วันที่ 28 ก.พ.69 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ระบุว่า จริยธรรม จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกอาชีพ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความน่าเชื่อถือสูง
ผมเองก็อยู่ในฐานะที่เป็นแพทย์คนหนึ่ง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ คือจริยธรรม ยิ่งเราเป็นคนที่มีคนเชื่อถือ
เมื่อเวลาแพทย์ทำวิจัย หรือวิจัยยาหรือผลิตภัณฑ์ยา วัสดุทางการแพทย์ หรือการบรรยาย ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ ยาหรือ ผลิตภัณฑ์สุขภาพอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอทางด้านจริยธรรม คือผลประโยชน์ทับซ้อน หรือที่เรียกว่า conflict of interest
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะให้ความสำคัญสูงมาก ไม่ว่างานวิจัย หรือการบรรยายทางวิชาการ จะต้องมีการ ประกาศผลประโยชน์ทับซ้อน เสมอ จะเห็นได้จากในระยะหลังนี้ ถึงแม้จะมีบริษัทยา เครื่องมือ มาสนับสนุน ให้บรรยาย ทำวิจัย เดินทางไปต่างประเทศ จะมีข้อห้ามข้อจำกัดมากมาย และจะต้องประกาศผลประโยชน์ทับซ้อน ด้วยทุกครั้ง
ผมเองถ้ามีบริษัทเอกชนมาสนับสนุน ไม่ว่าจะทำวิจัย หรือบรรยายทางวิชาการ จะต้องมีการแจ้งหรือประกาศผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนเสมอ เช่น ผมไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลประโยชน์อื่นใดเช่น ถือหุ้นในบริษัท และถ้าบริษัทสนับสนุนอะไร จะต้องประกาศบอกให้หมดเช่น ได้รับเงินสนับสนุนค่าเดินทาง หรือค่าตอบแทน
โดยส่วนตัวของผมทุกครั้งที่ไปบรรยายทางวิชาการ ถึงแม้บริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนการเดินทาง ก็จะประกาศชัดเจน เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ว่าบริษัทสนับสนุนอะไรบ้าง และ งานทางวิชาการนี้ สร้างขึ้นหรือเกิดขึ้นในการบรรยายครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เราเป็นผู้จัดทำ สไลด์ แนวทางบรรยาย ด้วยตัวเราเองทั้งสิ้น ในการบรรยายแต่ละครั้ง ถ้าบริษัท ทำสไลด์มาให้ หรือจะขอตรวจสไลด์ก่อน ผมจะไม่รับไปบรรยายเด็ดขาด ในการบรรยายทุกครั้งจะต้องเป็นอิสระ และมีความเป็นกลางในการให้ความรู้ที่ถูกต้องให้เกิดประโยชน์กับผู้ฟังเท่านั้น ยิ่งถ้าเราเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือน่านับถือของผู้ฟัง จะมีแนวโน้มในการชักจูง ให้เกิดประโยชน์ ที่แอบแฝงได้ง่าย ดังนั้น จึงต้องมีคณะกรรมการจริยธรรม คอยควบคุม โดยเฉพาะ นักวิจัย แพทย์ จึงถือเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพื่อป้องกันผลประโยชน์แอบแฝง
สิ่งที่จะต้องระวังและผมถืออยู่เสมอ และได้ยินบ่อยๆที่ไม่ชอบเลย กับคำว่า “อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ” ในงานประชุมวิชาการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีองค์กรมาควบคุมทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ให้และผู้รับ เพื่อไม่ให้เกิดอคติ หรือความลำเอียง และความโปร่งใส








