สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการค้าข้าวมูลค่าสูงของไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีการค้าโลก มุ่งหวังยกระดับรายได้เกษตรกร
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการศึกษาการยกระดับรายได้เกษตรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ร่วมกับบริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด โดย สนค. ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน จึงได้ดำเนินโครงการฯนี้ภายใต้แนวคิดปรับวิชาการ สู่การ “ปฏิบัติเชิงนโยบาย” และมุ่งเน้นให้การค้าข้าวไทยปรับทิศทางจาก “การขายปริมาณ” สู่ “การขายคุณค่า” ตามนโยบาย New Rice Economy ของท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วยกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” หรือ Demand Driven โดยแบ่งข้าวมูลค่าสูงตามฟังก์ชั่นความต้องการโลกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวรักษ์โลก กลุ่มข้าวมีเรื่องราว และกลุ่มข้าวสุขภาพ เพื่อศึกษาแนวโน้มและปริมาณความต้องการของตลาด และนำไปสู่การปรับด้านการผลิตข้าวมูลค่าสูงให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวง ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใช้สนับสนุนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที เพื่อยกระดับการค้าข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน
จากการศึกษาพบว่า ตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เช่น กลุ่มข้าวสี (ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวแดง) (Colored rice (Black/Brown/Red)) ครองส่วนแบ่งมากกว่า 50% ของมูลค่าตลาดข้าวมูลค่าสูงทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตจาก 22.0–23.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 ไปสู่ 47.0–48.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) เป็นกลุ่มข้าวสุขภาพที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากข้าวสี โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 7.8–10.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของตลาดข้าวมูลค่าสูง) และคาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วย CAGR 4.1–6.8% หรือมีมูลค่าราว 13.0–20.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 ข้าวคาร์บอนต่ำ (low Carbon rice) แม้ในปี 2567 จะมีฐานมูลค่าที่ยังเล็กอยู่เพียง 0.3–0.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่พบว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงที่สุดถึง 30% ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 5.0–8.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 สำหรับตลาดข้าวมูลค่าสูงของไทย ในปี 2567 มีการคาดการณ์ส่วนแบ่งข้าวมูลค่าสูงของไทย ว่าจะอยู่ประมาณ 9 – 12% ของตลาดโลก คิดเป็นมูลค่า 2.3 – 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งสูงถึง 13 -18 % ของตลาดโลก และมีมูลค่า 4.9 – 10 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2578
นอกจากนี้ ผลการสำรวจตลาด พบว่า ฮ่องกง ข้าวไทยยังคงครองแชมป์ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 57% (ประมาณ 150,000 ตัน) และผู้บริโภคมีพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีความต้องการความสะดวก (Ready-to-eat) แต่ยังต้องดูดีและสุขภาพดี ปัจจัยที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อข้าวไทยนั้นเพราะความคุ้มค่าเงิน 41% ซึ่งเทียบเท่ากับการตัดสินใจซื้อเพราะคุณภาพที่ 40% ในขณะที่ กวางโจว มองว่า ข้าวไทยถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม โดยผู้บริโภคเลือกรสชาติและกลิ่นหอมเป็นจุดแข็งถึง 82% และคุณภาพ 73% ขณะที่ความคุ้มค่าเงินได้รับเลือกเพียง 11% อย่างไรก็ตาม ปริมาณการนำเข้าโดยรวมลดลง เนื่องจากช่องว่างระหว่าง ราคากับความคุ้มค่า เริ่มกว้างขึ้น เมื่อเทียบกับข้าวจากประเทศอื่น รวมทั้งประเด็นความเชื่อมั่นด้านความสม่ำเสมอของคุณภาพข้าวไทยที่มีน้อยลง
ในขณะที่ข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าสนใจของกลุ่มข้าวมูลค่าสูง พบว่าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งอย่างเด็ดขาดในทั้งสองตลาด ตามมาด้วยข้าวอินทรีย์และข้าวพันธุ์พิเศษระดับพรีเมียม ในขณะที่อุปสรรคของข้าวไทยในสองตลาดนี้อยู่ที่การยกระดับมูลค่าต่อหน่วย ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึงประโยชน์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ผู้บริโภคปลายทางเข้าถึงได้ ควบคู่กับการจัดทำกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างกับการรับรู้เกี่ยวกับความหลากหลายและความพรีเมียมของข้าวไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กับการเจาะช่องทางร้านสุขภาพ และการทำกิจกรรม ณ จุดขาย เพื่อสร้างความแตกต่างในระยะยาว
การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์รวม 108 คน จาก 57 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการค้าข้าวมูลค่าสูงของประเทศไทย และแลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขยายโอกาสทางการค้าข้าวมูลค่าสูง 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านต้นน้ำ พัฒนาสายพันธุ์และยกระดับเกษตรกร (2) ด้านกลางน้ำ ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ (3) ด้านปลายน้ำ สร้างอุปสงค์และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ (4) ด้านมหภาค กำหนดเป้าหมายข้าวมูลค่าสูง พร้อมสร้างแบรนด์และป้องกันการปลอมปน และ (5) ด้านการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการจับคู่ธุรกิจและยกระดับยุทธศาสตร์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
โดยมีความเห็นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. คุณอรรัตน์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกข้าวมูลค่าสูง คือการทำให้เห็นว่าจะได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตและรวมถึงค่าใช้จ่ายในการขอรับรองมาตรฐาน นอกจากนี้ ต้องสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภครู้จักข้าวมูลค่าสูงของไทย สร้างภาพลักษณ์และการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของกลุ่มข้าวเฉพาะที่หลากหลายมากขึ้นทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้าอย่างยั่งยืน
2. ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย Head of Field Operation โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ให้ความเห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นปัจจัยท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพข้าวไทย ซึ่งขณะนี้โครงการ Thai Rice GCF ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ตลอดจนการผลิตตามมาตรฐานข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) และขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแพลตฟอร์มระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Platform) ของการปลูกข้าว เพื่อรวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต และสร้างฐานข้อมูลที่พร้อมสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพและการแข่งขันทางการค้าข้าวไทย
3. คุณลลนา ศรีคราม ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด (ต้นแบบกลุ่มข้าวรักษ์โลก) ให้มุมมองต่อการพลิกสถานการณ์ข้าวไทยโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ภาครัฐควรสนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรในวงกว้างได้รับรองมาตรฐานสากล เพื่อเป็นใบเบิกทางในการผลักดันข้าวไทยสู่ตลาดโลกมากขึ้น ระยะกลาง การพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยให้มีคุณภาพเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมในตลาดข้าวโลก และ ระยะยาว ควรสร้างชาวนาที่เป็นคนรุ่นใหม่ สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการปลูกข้าวได้ ซึ่งจะช่วยสานต่อและส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้ในระยะยาวต่อไป
4. คุณกุลประทีป สุภัทรประทีป กรรมการผู้จัดการ บริษัท กินนร จำกัด และวิสาหกิจชุมชนไบโอแบล็ค (ต้นแบบกลุ่มข้าวคุณค่าเฉพาะ) ให้ความสำคัญต่อการยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยจะต้องส่งเสริมการสร้างแบรนด์ การเล่าเรื่องราวสินค้า (Storytelling) และการตลาดเชิงรุก ควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม (Distribution of Wealth) ตามแนวคิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) นอกจากนี้ ยังต้องสร้างแรงจูงใจ และความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง
5. คุณภูวินทร์ คงสวัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีซีไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (EASYRICE) มองว่าไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการปรับปรุงพันธุ์ที่ดี ครอบคลุมตั้งแต่กฎระเบียบการปรับปรุงพันธุ์ การใช้ AI ช่วยพัฒนาพันธุ์ เพื่อให้ไทยมีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงและยังคงความหอมของข้าวไทย รวมทั้งทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นผู้นำตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลก หากสามารถยกระดับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงการผลิตกับความต้องการของตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายข้างต้นจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการกำหนดนโยบายด้านการค้าข้าวของประเทศ และเป็นแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก “ข้าวไทยนอกจากจะแข่งขันกันเรื่องคุณภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องเพิ่มการแข่งขันด้วยมาตรฐาน ความยั่งยืน นวัตกรรมและความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคการขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูงจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มราคาสินค้า แต่เป็นการยกระดับระบบการค้าข้าวไทยทั้งระบบ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย และรักษาความเป็นผู้นำของประเทศไทยในตลาดข้าวโลกในระยะยาว”








