รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง ก้าวที่ไม่ยากของม.สวนดุสิต : สู่ “ยุค Quantum” ความว่า โลกกำลังเผชิญกับ “การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่” อีกครั้งหนึ่ง…
หากย้อนกลับไปในอดีต ยุคอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนโลกของข้อมูลข่าวสาร ยุคสมาร์ตโฟนได้เปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้คนทั้งโลก แต่ในวันนี้ โลกกำลังเดินเข้าสู่คลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่อาจลึกและซับซ้อนกว่านั้น ซึ่งก็คือ การมาบรรจบกันของ AI, Cloud Computing และ Quantum Computing ซึ่งกำลังก่อรูปเป็น “ระเบียบโลกทางปัญญา” แบบใหม่อย่างเงียบ ๆ
หลายคนอาจมองว่า Quantum เป็นเรื่องไกลตัว เป็นเทคโนโลยีระดับมหาอำนาจ หรือเป็นศาสตร์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์ขั้นสูงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง “ผลกระทบ” ของ Quantum อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคอมพิวเตอร์ ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม หากกำลังจะเปลี่ยน “วิธีคิดของมนุษย์” รวมถึง “ระบบการศึกษา” ทั่วโลก
เมื่อองค์การสหประชาชาติประกาศให้ปี 2025 เป็น “ปีแห่ง Quantum Science and Technology” ก็สะท้อนให้เห็นชัดว่า โลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะประเทศใดที่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Quantum ได้ก่อน ประเทศนั้นย่อมได้เปรียบทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอำนาจการแข่งขันของโลกยุคใหม่
สิ่งที่น่าคิดคือ…ขณะที่โลกกำลังเร่งวิ่งไปข้างหน้า ระบบการศึกษาหลายแห่งกลับยังติดอยู่กับแนวคิดแบบเดิม ๆ
ที่ผ่านมา การศึกษาไทยยังดำเนินอยู่บนแนวคิดแบบ “โรงงานอุตสาหกรรม” คือใช้หลักสูตรเดียว ห้องเรียนเดียว วัดผล
แบบเดียว และคาดหวังให้ผู้เรียนทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่โลกยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากความเป็นเส้นตรงไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความน่าจะเป็น และความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
“ยุคควอนตัมทางการศึกษา” หมายถึง การเปลี่ยนวิธีคิดทางการศึกษา จากระบบที่แข็งตัว ไปสู่ระบบที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยง และเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์มากขึ้น
ในอนาคต AI จะทำหน้าที่ตอบคำถาม และจะกลายเป็น “Learning Companion” ที่เข้าใจพฤติกรรม ศักยภาพ อารมณ์ และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน เด็กบางคนเรียนรู้ผ่านภาพ บางคนผ่านการปฏิบัติ บางคนต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจมาก ระบบการศึกษายุคใหม่จะออกแบบขึ้นโดยไม่บังคับให้ทุกคนเรียนเหมือนกันอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน Quantum Computing จะเข้ามาช่วยยกระดับการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ทำให้สามารถวิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้ที่ซับซ้อนได้รวดเร็วขึ้น จนเกิดแนวคิด “Precision Education” หรือการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ที่ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนอย่างแท้จริง
คำถามคือ…แล้วมหาวิทยาลัยไทยจะปรับตัวอย่างไร? โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤติจำนวนเด็กเกิดน้อย การแข่งขันสูง และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว หลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยจำนวนมากพยายามปรับหลักสูตร เปิดสาขาใหม่ หรือแข่งขันกันสร้างภาพลักษณ์ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคงไม่ใช่ “การเปลี่ยนชื่อ” หรือ “การปรับโครงสร้าง” หากคือการเปลี่ยน “วิธีคิด” ของมหาวิทยาลัยทั้งระบบ
มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้ ต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม และต้องกลายเป็นองค์กรที่พร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะโลกอนาคตไม่มีพื้นที่สำหรับองค์กรที่หยุดนิ่ง
สำหรับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จริง ๆ แล้วอาจมี “ต้นทุนสำคัญ” ที่เอื้อต่อการก้าวเข้าสู่ยุค Quantum มากกว่าที่หลายคนคิด เนื่องจากสวนดุสิตเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจุดแข็งเรื่องการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Active Learning) มายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ด้านอาหาร การบริการ การศึกษาปฐมวัย และพยาบาล ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และเน้นการพัฒนาทักษะมากกว่าการท่องจำ
ขณะที่โลกยุคใหม่กำลังต้องการ “คนที่คิดเป็น” มากกว่า “คนที่จำเก่ง” โดยทักษะสำคัญของคนยุคใหม่นอกจากความรู้แล้ว ยังต้องมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และลงมือปฏิบัติจริง โลกในอนาคตจะเป็นโลกของการเชื่อมโยงความคิดมากกว่าการเรียนรู้แบบแยกส่วน เช่นนี้จึงเป็นหมุดหมายที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสามารถต่อยอดได้ทันที หากสามารถนำ AI และระบบข้อมูลเข้ามาสนับสนุนการเรียนรู้ เพิ่มความยืดหยุ่นของหลักสูตร และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ข้ามศาสตร์มากขึ้น
ที่สำคัญ โลกยุค Quantum ต้องการควบคู่ทั้ง “คนเก่งเทคโนโลยี” และ “มนุษย์ที่เข้าใจมนุษย์” เพราะแม้ AI จะฉลาดขึ้น แต่ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจสังคม การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และจริยธรรม ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องทำหน้าที่เป็นแกนสำคัญอยู่เสมอ
เมื่อมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “สถานที่สอนหนังสือ” ไปสู่ “พื้นที่สร้างปัญญา” ที่เชื่อมโยงคน เทคโนโลยี และสังคมเข้าด้วยกัน …การก้าวเข้าสู่ยุค Quantum ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต คงจะไม่ใช่เรื่องยากที่สุด เพราะสิ่งที่ท้าทายจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ “การกล้าเปลี่ยนวิธีคิด”
โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ขณะที่การแข่งขันทางการศึกษาก็กำลังวัดกันที่ “ความสามารถในการปรับตัว” และในวันที่ AI กับ Quantum กำลังกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของโลก การอยู่รอดของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตก็ต้องปรับตัวและโอบรับการเปลี่ยนแปลง และคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในการก้าวเข้าสู่ “ยุคควอนตัมทางการศึกษา” อย่างมั่นใจ...








