วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม. ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายอัครชัย กันธมาลา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดุสิต ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งในปีนี้มีการตั้งงบประมาณสูงถึง 727,609,730 บาท โดยแบ่งเป็นงบบำรุงรักษากล้องวงจรปิด 357,378,200 บาท งบจัดซื้อและการติดตั้ง 201,436,430 บาท และงบสาธารณูปโภค 168,795,100 บาท นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดใหม่โดยสำนักการจราจรและการขนส่ง ยังมีการตั้งงบประมาณไว้อีก 6 โครงการ จำนวนกล้องใหม่ 922 ตัว มูลค่ารวม 63,417,600 บาท
นายอัครชัยระบุถึงความผิดปกติที่พบในการอภิปรายครั้งนี้ โดยเฉพาะประเด็นการติดตั้งสายเคเบิลใยแก้วและค่าแรงที่สูงเกินจริงถึง 2 เท่า โดยพบว่าราคาเคเบิลใยแก้วขนาด 12 Core มีการนำเสนอราคาที่เมตรละ 39 บาท ทั้งที่ยี่ห้อมาตรฐานขายปลีกทั่วไปอยู่ที่ 20 บาทต่อเมตร ขณะที่ค่าแรงในการติดตั้งตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางควรอยู่ที่ประมาณ 30-37% ของค่าวัสดุ หรือประมาณ 10 บาทต่อเมตร ซึ่งเมื่อคำนวณราคาที่เหมาะสมแล้วควรอยู่ที่ 30 บาทต่อเมตร แต่ราคากลางที่เสนออยู่ในปัจจุบันกลับสูงถึง 58 บาทต่อเมตร นอกจากนี้ยังพบความซ้ำซ้อนในโครงการกล้อง AI จับปรับบนทางเท้า โดยงบประมาณปี 2570 มีการเสนอโครงการระบบวิเคราะห์วิดีโอด้วย AI ทั้งที่ในปีงบประมาณ 2569 ได้มีการขอโครงการจัดหาระบบตรวจจับในลักษณะเดียวกันไปแล้วด้วยงบประมาณ 9,370,000 บาท
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกมองว่ามีพิรุธมากที่สุดคือโครงการจัดซื้อกล้องวงจรปิดเปล่า จำนวน 2,200 ตัว ในราคาตัวละ 22,000 บาท และจำนวน 1,938 ตัว ในราคาตัวละ 5,700 บาท รวมเป็นงบประมาณ 66,265,630 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวไม่รวมค่าอุปกรณ์และค่าแรงติดตั้ง ทั้งที่จากการตรวจสอบบริษัทที่เสนอราคาพบว่ามีบริการรับติดตั้งกล้องวงจรปิดอยู่แล้ว แต่กรุงเทพมหานครกลับไม่ใช้บริการซึ่งจะมีความคุ้มค่ามากกว่าการจัดซื้อกล้องเปล่า นอกจากนี้ในการแปรญัตติปี 2569 ยังพบว่ามีการสอดแทรกโครงการจัดซื้อกล้อง CCTV เข้ามา ซึ่งมีงบประมาณและสเปกกล้องระดับ Enterprise ตรงกับโครงการในปี 2570 ทั้งที่เป็นสินค้าที่สามารถหาตัวแทนจำหน่ายได้หลายบริษัทในไทย
สำหรับการพิจารณาด้านราคาในปีงบประมาณ 2569 ยังพบข้อสงสัยเนื่องจากมีการกำหนดเกณฑ์คะแนนด้านราคาเพียง 20% ส่วนอีก 80% ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีเพียง 4 บริษัทที่ยื่นเอกสาร และมีบริษัทหนึ่งที่ไม่ผ่านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในปี 2569 แต่กลับมาปรากฏชื่อเป็นผู้เสนอราคาในปีงบประมาณ 2570 ทั้งที่บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจด้านวิศวกรรมและให้คำปรึกษาทางเทคนิค ไม่ได้อยู่ในหมวดธุรกิจจำหน่าย CCTV และมีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกัน 3 ปี
โดยนายอัครชัยกล่าวย้ำว่า "ผมไม่ได้ต่อต้านการติด CCTV แต่ความปลอดภัยต้องเริ่มด้วยความโปร่งใส หากไม่มีความโปร่งใสก็คิดไม่ออกว่า ประชาชนที่ออกมาใช้ชีวิต เวลาเกิดอุบัติเหตุจะเชื่อกล้อง CCTV ได้อย่างไร ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อให้ภาษีประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่า ให้ภาษีของทุกคนกลับมาหากรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง"
ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมโดยเห็นด้วยว่ากระบวนการจัดซื้อต้องผ่านระบบ E-bidding ส่วนประเด็นค่าวัสดุและค่าติดตั้งที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีราคาแพงนั้น คณะกรรมการราคากลางจะต้องเป็นผู้ตอบข้อสงสัยให้ได้ พร้อมยืนยันว่ากล้องที่จัดซื้อนั้นไม่ใช่กล้องเปล่า แต่เนื่องจากปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีกล้องวงจรปิดกว่า 65,000 ตัว ซึ่งหลายตัวใช้งานมานานกว่า 10 ปีและเป็นรุ่นเก่า จึงจำเป็นต้องทยอยเปลี่ยนเป็นกล้องระบบดิจิทัลตามงบประมาณที่มี โดยมีการกำหนดคุณลักษณะไว้ 2 สเปกเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ








