PTT-KV-DJSI-Online

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่ามีชาวบ้านในพื้นที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และใน จ.พระนครศรีอยุธยา ร้องเรียนมายังสมาคมฯเพื่อขอให้เป็นธุระในการร้องเรียนกล่าวโทษผู้บริหารกรมธนารักษ์ และกรมศิลปากรใน 2 กรณีดังนี้

กรณีที่ 1 ตามที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารทั้งแถบในที่ดินราชพัสดุในเขตเทศบาลเมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2554 จนเสียหายทั้งหมด ต่อมาธนารักษ์พื้นที่นครราชสีมาและเทศบาลเมืองปัก ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำผังและก่อสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ทดแทนเพื่อให้ชาวบ้านรายเดิมได้ใช้สิทธิเช่าอาศัยกันต่อไป แต่ปรากฎว่ามีการเปลี่ยนแปลงผังและแบบก่อสร้างใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เช่าบางรายที่ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบที่กรมธนารักษ์กำหนด โดยไม่ได้มีการยกเลิกผังเดิมที่ได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายแล้ว จนทำให้ผู้เช่าเดิมเดือดร้อนและเสียหาย กลายเป็นข้อขัดแย้งกันมาอย่างยาวนานกว่า 8 ปีจวบจนปัจจุบัน

กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การกระทำของธนารักษ์พื้นที่นครราชสีมาและเทศบาลเมืองปัก อาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ โดยใช้กลไกของอำนาจรัฐที่อยู่เหนือประชาชนคนยากคนจน กระทำการเปลี่ยนแปลงผังแบบแปลนการก่อสร้างอาคารใหม่ไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และอาจเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางราย ขัดต่อ พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พรบ.ที่ราชพัสดุ 2562 และ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยชัดแจ้ง

กรณีที่ 2 ตามที่กรมศิลปากรได้ว่าจ้างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) โดยให้ผู้รับเหมาดำเนินโครงการขุดวางแนวสายเคเบิลเพื่อวางระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ที่วัดไชยวัฒนาราม ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโบราณสถานมีอายุกว่า 400 ปี เป็นเหตุให้อิฐและกำแพงโบราณถูกทำลายเพื่อเปิดทางในการวางสายเคเบิ้ล-สายไฟฟ้าลงดิน แทนที่จะขุดเป็นอุโมงค์ลอด จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศในขณะนี้นั้น

แม้กรณีดังกล่าวรองอธิบดีกรมศิลปากรจะอ้างว่าเป็นอิฐกำแพงใหม่เมื่อดำเนินการวางสายเคเบิ้ลเสร็จแล้วก็จะทำการก่อซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ แต่จากสภาพความเสียหายของกำแพงและอิฐแต่ละก้อนที่แตกเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นอิฐเก่าหรือไม่ก็ต้องถือว่าเป็นการทำลายโบราณสถาน ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากรมศิลปากรไม่ได้ใช้หลักวิชาการทางโบราณคดีมาปรับปรุงซ่อมแซมโบราณสถาน ไม่มีมาตรการควบคุมตามกฎหมายแต่อย่างใด หากแต่ปล่อยให้ผู้รับเหมากระทำการซ่อมแซมไปเสียอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อถูกสังคมจับได้ก็มักจะออกมากล่าวอ้างแบบเอาสีข้างเข้าถูไม่สมกับเป็นหน่วยงานด้านการอนุรักษ์โบราณสถานแต่อย่างใด ซึ่งกรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า กลไกการบูรณะปรับปรุงซ่อมแซมโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม อาจไม่เป็นไปตาม ม.10 ม.10 ทวิ ประกอบ ม.32 และ ม.35 แห่งพรบ.โบราณสถานฯ 2504 และประมวลกฎหมายอาญา ม. 360 และ ม.360 ทวิ ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากร PEA และผอ.อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จะปฏิเสธความรับผิดชอบไปไม่ได้

ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมชาวบ้านทั้ง 2 จังหวัดจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเอาผิดธนารักษ์พื้นที่โคราช เทศบาลเมืองปัก อธิบดีกรมศิลปากร PEA และผอ.อุทยานฯอยุธยาต่อไป โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันพฤหัสที่ 22 สิงหาคม 62 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด