วันที่ 27 ส.ค.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณี ตามที่สื่อสังคมโซเชียลมีเดียได้นำเสนอข่าวเกี่ยวห้วงที่ผ่านมามีการถูกหลอกลวงต้มตุ๋น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุนหรือการขายสินค้า การทำทัวร์ การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงความน่าชื่ถือหรือในรูปแบบปากต่อปาก(Word of mouth) เป็นต้น ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง มียอดเสียหายจำนวนมาก ว่าปัจจุบันที่มีสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ประชาชนอาจจะแสวงหาการลงทุนในรูปแบบใหม่จึงอาจจะตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยช่องว่างในการหลอกลวง โดยใช้รูปแบบของคนมีชื่อเสียงหรือมีความน่าเชื่อถือ ให้ประชาชนหรือผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นจึงหลงเชื่อไปร่วมลงทุน หรือซื้อสินค้าและบริการต่างๆ โดยการนำแผนลงทุนและผลตอบแทนในระยะสั้นนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมลงทุนก่อน แต่ต่อมาเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งไม่มีการจ่ายผลตอบแทนทำให้เกิดความเสียหาย อีกทั้งยังพบในรูปแบบการหลอกลวง ปากต่อปาก (Word of mouth) ทำให้ประชาชนในวงกว้างหลงเชื่อ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ดำเนินการตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีความห่วงใยในกรณีดังกล่าวและได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำการปราบปรามและสืบสวนดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดในการหลอกลวง การฉ้อโกง ต้มตุ๋นมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว นักลงทุน ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกำชับสั่งการให้กองบัญการทุกพื้นที่มีการปราบปรามอาชญากรรมที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงประชาชนประเภทต่างๆ เป็นเหตุมีผู้หลงเชื่อและสูญเสียทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก เช่น หลอกลวงลงทุน หลอกลวงให้ขายสินค้าจากผู้มีชื่อเสียง หลอกซื้อทัวร์เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ, กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การกระทำในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โดยการกระทำความผิดที่พบอยู่บ่อยครั้งอาจเข้าข่ายในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน เป็นต้น มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทุกคดีที่ผู้เสียหายได้มาร้อง ยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร. ได้กำชับให้พนักงานสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมในการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายจับ และออกสืบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขอฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน นักลงทุน ขอให้พึงระลึกว่า “ของฟรีไม่มีในโลก ของถูก ต้องถูกอย่างมีเหตุผล" โดยหลักการนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้เกี่ยวกับการลุงทุน การตรวจสอบข้อมูลในการลงทุน ผู้ลงทุนต้องดูความน่าเชื่อถือของผู้ชักชวน บริษัทที่ประกอบกิจการ หลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกัน การจ่ายผลตอบแทน งบดุล หรือตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่นวข้องเสียก่อน รวมทั้งให้ดูถึงพฤติการณ์ของผู้ชักชวน ผู้ประกอบการ หรือ นิติบุคคลโดยละเอียดและอย่าหลงเชื่อกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมหลอกลวงดังกล่าวโดยง่าย หากประชาชนมีข้อมูลเบาะแส สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ หมายเลขสายด่วน 191 หรือ 1599 หรือ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปอส.ตร.) ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติถนนพระรามที่ 1 แขวงวังใหม่เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร 10330 โทรศัพท์ 02 252 788 3-4 โทรสาร 02 252 788 1-2 สายด่วน 1155

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน