“เรืองไกร” เตรียมร้องนายกฯ สั่งสอบ “สมชาติ” เด็กส้ม แฉถือหุ้น 16บริษัทมูลค่ากว่า 110 ล้าน ไม่แจ้ง ป.ป.ช.
วันที่ 9 ส.ค.69 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักเคลื่อนไหว เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ เวลา 9.30 น. จะไปยื่นหนังสือพร้อมพยานหลักฐานจำนวนมากด้วยตนเองที่ศูนย์รับเรื่องตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบ ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต1 พรรคประชาชน ว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ตาม บอจ. 5 ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือไม่ มีการชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าหรือไม่ เงินที่นำมาซื้อหุ้นหรือเงินที่ขายหุ้น มาจากที่ใด รวมทั้งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจหรือการประกอบกิจการของบริษัทต่างๆ ว่าเป็นไปตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยไปร้องขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ ต่อมาได้ทำการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบข้อมูลการเป็นกรรมการและการถือหุ้นอีกหลายบริษัท ซึ่งมีชื่อว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เคยเป็นผู้ถือหุ้น และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ คิดมูลค่าหุ้นจาก บอจ.5 แล้วมีจำนวนกว่าร้อยล้านบาท แต่ไม่แจ้ง ป.ป.ช. ประกอบด้วย 1.ตามแบบ บอจ.5 ของ 4 บริษัท พบว่า ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ ยังคงถือหุ้นอยู่หลังจากพ้น สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 รวมมูลค่าหุ้นได้ 9,079,500 บาท แต่ไม่ได้แจ้ง ป.ป.ช.
2.ตามแบบ บอจ.5 ของ 12 บริษัท พบว่า ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เคยถือหุ้นก่อนวันที่ต้องแจ้งบัญชีต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. ปี 66 รวมมูลค่าหุ้นได้ 102,879,900 บาท
นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ แจ้ง ป.ป.ช. กรณีพ้น สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68 ว่ามีทรัพย์สินรวม 30,000,000 บาท หนี้สินรวม 12,270,000 บาท โดยทรัพย์สินที่เป็นเงินลงทุน 100,000 บาท โดยนำวงเงินประกันชีวิตมาแจ้งไว้ แต่ไม่มีการแจ้งเงินลงทุนที่เป็นหุ้น ไว้แต่อย่างใด
ซึ่งการไม่แจ้งเงินลงทุนดังกล่าว จึงน่าสงสัยนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติม จนพบข้อมูลอันควรเชื่อได้ว่า ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ ได้โอนหุ้นออกไปให้บุคคลอื่นถือแทนก่อนแจ้งบัญชีต่อ ป.ป.ช. ต่อมาก็ให้บุคคลดังกล่าวโอนหุ้นกลับมาไว้ในบริษัทที่ให้บริการทางกฎหมายที่ตนถือหุ้นใหญ่อีกทอดหนึ่ง ซึ่งหุ้นที่ยังมีชื่อถืออยู่รวม 4 บริษัทก็ไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้น สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68
"การโอนหุ้นไปมา ต้องเกี่ยวข้องกับการรับจ่ายเงินค่าหุ้นด้วย แต่ไม่มีหลักฐานที่นำมาแสดงไว้ในรายได้รายจ่ายต่อ ป.ป.ช. จึงน่าสงสัยว่าการโอนหุ้นกันไปมานั้น มีการชำระเงินกันอย่างไร หรือมีการตั้งลูกหนี้เจ้าหนี้ไว้หรือไม่ เมื่อใช้เวลาหลายวันเพื่อตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป จึงเห็นได้ว่าข้อมูลที่พบมีความผิดปกติไม่สอด คล้องต้องกัน เข้าข่ายที่ควรตรวจสอบเชิงลึกต่อไป" นานเรืองไกร กล่าว
นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ มหาดไทย ทรัพย์ฯ และยุติธรรม จึงเห็นว่าควรทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร เพื่อสั่งการให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป
นอกจากนี้ ยังทราบอีกว่าบางบริษัทอาจมีการถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่าง ด้าวด้วย โดยการจดทะเบียนบริษัทให้คนไทยถือหุ้นเกินร้อยละ 51 ให้คนต่างด้าวถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 เพื่อให้บริษัทนั้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย เพื่อจะได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ ซึ่งอาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายหากมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และเรื่องนี้น่าจะอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของ DSI ด้วย ซึ่งข้อมูลการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ของ สส. รายนี้ มีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง จึงจำเป็นต้องยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
#เรืองไกร #สมชาติ #พรรคประชาชน #เด็กส้ม #ถือหุ้น16บริษัท #ปปช #การเมือง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








