วันที่ 24 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายกรนิจ โน้นจุ้ย ผู้ตรวจราชการพงกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงมาตรการของรัฐบาลในการดูแลช่วยเหลือประชาชน ทางมิติด้านพลังงาน และราคาสินค้าอุปโภค บริโภคว่า กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักถึงต้นทุน ของประชาชนและผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ติดตาม และร่วมมือกับห้างค้าส่ง ปลีกและผู้ผลิตทุกราย ในการตรึงราคาสินค้า เนื่องจากพิจารณาแล้วว่าผู้ประกอบการมีสต๊อกเดิมอยู่ในมือ จึงไม่มีเหตุอันควรที่จะต้องขึ้นราคา
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์ยังไม่แน่นอน กระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการเชิงรุก โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับผู้ประกอบการ และ supplier รายใหญ่ค้าส่ง ค้าปลีก รวมถึงสมาคมการค้า เพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทย ร่วมมือกันจัดหาสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น ในรูปแบบของ house brand และ fighting Brand เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน นอกเหนือจาก กลไกการค้าของห้างค้าส่ง ปลีก
นายกรนิจ กล่าวว่า สำหรับสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย สินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลา สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน ซึ่งผู้ผลิตที่มีศักยภาพ ผลิตสินค้าเหล่านี้ จะนำมาเป็นทางเลือกให้กับประชาชน และเป็นการกระจายสินค้า ในช่วงที่มีปัญหาในปัจจุบัน เพื่อให้ไปถึงทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยโครงการนี้จะร่วมมือกับเครือข่าย ห้างค้าปลีกทั่วประเทศ ร่วมกับโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อ โดยโครงการจะเริ่มในเดือนเมษายน-พฤษภาคม
นายกรนิจ กล่าวว่า นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ในวันพรุ่งนี้(25 มี.ค.) กระทรวงพาณิชย์จะเสนอ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.) โดยพิจารณาสินค้าสำคัญ เพื่อยกระดับมาตรการทางกฎหมาย เพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุม เช่นเม็ดพลาสติก รวมถึงน้ำดื่มบรรจุขวด ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง นอกจากนี้จะมีการปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น จากเดิมที่มีแค่การแจ้งเปลี่ยนราคา โดยครั้งนี้จะต้องมีการแจ้ง ขออนุญาต ก่อนการปรับราคาขึ้นทุกครั้ง ทุกครั้ง อาทิ สินค้าที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน เช่นกระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก ผ้าอนามัย ผลิตภัณฑ์ล้างจานผ้าอนามัย และ สบู่
นายกรนิจ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนการจัดกิจกรรมกระจายสินค้าอุปโภค บริโภค ผ่านโครงการธงฟ้า ตั้งแต่เดือนมีนาคม-สิงหาคม ส่วนเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์จะจัดโครงการธงเขียวพลัส เพื่อลดภาระของเกษตรกรโดยเฉพาะค่าปุ๋ย ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้ปุ๋ยเพื่อทำนาปี ข้าวโพด มันสำปะหลัง และ ปาล์ม
นายกรนิจ กล่าวว่า ส่วนการกำกับดูแลสินค้า วานนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดชุดบริหารของกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด ราคาสินค้าเพื่อเข้าไปตรวจราคาสินค้า และภาวะการค้าใน
กทม.และปริมณฑล และจังหวัดต่างๆรวม 393 แห่ง ซึ่งพบว่ามีสินค้าบางส่วนปรับราคา เช่นเนื้อสัตว์ที่ปรับราคาตามต้นทุนและสภาพอากาศ ส่วนสินค้าที่บรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกก็จะมีการปรับราคาสูงขึ้น และตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พบผู้กระทำความผิดทางกฎหมาย ประมาณ 13 รายใน 9 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นการไม่ติดป้ายแสดงราคา ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า จะร่วมมือกับผู้ผลิตห้างค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลไม่ให้มีใครฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในช่วงนี้ และหากประชาชนพบการฉวยโอกาสขึ้นราคา ก็สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 ของกระทรวงพาณิชย์







