ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกเชื่อว่าการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจะช่วยลดโอกาสของสงคราม ประเทศต่าง ๆ เปิดการค้า เชื่อมโยงการลงทุน และสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ภายใต้ความเชื่อนี้ หลายฝ่ายคาดหวังว่าการพึ่งพาซึ่งกันและกันจะทำให้ต้นทุนของการทำสงครามสูงเกินกว่าที่ใครจะยอมจ่าย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ทำให้สมมติฐานดังกล่าวถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
สงครามรัสเซีย–ยูเครนแสดงให้เห็นว่า การค้าพลังงานไม่สามารถยับยั้งการใช้กำลังทางทหารได้ ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสะท้อนว่าปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีอิทธิพลเหนือเหตุผลทางเศรษฐกิจ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แม้ยังมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมหาศาล แต่ทั้งสองประเทศกลับแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในทุกมิติ ตั้งแต่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ความมั่นคง ไปจนถึงอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศ
แม้ว่าบางประเทศจะเปิดฉากยิงกันด้วยอาวุธแล้ว แต่หลายประเทศ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างจีนและสหรัฐ กลับยังอยู่แค่ระดับของ “การแข่งขัน” และการแสดงออกทางการเมืองและการทูตเพื่อแสดงพลังเท่านั้น
นั่นอาจเป็นเพราะยุคนี้ สงครามอาจไม่จำเป็นต้องเกิดในภาพของการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้เครื่องมือ และวิธีการอื่นๆบ่อนทำลายกันและกันได้แทนลูกระเบิด เพราะการแข่งขันในยุคนี้ไม่ได้หมายถึงการรบด้วยรถถังหรือเรือรบเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทุกองค์ประกอบที่สามารถกำหนดอำนาจของรัฐได้ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ แร่หายาก เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดาวเทียม ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึงข้อมูลข่าวสาร การ “รบ” กันของมหาอำนาจจึงอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้พลังทางทหาร แต่ใช้การแข่งขัน แก่งแย่ง ตัดทอน ฝ่ายตรงข้ามในการครอบครองและเพิ่มพูนพลังอำนาจเอาแทน
จึงไม่แปลก ที่ประเทศต่างๆจะเตรียมทั้งประเทศให้พร้อมรับมือกับความขัดแย้งในทุกรูปแบบ เพื่อให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญในการเอาชนะและยืนหนึ่งเหนือผู้อื่น จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หลายประเทศเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม พร้อมกับลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยี การวิจัย และการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
เพราะนั่นคือการเพิ่มพูน “ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว" (Resilience) นั่นเอง ยิ่งใครมีมากก็ยิ่งได้เปรียบในสมการหลังจากนี้ไป
ประเทศที่มั่นคงในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ใช่ประเทศที่มีรถถังมากที่สุด หากแต่เป็นประเทศที่ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ระบบไฟฟ้าจะถูกโจมตี แม้ระบบธนาคารจะถูกแฮก แม้เส้นทางการค้าจะหยุดชะงัก หรือแม้เทคโนโลยีสำคัญจะถูกตัดขาดจากตลาดโลก
ดังนั้น สิ่งที่มหาอำนาจกำลังสร้างจึงไม่ใช่เพียงกองทัพ หากแต่เป็น "ความยืดหยุ่นของชาติ" ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี พลังงาน อาหาร และสังคม การแข่งขันเพื่อครอบครองตลาดชิป การแย่งชิงแร่หายาก การควบคุมข้อมูล การพัฒนา AI หรือแม้แต่การต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสาร ล้วนเป็นสนามแข่งขันที่สามารถกำหนดความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ได้ไม่ต่างจากสมรภูมิทางทหาร
นั่นทำให้หลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาต่างชาติในอุตสาหกรรมสำคัญ กระจายฐานการผลิต และสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ แม้จะต้องแลกกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นก็ตาม เพราะในโลกปัจจุบัน ประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ความมั่นคงของระบบกลับกลายเป็นคุณค่าที่สำคัญไม่แพ้กัน
แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากแนวโน้มดังกล่าว
ประการที่ 1 เราควรทำความเข้าใจว่าความมั่นคงไม่ได้เป็นหน้าที่ของกองทัพเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของทั้งประเทศ ตั้งแต่ระบบสาธารณสุข การศึกษา พลังงาน ความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง
ประการที่ 2 ประเทศไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ไม่ผูกอนาคตไว้กับตลาดหรือมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว การรักษาความสัมพันธ์ที่สมดุลกับทุกฝ่าย พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจไทยในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ประการที่ 3 เราจำเป็นต้องลงทุนกับ "คน" มากพอ ๆ กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะในยุคที่ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นปัจจัยแห่งอำนาจ บุคลากรที่มีคุณภาพจะกลายเป็นทรัพยากรด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของประเทศ
และประการที่ 4 ประเทศไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาต่างชาติให้มาก ต้องยืนได้ด้วยตัวเอง และต้องรีบสร้างจุดแข็งให้ประเทศ เพื่อใช้เป็นพลังอำนาจในการต่อรองและเอาตัวรอดในจังหวะอันตราย การยืนได้ด้วยตัวเอง การมีจุดแข็งที่ทำให้โลกเกรงใจ คือหัวใจสำคัญที่จะไม่ทำให้เราถูกเตะไปซ้ายทีขวาทีตามใจมหาอำนาจในยามที่เขาตบตีกัน
ท้ายที่สุด โลกในวันนี้อาจยังไม่เข้าสู่สงครามโลกครั้งใหม่ แต่ก็ไม่ใช่โลกที่กลับสู่ความสงบแบบเดิมเช่นกัน สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือยุคของการแข่งขันที่ดำเนินอยู่ทุกวัน ทั้งในสนามเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเมือง และความมั่นคง ในบริบทเช่นนี้ ประเทศที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาวุธมากที่สุด หากแต่เป็นประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุด รับมือกับวิกฤตได้ดีที่สุด และรักษาเสถียรภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง...นั่นเอง








