ผศ. ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง 92 ปี ม.สวนดุสิต : ต่อยอด “ธุรกิจวิชาการ” ความว่า ตลอดระยะเวลา 92 ปีของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต การเดินทางของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ไม่เคยหยุดอยู่ที่บทบาทของ “มหาวิทยาลัย” ในความหมายดั้งเดิม มหาวิทยาลัยมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่องค์ความรู้แยกขาดจากการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้ คำว่า “ธุรกิจวิชาการ” กลายเป็นกลไกสำคัญที่มหาวิทยาลัยนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรมาแล้วไม่ต่ำกว่า 25 ปี ตั้งแต่สมัยอดีตอธิการบดีศิโรจน์ ผลพันธิน
ณ วันนี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 1 ในจุดแข็งของมหาวิทยาลัยคือ การนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทุนทางปัญญาที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและภาคธุรกิจ ซึ่งภายใต้แนวคิด SDU GOAL Plus การพัฒนาธุรกิจวิชาการมองเรื่องการหารายได้เป็นเรื่องรอง สำหรับสิ่งที่สำคัญที่มหาวิทยาลัยตระหนักยิ่งกว่าคือ มองว่าธุรกิจวิชาการเป็น “Linking-Dot” สำหรับการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” หรือ Community Ecosystem ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักศึกษา ภาคธุรกิจ และชุมชนเข้าด้วยกัน
หัวใจสำคัญประการแรกของธุรกิจวิชาการของสวนดุสิต คือ การยกระดับมาตรฐานธุรกิจวิชาการให้เป็นระบบ End-to-End Standardization หรือมาตรฐานเดียวตลอดทั้งกระบวนการ มหาวิทยาลัยต้องทำและแสดงให้เห็นว่าทุกหน่วยธุรกิจวิชาการสามารถดำเนินงานภายใต้มาตรฐานสากลเดียวกัน ทั้งด้านอาหาร การบริการ การจัดการ หรือการวิจัย ตัวอย่างเช่น การนำระบบมาตรฐานระดับโลกอย่าง HACCP หรือ FSSC มาใช้กับธุรกิจด้านอาหารของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการของสวนดุสิตมีคุณภาพตามมาตรฐานภาคอุตสาหกรรม
โลกยุคใหม่มองแต่ “คุณภาพ” คงจะไม่เพียงพอ ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) โดยเฉพาะประเด็นการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการผลิตและงานวิจัย เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาธุรกิจวิชาการให้พร้อมเข้าสู่ระบบ Modern Trade และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้
อีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การขับเคลื่อนธุรกิจวิชาการด้วยแนวคิด Data-Driven และ Multiformat การบริหารจัดการในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเป็นศูนย์กลาง ทุกการตัดสินใจควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่แม่นยำ วิเคราะห์ได้ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้จริง มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ความรู้ไปสู่การเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่ช่วยแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรมให้กับองค์กรต่าง ๆ
ในมิติของ B2B มหาวิทยาลัยสามารถสร้างมูลค่าผ่านการวิจัย การให้คำปรึกษา และการจัดอบรมเฉพาะทางหรือ Corporate Training ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกันในมิติ B2C มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตร Non-degree และการเรียนรู้แบบออนไลน์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องการการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน
การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ “ข้อมูล” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กร เพราะข้อมูลจะช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจผู้เรียน เข้าใจตลาด และสามารถออกแบบบริการทางวิชาการได้ตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้น ธุรกิจวิชาการในอนาคตครอบคลุมทั้งเรื่องของหลักสูตรและการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คน
นอกจากนี้ การสร้างกลยุทธ์แบบ Customer-Centric ก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตต้องให้ความสำคัญ เพราะมหาวิทยาลัยยุคใหม่ต้องทำบทบาทควบคู่ระหว่างการเป็น “ผู้ผลิตความรู้” ร่วมกับการทำหน้าที่เป็น “Business Connector” หรือผู้เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และชุมชน
ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัด คือ การเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับระบบการค้าสมัยใหม่ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนขนาดใหญ่ เช่น Makro หรือ Lotus’s ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน แต่ยังทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็น “พื้นที่กลาง” ของการสร้างนวัตกรรมและความร่วมมือที่เกิดผลได้จริง
บทบาทเช่นนี้ย้ำให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิตไม่ได้มองธุรกิจวิชาการในมิติของผลกำไรเท่านั้น แต่ยังมองถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม การพัฒนาคน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจวิชาการ คือ “คน” มหาวิทยาลัยต้องสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบ Multi-skill และ Ownership บุคลากรยุคปัจจุบันต้องเข้าใจทั้งระบบ มีทักษะหลากหลาย และพร้อมทำงานแบบบูรณาการ
การเปลี่ยนบทบาทจาก “อาจารย์” หรือ “เจ้าหน้าที่” ไปสู่การเป็น “Intrapreneur” หรือผู้ประกอบการภายในองค์กร คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานครั้งสำคัญ บุคลากรต้องมีความกล้าคิด กล้าตัดสินใจ และรู้สึกเป็นเจ้าของงาน พร้อมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทั้งด้านคุณภาพและความคุ้มค่า
“มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนบัณฑิต แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้สังคม” ในวาระครบรอบ 92 ปี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต คงไม่ใช่การเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่ต้องเป็นการประกาศจุดยืนของมหาวิทยาลัยที่พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมและธุรกิจวิชาการ ด้วยการสร้างวิธีคิดใหม่ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคมในระยะยาว ผ่านการผสานองค์ความรู้ มาตรฐานสากล เทคโนโลยี และพลังของผู้คนเข้าด้วยกัน ภายใต้หลักคิด “ประสานพลัง มุ่งมั่นคุณภาพ อยู่รอดอย่างยั่งยืน”








