ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน” อีก 1 Power ของ ม.สวนดุสิต ความว่า เมื่อมหาวิทยาลัยในวันนี้ต้องทำหน้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงกำหนดทิศทางการพัฒนาไว้ภายใต้แนวคิด ‘Power of SDU’ “ก้าวไปข้างหน้าด้วยปัญญาและพลังของพวกเรา” ซึ่งประกอบด้วยพลังสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ การบริหาร (Power of Management) วิชาการ (Power of Academic Excellence) วิจัย (Power of Research & Innovation) ผู้เรียน (Power of Student & Alumni) การเชื่อมโยงสังคม (Power of Community Engagement) และระบบนิเวศการเรียนรู้ (Power of Next Ecosystem) แนวคิดนี้เป็นทั้งกรอบเชิงนโยบายและวิธีคิดที่นำไปใช้จริงในฐานะกลไกการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัย
ภายใต้กรอบคิดดังกล่าว ‘สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน’ คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนพลังทั้ง 6 ด้านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
บทบาทของสถาบันได้ทำหน้าที่ผลิตองค์ความรู้ที่ขยายไปสู่การจัดระบบความรู้ การสื่อสาร และการต่อยอดให้เกิดประโยชน์วงกว้าง การทำงานลักษณะนี้สะท้อนวิธีคิดที่มองมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ใช่พื้นที่ที่แยกตัวออกมา
เมื่อพิจารณาในเชิงการทำงานของสถาบันแล้ว จะเห็นว่าสถาบันมีบทบาทเชื่อมโยงกับหลายมิติพร้อมกัน
มิติของการบริหาร สถาบันมีส่วนสนับสนุนให้การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างมีทิศทาง ผ่านการจัดการองค์ความรู้ แนวคิด และกลไกที่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน แนวทางลักษณะนี้สอดคล้องกับการบริหารยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้ง “ผลลัพธ์” และ “กระบวนการ” ไปพร้อมกัน
มิติทางวิชาการ สถาบันมีบทบาทสร้างพื้นที่ของความคิด ทั้งการผลิตบทความ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาโมเดลทางความรู้ที่สามารถนำไปใช้ต่อได้จริง ความเข้มแข็งในส่วนนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถยืนอยู่บนฐานของความรู้ที่มั่นคง และพัฒนาไปสู่ความเป็นสากล
ด้านการวิจัยและนวัตกรรม การทำงานของสถาบันไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ให้ความสำคัญกับการนำไปใช้ การต่อยอด และการเชื่อมโยงสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงระบบ แนวทางนี้ทำให้ความรู้ไม่หยุดอยู่ในห้องวิจัย แต่สามารถสร้างผลกระทบในโลกจริง
มิติของผู้เรียน สถาบันมีบทบาทส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต ทั้งในด้านทักษะ ความคิด และการปรับตัว แม้ว่าสถาบันจะไม่ใช่หน่วยงานที่ทำงานกับผู้เรียนโดยตรง แต่การสนับสนุนเชิงระบบจะทำให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งมิติที่เห็นได้ชัดคือการเชื่อมโยงกับสังคม สถาบันทำหน้าที่นำองค์ความรู้ไปสู่สาธารณะ ผ่านการสื่อสาร การสำรวจความคิดเห็น และการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทในฐานะ “ผู้นำทางความคิด” ที่สามารถสะท้อนและชี้นำสังคม
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของโลกการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ทำให้สถาบันมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและเท่าเทียม แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่เพียงคำพูดแต่นำไปสู่การปฏิบัติ
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าสถาบันศิโรจน์ผลพันธินทำหน้าที่มากกว่าหน่วยงานหนึ่งในโครงสร้างมหาวิทยาลัย แต่เป็น “ตัวเชื่อม” ที่ทำให้พลังในแต่ละด้านทำงานร่วมกันอย่างสมดุล
ความสำคัญของบทบาทสถาบันศิโรจน์ผลพันธินนี้ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่ดูเหมือนแยกจากกัน สามารถมาบรรจบกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ การวิจัย การบริหาร หรือการทำงานกับสังคม เมื่อเกิดการเชื่อมโยงในแต่ละมิติ พลังของมหาวิทยาลัยก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามที่ต้องคิดต่อยอดกันต่อไปคือ ในอนาคต การขับเคลื่อนลักษณะนี้จะต่อยอดไปสู่ระดับใด
เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และต้องมองให้ไกลกว่าการทำงานในปัจจุบัน
สิ่งที่สำคัญคือ การรักษาสมดุลของพลังทั้ง 6 ด้านให้ก้าวเดินไปด้วยกัน ไม่เน้นด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป และเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาในมิติที่ยังมีศักยภาพอีกมาก
“พลัง” ของมหาวิทยาลัยจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกส่วนทำงานเชื่อมโยงกัน เมื่อความรู้นำไปใช้และเมื่อการเรียนรู้ขยายออกไปสู่ชีวิตจริงของผู้คน
สถาบันศิโรจน์ผลพันธินนับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสวนดุสิตให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง








