วมและตัวแปรที่กำลังเปลี่ยน
ภาพรวมทั้งสามเวทีชี้ให้เห็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีลักษณะเฉพาะ คือเป็นการแข่งขันของสมาชิกนาโตกับพันธมิตรนอกนาโตระดับสำคัญของสหรัฐฯ ที่ปะทะกันในประเทศที่สาม ใกล้ชิดพอที่จะต้องมีกลไกป้องกันอุบัติเหตุ แต่มีวินัยพอที่จะไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ากำลังเผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารโดยตรงมาโดยตลอด เพราะต้นทุนความเสียหายสูงกว่าผลได้ในทุกสถานการณ์ที่มองเห็นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เคยรักษาสมดุลนี้ไว้กำลังเปลี่ยนแปลง ปัจจัยแรกคือสุญญากาศอำนาจในซีเรียและเลบานอนหลังเครือข่ายอิหร่านถูกบั่นทอนอย่างหนักจากสงครามปี 2026 ทำให้ทุนการทูตและการบูรณะของตุรกีไหลเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ได้เร็วกว่าคู่แข่งรายใด
ปัจจัยที่สองคือท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ที่เปลี่ยนไปในทางเอื้อตุรกีมากขึ้น สะท้อนจากการเดินทางเยือนตุรกีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่นั่งดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ พร้อมสัญญาณยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร CAATSA ที่เคยบังคับใช้กับตุรกีตั้งแต่ปี 2020 จากกรณีจัดซื้อระบบ S-400 ของรัสเซีย เมื่อมหาอำนาจภายนอกที่เคยรักษาสมดุลของคู่แข่งขันนี้เปลี่ยนน้ำหนักไปด้านหนึ่ง สมการยับยั้งเดิมย่อมมีความเปราะบางมากขึ้นตามไปด้วย
บทสรุป: มองไปข้างหน้า
สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่คำถามว่าอิสราเอลกับตุรกีจะทำสงครามกันหรือไม่ เพราะโครงสร้างผลประโยชน์ในปัจจุบันยังไม่เอื้อให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น แต่คือคำถามว่ากลไกจัดการความเสี่ยงที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางผ่านบากู หรือความเข้าใจไม่เป็นทางการเรื่องสถานะเดิมในซีเรีย จะยังเพียงพอหรือไม่ เมื่อสนามแข่งขันขยายตัวไปพร้อมกันในสามทวีปย่อย และเมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลข้างอิสราเอลเริ่มเอนเอียงไปทางอีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ความเสี่ยงที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่เจตนาของทั้งสองรัฐ แต่อยู่ที่ความคลาดเคลื่อนในการตีความสัญญาณกันในสมรภูมิที่ทับซ้อนกันมากขึ้นทุกที ในขณะที่อิหร่านและรัสเซียก็จับตามองอย่างใกล้ชิด








