กมธ.งบประมาณปี 2570 เผยผลประชุมนัดสำคัญ ถกปมภาษีบุหรี่ 2 อัตราทำรายได้รัฐวูบปีละหมื่นล้าน พร้อมจี้กรมสรรพสามิตสกัด "บุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า" ด้านกรมธนารักษ์รับลูก เล็งทบทวนที่ราชพัสดุปล่อยทิ้งร้าง เปิดทางประชาชนเช่าทำมาหากิน
วันที่ 9 ก.ค.2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณว่า ปัจจุบัน กมธ. ใช้เวลาพิจารณาไปแล้ว 5 วัน รวม 39 ชั่วโมง มีหน่วยงานที่ผ่านการพิจารณาแล้ว คิดเป็นร้อยละ 1.62 ของหน่วยงานทั้งหมด
นายกรวีร์ เปิดเผยว่า การพิจารณางบประมาณของกรมสรรพสามิต จำนวนกว่า 5.5 พันล้านบาท มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "โครงสร้างภาษีบุหรี่" โดย กมธ. ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดเก็บภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราในปัจจุบัน มีแนวโน้มทำให้รายได้ของรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่ารัฐสูญเสียรายได้ถึง 10,000 - 20,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าที่มีภาระภาษีต่ำกว่า รวมถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า
ทางด้านผู้แทนกรมสรรพสามิตชี้แจงว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น "ระบบอัตราเดียว" เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อรายได้รัฐและเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ส่วนปัญหาสินค้าหนีภาษี ได้มีการบูรณาการร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 มิติ คือ 1.ต้นน้ำ ตรวจสอบปราบปรามตามแนวชายแดน 2.กลางน้ำ สกัดกั้นจุดกระจายสินค้าของภาคเอกชนและเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าว 3.ปลายน้ำ สร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคเห็นถึงความเสี่ยงของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
"ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. ซึ่งเราไม่ได้พิจารณาแค่ตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่จับตาไปถึงประสิทธิภาพการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ พร้อมส่งข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการปรับปรุงแก้ไข" นายกรวีร์ ย้ำ
ขณะที่ น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวถึงการพิจารณางบประมาณของกรมธนารักษ์ จำนวนกว่า 6.4 พันล้านบาทว่า กมธ. ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ โดยเสนอให้กรมธนารักษ์ทบทวนพื้นที่ที่ส่วนราชการขอใช้ประโยชน์ไว้แต่ยังไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ เพื่อนำกลับมาจัดสรรให้ประชาชนเช่าทำมาหากิน โดยทางกรมธนารักษ์ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการ "ธนารักษ์เพื่อราษฎร์" ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อจัดระเบียบให้ประชาชนที่เข้าใช้พื้นที่รัฐได้ทำสัญญาเช่าอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยให้สามารถนำเอกสารไปขอน้ำ-ไฟ ทะเบียนบ้าน และขอสินเชื่อได้ โดยมีผู้เข้าร่วมแล้วกว่า 119,800 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกประมาณ 15,000 ราย
“ในปีงบประมาณ 2570 กรมธนารักษ์มีแผนปรับแนวทางบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่ภาคเอกชนเช่ามาเป็นเวลานาน โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมรายใหม่ๆ เข้ามาเช่าพื้นที่มากขึ้น เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด”น.ส.ณัฐธิดา กล่าว








