วันที่ 4 เม.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย - กัมพูชา เปิดเผยถึงรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ซึ่งได้ทำการสืบสวนและพบว่า มีกาสิโนถูกกฎหมายอย่างน้อย 12 แห่งในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใกล้ประเทศไทย เช่น เมืองปอยเปต มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ หรือ “สแกมเมอร์” ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
รายงานระบุว่า อาคารหลายแห่งที่ได้รับอนุญาตในรูปแบบโรงแรม ร้านอาหาร หรือสำนักงาน แท้จริงถูกใช้เป็นสถานที่กักขังเหยื่อ และบังคับใช้แรงงานในลักษณะขบวนการค้ามนุษย์ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งจากภาพถ่ายดาวเทียม คำให้การของผู้รอดชีวิต และข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์
ทั้งนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานรัฐของกัมพูชามีการรับรู้ถึงลักษณะการดำเนินงานของสถานประกอบการดังกล่าว แต่ยังคงมีการออกใบอนุญาตและปล่อยให้ดำเนินกิจการต่อไป
ในรายละเอียด รายงานได้แจกแจงหลักฐานสำคัญหลายประเด็น ได้แก่
1.การระบุพิกัดนิคมสแกมในพื้นที่สำคัญ เช่น สีหนุวิลล์ ปอยเปต และเกาะกง
2.คำให้การของผู้รอดชีวิตกว่า 58 ราย ซึ่งสะท้อนการถูกหลอกลวง กักขัง และทำร้ายร่างกาย
3.รูปแบบการละเมิด ตั้งแต่การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน ไปจนถึงการซ้อมทรมาน
4.การใช้ข้อมูลข่าวกรองจากแหล่งเปิด (OSINT) เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอที่หลุดจากภายใน
5.ข้อสังเกตเกี่ยวกับความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย และความเป็นไปได้ของการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับมุมมองนี้ ขอย้ำปัญหาระดับโลก ต้องร่วมมือแก้ไขพล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เพียงประเด็นชายแดน แต่เป็น “ภัยคุกคามระดับโลก” ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับภูมิภาคและนานาชาติ
ขอยืนยันจุดยืนในการยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์เข้าถึงข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดความคลาดเคลื่อน
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับประเด็น “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งครอบคลุมการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการกักขังเหยื่อ พร้อมยืนยันการดำเนินนโยบายตามกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และแนวทางสันติภาพ โดยไม่ต้องการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค
ส่วนความร่วมมือคือทางออก ไทยเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น กรอบความร่วมมือชายแดน และอาเซียน รวมถึงสนับสนุนความโปร่งใสและการตรวจสอบจากนานาชาติ
พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาระหว่างสองประเทศ แต่เป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบประชาคมโลก” และรายงานจากองค์กรอิสระดังกล่าว ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรนำไปสู่การดำเนินการร่วมกันอย่างจริงจัง
พลอากาศเอก ประภาสฯ ย้ำว่า “ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ” คือหัวใจของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ








