บรรยากาศทางการเมืองไทยในห้วงยามนี้ กำลังหมุนวนเข้าสู่จุดเดือดครั้งใหม่ เมื่อสปอตไลท์ทุกดวงจับจ้องไปยังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินมหาศาลถึง 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมองเพียงผิวเผิน ย่อมเห็นเป็นเพียงกระบวนการทางนิติบัญญัติและตัวเลขทางบัญชีภาครัฐตามวงรอบปกติ
ทว่า ในเนื้อแท้ลึกลงไปภายใต้ตึกสภาผู้แทนราษฎร นี่คือสมรภูมิรบทางความคิด และเป็นสงครามตัวแทนครั้งสำคัญระหว่างสองขั้วอำนาจใหม่ที่จะกำหนดทิศทางลมและดุลอำนาจของประเทศ
ฝ่ายหนึ่งคือค่ายสีน้ำเงินหรือพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังเร่งเข็นมาตรการไทยช่วยไทยพลัสออกมาซื้อใจประชาชนคนรากหญ้า ขณะที่อีกฟากฝั่งคือค่ายสีส้มหรือพรรคประชาชน ฝ่ายค้านที่ใช้มีดโกนดิจิทัลไล่ชำแหละงบประมาณเพื่อหวังปฏิวัติโครงสร้างประเทศ
การปะทะกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดสรรเม็ดเงินหรือการจัดงบประมาณแผ่นดิน หากแต่เป็นยุทธศาสตร์การช่วงชิงมวลชนครั้งใหญ่ที่สุดก่อนที่กระดานการเมืองจะก้าวเข้าสู่คูหาเลือกตั้งในอนาคต
หากจะพิเคราะห์ถึงความเคลื่อนไหวของค่ายสีน้ำเงิน ภาพจำในอดีตของพรรคภูมิใจไทยที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพรรคบ้านใหญ่ คุมเครือข่ายอุปถัมภ์และฐานเสียงเฉพาะกลุ่มในต่างจังหวัด บัดนี้กำลังถูกท้าทายด้วยยุทธศาสตร์การยกระดับตัวเองสู่การเป็นพรรคมวลชนระดับชาติ เพื่อขึ้นแท่นเป็นหัวขบวนหลักของปีกอนุรักษนิยมใหม่ โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ถูกเข็นออกมาอย่างเร่งด่วน ทั้งการขยายสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและการอัดฉีดเม็ดเงินตรงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก จึงไม่ใช่นโยบายแก้ขัดทางเศรษฐกิจธรรมดา แต่มันคือการหยิบเอาตำราประชานิยมที่อดีตแกนนำรัฐบาลยุคก่อนๆ เคยใช้จนประสบความสำเร็จ มาปัดฝุ่นและประทับตราสีน้ำเงินลงไป ในแง่กลยุทธ์การเมือง เงินสดและความช่วยเหลือที่ส่งตรงถึงมือประชาชนในภาวะที่ปากท้องกำลังฝืดเคืองและเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ เปรียบเสมือนวัคซีนทางการเมืองชั้นดีที่รัฐบาลใช้ฉีดเพื่อสร้างระบบอุปถัมภ์รูปแบบใหม่ เป็นการซื้อใจมวลชนในวันนี้เพื่อสร้างหลักประกันว่าฐานเสียงกลุ่มใหญ่ของประเทศจะกลายเป็นเกราะกำบังอันแข็งแกร่งคอยปกป้องรัฐบาลจากการสั่นคลอนของฝ่ายค้าน และเป็นการประกาศศักยภาพว่าพวกเขามีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทางการเมืองในระยะยาว
ข้ามมาอีกฟากฝั่งของกระดานการเมือง พรรคประชาชนย่อมรู้ดีว่าการจะลงสนามแข่งขันด้วยสรรพกำลัง เงินทุน หรือกลไกอำนาจรัฐนั้นเป็นเรื่องที่เสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง ยุทธวิธีในชั้นกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 จึงถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสงครามความคิดและความเชื่อผ่านกลยุทธ์มีดโกนดิจิทัล พวกเขาเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีและวิธีสื่อสารสมัยใหม่ ย่อยตัวเลขงบประมาณที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก ให้กลายเป็นข้อมูลที่เข้าถึงง่ายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อส่งสารตรงถึงประชาชนว่า เงินภาษีที่ควรจะเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า กลับถูกดึงไปใช้กับระบบราชการที่เทอะทะ งบจัดซื้อจัดจ้างที่ซ้ำซ้อน และงบผูกพันที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่
นี่คือการทำศัลยกรรมความคิดครั้งสำคัญที่พรรคประชาชนกำลังพยายามเปลี่ยนสถานะของประชาชน จากผู้รอรับความเมตตาหรือความช่วยเหลือจากรัฐ ให้กลายเป็นผู้ทวงคืนสิทธิ์และภาษีของตนเอง การต่อสู้ของฝ่ายค้านจึงไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การตัดลดตัวเลขในสมุดปกขาว แต่เป็นการสร้างความตื่นรู้และดึงมวลชนให้มาร่วมเป็นพันธมิตรในการกดดันอำนาจรัฐ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในศึกงบประมาณปี 2570 จึงกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างสองปรัชญาการเมืองที่ต่างกันสุดขั้ว ทางแพร่งที่ประชาชนไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ในแง่หนึ่งคือลัทธิอนุรักษนิยมร่วมสมัยที่เน้นความมั่นคงเฉพาะหน้า ผ่านระบบอุปถัมภ์ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือในกระเป๋าเสื้อทันที สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของคนรากหญ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะถูกนักวิชาการวิจารณ์ว่าเป็นประชานิยมระยะสั้นที่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะและไม่ได้สร้างความยั่งยืนก็ตาม
ขณะที่อีกแง่หนึ่งคือแนวคิดเสรีนิยมก้าวหน้าที่มุ่งสร้างสิทธิและรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อความเท่าเทียมในระยะยาว แม้ว่านโยบายเปลี่ยนโครงสร้างเช่นนี้อาจเห็นผลช้าและไม่ทันใจคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องการการเยียวยาในปัจจุบัน ซึ่งความต่างขั้วนี้เองที่ทำให้มวลชนต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดในวันนี้กับความมั่นคงในวันหน้า
ท่ามกลางสงครามความคิดที่แหลมคมนี้ สิ่งที่น่าจับตามองคือปฏิกิริยาของประชาชนในต่างจังหวัดและเขตเมือง ซึ่งต่างก็ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า การขับเคี่ยวกันในสภาจึงเป็นเสมือนเวทีประชันวิสัยทัศน์ว่าโมเดลแบบใดจะสามารถซ่อมแซมโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปราะบางได้ดีกว่ากัน
ฝ่ายรัฐบาลพยายามแสดงให้เห็นว่ากลไกของรัฐและการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศภายใต้การนำของค่ายสีน้ำเงินคือคำตอบที่รวดเร็วและจับต้องได้จริง ส่วนฝ่ายค้านก็พยายามชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีการผ่าตัดใหญ่ในระบบงบประมาณ ประเทศไทยก็ย่อมติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิมๆ และไม่สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ การโต้เถียงด้วยวาทกรรมและตัวเลขทางสถิติจึงเป็นไปอย่างเข้มข้นและทรงพลัง
ท้ายที่สุดแล้ว การหักเหลี่ยมเฉือนคมในศึกงบประมาณครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เกมในสภาที่เสร็จสิ้นแล้วแยกย้าย หากแต่เป็นเสมือนปฐมบทของการหาเสียงล่วงหน้าของทั้งสองขั้วอำนาจเพื่อปูทางไปสู่สนามเลือกตั้งใหญ่
ในระยะสั้นฝั่งรัฐบาลอาจได้เปรียบ เพราะเสียงของปากท้องที่อิ่มในวันนี้ย่อมดังกว่าและจับใจผู้คนได้ง่ายกว่าสำหรับคนที่กำลังยากลำบาก แต่ในระยะยาวหากกลไกเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างแท้จริง และเม็ดเงินแจกเริ่มหมดลง ยุทธวิธีซึมลึกทางความคิดของพรรคประชาชนที่มุ่งรื้อโครงสร้างงบประมาณ ก็พร้อมจะขยายแดนและกลืนกินฐานเสียงเดิมของรัฐบาลไปเรื่อยๆ
ผลลัพธ์ของสงครามความคิดครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า สังคมไทยในอนาคตอันใกล้ จะยังคงเลือกประคับประคองชีวิตด้วยระบบอุปถัมภ์ที่ช่วยให้อิ่มท้องวันนี้ หรือพร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ระบบสวัสดิการที่การันตีความเท่าเทียมในวันหน้า ซึ่งคูหาเลือกตั้งในวันข้างหน้าจะเป็นผู้ให้คำตอบที่แท้จริงและเป็นธรรมที่สุด








