ดร.นงค์ลักษณ์ โชติวิทยธานินทร์ สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "อะไร? ใน ปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธิน ครั้งที่ 2" ความว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน จัด “ปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธิน ครั้งที่ 2” ในหัวข้อ “อยู่อย่างไร? ในยุคข้าวของแพง” เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ หอประชุมรักตะกนิษฐ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองทางเศรษฐกิจ และร่วมกันมองหาทางออกให้สังคมไทยท่ามกลางสถานการณ์ค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่ดีดสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งราคาอาหาร พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค
เวทีปาฐกถาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 1,400 คน สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนให้ความสำคัญ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นองค์ปาฐกถา พร้อมด้วยผู้บริหารและนักวิชาการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหลายประเด็นสำคัญ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวต้อนรับและสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยว่า ความรู้ต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของประชาชน มหาวิทยาลัยนอกจากจะมีหน้าที่ผลิตบัณฑิตแล้ว ยังต้องใช้วิชาการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และช่วยประชาชนมองเห็นแนวทางในการใช้ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวถึงบทบาทของสถาบันศิโรจน์ผลพันธินกับสังคมไทย โดยเน้นให้สถาบันการศึกษาทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางปัญญา สร้างองค์ความรู้ที่สังคมเข้าถึงได้ ช่วยกันคิดเพื่อประเทศในภาพรวม และเน้นย้ำถึงการสร้างผู้นำที่ต้องมีทั้งความฉลาดเก่งและคุณธรรม ดังเช่น มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) ผู้นำทางความคิดและผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ โดยใช้หลัก “อหิงสา” เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) เป็นผู้นำทางการเมืองและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของแอฟริกาใต้
ด้าน ดร.ถนอม อินทรกำเนิด นายกสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการศึกษากับการศึกษาไทยว่า มหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกันใช้จุดแข็งของแต่ละแห่งในการพัฒนาสังคมและชุมชน ไม่ทำงานแบบแยกส่วน ต้องร่วมกันแก้ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับเอาแนวคิดหลัก Education 4.0 จากเวที World Economic Forum มาปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้ก้าวทันอนาคต
ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน กล่าวถึงตัวตนของสถาบันศิโรจน์ผลพันธินว่า ต้องการให้สถาบันเป็นพื้นที่สร้างความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเชื่อมโยงองค์ความรู้กับปัญหาของสังคมหัวใจสำคัญของงานอยู่ที่การปาฐกถาของศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ซึ่งอธิบายภาพรวมเศรษฐกิจผ่าน “ทฤษฎีบ่อปลา” เปรียบปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นน้ำ และประชาชนเป็นปลา เมื่อระดับน้ำเปลี่ยน ปลาก็ได้รับผลกระทบทั้งหมด โดยอธิบายว่า ปัญหาข้าวของแพงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีโครงสร้างและปัจจัยหลายด้าน ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาพลังงานที่สูงขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การปรับตัวอย่างเท่าทัน ทั้งในระดับรัฐและระดับประชาชน รัฐต้องไม่เป็นเพียงผู้ควบคุมระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องช่วยพยุงประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องปรับวิธีคิด วางแผน และใช้ชีวิตอย่างรอบคอบในภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ บทบาทของสถาบันศิโรจน์ผลพันธินในฐานะ ‘คลังสมองของสังคม’ ที่มุ่งสร้างองค์ความรู้สาธารณะ เพื่อให้การศึกษาไม่หยุดอยู่ในห้องเรียน แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง
รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ กล่าวสรุปภาพรวมของการจัดงานว่า ทุกปีสถาบันศิโรจน์ผลพันธินจะเลือกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาและมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะมหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทต่อประเทศและสังคมมากกว่าการผลิตบัณฑิต โดยเฉพาะการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกลุ่มที่ 3 ในการพัฒนาชุมชนและแก้ปัญหาของประเทศ
สาระสำคัญของเวทีปาฐกถาครั้งนี้อยู่ที่การหาคำตอบว่าจะลดรายจ่ายและสร้างรายได้อย่างไร พร้อม ๆ กับการชวนสังคมหันกลับมามองบทบาทของการศึกษา บทบาทของมหาวิทยาลัย และบทบาทของภาครัฐ ว่าจะร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนอย่างไรในวันที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน ประเทศไทยต้องการมากกว่านโยบายระยะสั้น แต่ต้องการ “พื้นที่ทางปัญญา” ที่ทำให้สังคมมองปัญหาเดียวกัน คิดหาทางออกเดียวกัน และร่วมกันลงมือทำ เพราะการพัฒนาประเทศอาจเริ่มต้นจากวันที่มหาวิทยาลัยลุกขึ้นมาเป็นพลังนำการเปลี่ยนแปลงของสังคม








