วิปฝ่ายค้านจัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่ 4 ด้าน ‘พนิดา มงคลสวัสดิ์’ สส.พรรคประชาชน เปิดข้อมูลบัตรลงคะแนนเลือกระดับประเทศ พบตัวเลขเรียงตรงกันเป๊ะหลายสิบใบ ชี้พฤติกรรมคะแนนรอบเช้าสูงปรี๊ดแต่รอบบ่ายลดฮวบ ตั้งสมมติฐานมีการจัดตั้ง “ทีมโหวต” หวังดันผู้สมัครกลุ่มละ 6–7 คนครอบคลุมทั้ง 20 กลุ่ม ก่อนเข้าสู่รอบเลือกไขว้ พร้อมจี้ กกต. เร่งส่งเรื่องให้ศาลชี้ขาด
วันที่ 9 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดกิจกรรม “เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ครั้งที่ 4 ณ รัฐสภา โดยมี น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมพยานบุคคลที่มาร่วมให้ข้อมูลสำคัญ
น.ส.พนิดา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบัตรลงคะแนนเลือก สว. ระดับประเทศในช่วงเช้า พบชุดตัวเลขหมายเลขผู้สมัคร เช่น 84, 111, 95, 7, 126, 49, 148, 107, 137 และ 14 เรียงลำดับตรงกันเป๊ะทั้งหมด 18 ใบ ในกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง (กลุ่ม 1) ซึ่งผู้สมัคร 7 อันดับแรกในโพยนี้ได้รับเลือกเป็น สว. ตัวจริง ได้แก่ นายมงคล สุระสัจชา ประธานวุฒิสภา (คะแนนรอบเช้า 34 คะแนน รอบบ่าย 67 คะแนน) และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง (คะแนนรอบเช้า 40 คะแนน รอบบ่าย 74 คะแนน) อย่างไรก็ตาม ผู้สมัคร 3 อันดับสุดท้ายในกลุ่มนี้กลับมีคะแนนรอบเช้าสูง แต่คะแนนรอบบ่ายลดฮวบเหลือเพียงไม่กี่คะแนน
นอกจากนี้ ในกลุ่มทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ และประมง (กลุ่ม 6) ยังพบการใช้โพยหลักชุดเดียวกัน เรียงลำดับตรงกันเป๊ะจำนวน 16 ใบ ได้แก่ 79, 77, 46, 33, 16, 93, 152, 26, 60 และ 74 โดยผู้สมัคร 7 คนแรกได้เป็น สว. ตัวจริง เช่น นายยะโก๊ะ หีมละ จ.สงขลา (คะแนนรอบเช้า 38 คะแนน รอบบ่าย 59 คะแนน) และ น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ (คะแนนรอบเช้า 31 คะแนน รอบบ่าย 61 คะแนน) ซึ่งทราบว่าเป็น 1 ใน 8 รายชื่อที่กรมสืบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณา ขณะที่ผู้สมัคร 3 อันดับสุดท้ายก็มีแพทเทิร์นเดียวกัน คือคะแนนรอบเช้าสูงแต่รอบบ่ายลดฮวบอย่างน่าสงสัย
น.ส.พนิดา ระบุเพิ่มเติมว่า รูปแบบดังกล่าวแพร่กระจายอยู่ในอีกหลายกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มแรงงาน (กลุ่ม 7), กลุ่มผู้ประกอบการใหญ่กว่า SME (กลุ่ม 10), กลุ่มท่องเที่ยว (กลุ่ม 11) และกลุ่มการศึกษา (กลุ่ม 13) โดยผู้สมัครส่วนใหญ่ที่คะแนนตกฮวบช่วงบ่าย มักมาจากจังหวัดที่มีจำนวนอำเภอน้อย เช่น นนทบุรี อ่างทอง และเลย
น.ส.พนิดา กล่าวว่า เมื่อนำคะแนนรอบบ่ายของผู้สมัครที่ได้เป็น สว. ตัวจริง 10 อันดับแรกจากทั้ง 20 กลุ่มมาเรียงลำดับ พบว่ามีผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงประมาณ 6–7 คน ส่วนที่เหลือตกหน้าผาทันที จึงตั้งสมมติฐานว่า อาจมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อดันผู้สมัครให้ได้เป็น สว. กลุ่มละ 6–7 คนให้ครบทั้ง 20 กลุ่ม
จากการคำนวณตามกติกาการเลือกไขว้ในรอบบ่าย การเลือกไขว้รอบบ่าย แบ่งเป็น 4 สาย สายละ 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมี 40 คน รวมเป็น 160 คนต่อสาย ผู้ลงคะแนนมีสิทธิ์โหวตให้กลุ่มอื่นกลุ่มละ 5 คะแนน (รวมคะแนนในสาย 800 คะแนน) หากต้องการให้ผู้สมัคร 6 คนต่อกลุ่ม การันตีได้เป็น สว. (ต้องการราว 60 คะแนน/คน) จะต้องใช้คะแนนรวม 360 คะแนน หรือคิดเป็น 45% ของผู้มีสิทธิ์โหวตทั้งหมด 160 คน การจะควบคุมคะแนนระดับนี้ได้ จำเป็นต้องมี “ทีมโหวตที่สั่งการได้” ผ่านเข้ารอบบ่ายจำนวน 18–21 คนต่อกลุ่ม การเลือกรอบเช้าในกลุ่มตนเองมีผู้สมัคร 154 คน (77 จังหวัด × 2 คน) รวม 1,540 คะแนน การจะดันคนเข้ารอบบ่ายให้ได้ 18 คน (คะแนนเฉลี่ย 30 คะแนน/คน) ต้องใช้คะแนน 540 คะแนน คิดเป็น 35.6% หรือต้องมีทีมโหวตตั้งแต่รอบเช้าประมาณ 55 คนต่อกลุ่ม หากต้องการคุมกระบวนการนี้ให้สำเร็จครบทั้ง 20 กลุ่ม จะต้องมีเครือข่ายที่สั่งการโหวตได้เข้าร่วมการเลือกระดับประเทศรวมสูงถึง 1,100 คน
น.ส.พนิดา ย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดเป็นหลักฐานทางสถิติและพฤติการณ์เชิงวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงในการเลือกระดับประเทศ ไม่ใช่การกล่าวหาลอยๆ พร้อมตั้งคำถามไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า หลักฐานเหล่านี้เพียงพอให้เชื่อได้หรือยังว่าการเลือก สว. มีการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หาก กกต. ไม่ยื่นเรื่องต่อศาล จะใช้เหตุผลใดในการหักล้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้








