เพื่อให้การดูแลลูกๆ ของบรรดาผู้ประกอบ "อาชีพแม่" เป็นเรื่องที่สนุก ง่าย และทันสมัยกว่าที่เคย และเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วันนี้จึงอยากจะขออาสาพาไปทำความรู้จักกับ 5 นวัตกรรมที่จะช่วยให้การดูแลลูกๆเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยนวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการส่งเสริมจาก “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA” ขอบอกเลยว่าเหมาะกับคุณแม่ในยุคดิจิทัล เป็นอย่างมาก เพราะนวัตกรรมเหล่านี้จะเป็นเสมือนมือขวาและผู้ช่วยที่คอยเทคแคร์ให้บรรดาเด็กๆได้รับทั้งประสบการณ์ พัฒนาการ นันทนาการ และโภชนาการที่เหมาะสม และยังช่วยให้คุณแม่ลดความกังวลในการเลี้ยงลูกได้อีกหลายสเต็ป

เริ่มกันที่ ปัญหาสุขภาวะในช่องปาก โดยเฉพาะปัญหา “ฟันผุ” ซึ่งมักจะพบในกลุ่มเด็กเล็กที่ชอบรับประทานขนมแต่มักจะแปรงฟันไม่สะอาด “นมป้องกันฟันผุแดรี่โฮม” ถือเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ช่วยลดปัญหาดังกล่าว โดยมีการคัดเลือกจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดจากช่องปากของคน (Lactobacillus paracasei SD1) มาประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพช่องปากในรูปแบบต่างๆ เช่น นมอัดเม็ด โยเกิร์ต นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม โดยมีคุณสมบัติทั้งการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Streptococcus Mutans และ Streptococcus Sobrinus แบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของฟันผุ อีกทั้งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในน้ำลาย และควบคุมจำนวนเชื้อก่อโรคฟันประเภทต่างๆ ให้สามารถคงอยู่ในช่องปากเพื่อกำจัดแหล่งเชื้อฟันผุได้นาน พร้อมเกาะติดเยื่อบุผิวในช่องปากได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวถือเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะลดการสูญเสียฟันก่อนวัยอันควรในกลุ่มเด็กเล็ก ทั้งยังสามารถดูแลรากฟันตั้งแต่ยังเป็นฟันน้ำนมไปจนถึงฟันแท้ได้เลยทีเดียว

หมดปัญหาการรับส่งหลังเลิกเรียนไปกับ คิดส์อัพ : แอพพลิเคชั่นแก้ปัญหาจราจรหน้าโรงเรียน การรับลูกหลังเลิกเรียนเป็นอีกหนึ่งกิจวัตรที่คุณแม่หลายคนประสบปัญหาทั้งการสูญเสียเวลาและความเครียดที่เกิดจากการจราจร มลพิษจากยานยนต์ รวมทั้งการวนรถหรือการจอดรถรอบริเวณโรงเรียน แต่อุปสรรคเหล่านี้กำลังจะหมดไป เพราะแอปพลิเคชันคิดส์อัพจะช่วยให้คุณแม่สามารถรับลูกๆโดยที่ไม่มีการจอดรถรอ เนื่องจากแอพฯ มีฟังก์ชันที่สามารถกด Call เมื่อกำลังจะไปรับนักเรียน ระบบจะเชื่อมกับกูเกิ้ลแพลตฟอร์มในการคำนวณระยะเวลาที่จะถึงหน้าโรงเรียน ในขณะเดียวกันก็จะเชื่อมไปยังโรงเรียนซึ่งใช้เพียงคอมพิวเตอร์พีซี 1 เครื่องต่อเข้ากับโทรทัศน์ และเชื่อมฐานข้อมูลเด็กกับผู้ปกครองที่จะมารับ เพื่อให้ทางโรงเรียนสามารถพาเด็กมาได้ทันเวลาที่ผู้ปกครองมารับ ขณะเดียวกันเด็กที่มีโทรศัพท์มือถือก็จะมีแอพพลิเคชั่นสำหรับเด็ก ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อผู้ปกครองจะมารับได้เช่นเดียวกัน

ยังอยู่ที่เรื่องของความปลอดภัยกับนวัตกรรม “นาฬิกาป้องกันเด็กหาย POMO Kids Watch” ใช้สำหรับติดตามพฤติกรรมของเด็กเพื่อป้องกันเด็กหาย โดยไอเทมนี้ได้นำเทคโนโลยีระบบ Take me home ซึ่งเป็นระบบที่นําทางเด็กกลับบ้าน และมีเส้นทางบอกในนาฬิกา ระบบเพิ่มเพื่อนถ้าใช้นาฬิกาโทรศัพท์เหมือนกันอยู่ใกล้กันเพียงแค่เขย่าตัวเรือนนาฬิกา นาฬิกานี้ได้สร้าง แอพพลิเคชันที่ทํางานร่วมกับตัวเซ็นเซอร์ และ Accelerometer algorithm เพื่อทํางานในฐานะผู้ติดตาม สามารถส่งและรับข้อความ เสียง และ อีโมติคอน โต้ตอบกับพ่อแม่ได้ นอกจากนี้เมื่อมีเหตุจําเป็นจะมีปุ่ม SOS ที่ส่งการแจ้งเตือนไปถึงผู้ปกครองได้ และบอกพิกัดได้อย่างแม่นยํามากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี 3G Triple mode Tracking ซึ่งพัฒนาจากรุ่นเดิมที่เป็น 2G อุปกรณ์นี้จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาเด็กหายหรือเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้

อีกหนึ่งนวัตกรรมสำหรับลูกน้อยที่น่าสนใจไม่แพ้กัน “เกมอาร์เทอแลนด์ (Artheland)” โดยเกมนี้ถูกสร้างมาเพื่อเอาใจคุณแม่ที่หลายครั้งหลายครา ลูกๆเรียกร้องขอเล่นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต และคุณแม่บางคนก็อาจจะเกิดความกังวัลว่า สื่อหรือเกมในเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้จะมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง แต่สำหรับ “เกมอาร์เทอแลนด์” จะเป็นเกมที่ช่วยพัฒนาความคิด และให้ความบันเทิงกับเด็กๆ ทั้งนี้ ผู้พัฒนาเกมได้อาศัยเทคโนโลยี Web/Mobile Application เทคโนโลยีการสร้างเกม และเทคนิคการคำนวณลักษณะการเล่นเฉพาะบุคคล มาพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มเกมอาร์เธอแลนด์ ให้เป็นเกมที่สามารถช่วยเสริมทักษะด้านการแก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เหตุผล โดยเนื้อหาเกมจะถูกสร้างจากพฤติกรรมของผู้เล่นแต่ละคนเพื่อให้เกิดสถานการณ์ที่เหมาะสมกับระดับความคิดของผู้เล่นนั้นๆ นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังมีฟังก์ชั่นสำหรับใช้เก็บข้อมูลพัฒนาการของการเล่นเฉพาะบุคคล เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับประเมินและช่วยวางแผนการเสริมสร้างประสบการณ์ในอนาคตอีกด้วย

ปิดท้ายกับผลิตภัณฑ์เก๋ๆ สำหรับคุณแม่ที่มีลูกสาวที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้ผ่านพฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องความสวยความงามของคุณแม่ ทั้งการแต่งตัว การใช้เครื่องสำอาง “น้ำยาทาเล็บสำหรับเด็ก ซาติ (SATI) ” จึงช่วยตอบโจทย์ความกังวลเกี่ยวกับสารเคมีเจือปนที่ดูแล้วจะไม่ปลอดภัยสำหรับลูกน้อย เพราะเป็นน้ำยาทาเล็บสำหรับเด็กที่มีลักษณะพิเศษคือ เมื่อต้องการกำจัดสีเดิม สามารถใช้เล็บสะกิดแล้วลอกออกได้ ไม่ต้องใช้สารทำละลายที่อยู่ในน้ำยาทาเล็บ โดยมีการผสมกันระหว่างสารยึดเกาะชนิดสารสังเคราะห์คืออะคริลิกอิมัลชันฐานน้ำซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าเรซินสังเคราะห์ คือ ไนโตรเซลลูโลสที่ต้องใช้สารตัวทำละลายมาละลายเรซิน และผลิตภัณฑ์สีทาเล็บนี้เมื่อแห้งแล้ว สีจะเป็นฟิล์มบางๆเกาะบนผิวเล็บมีความยืดหยุ่นสูง เนื่องจากมีการใช้น้ำยางพาราเป็นส่วนผสมร่วมกับอะคริลิกอีมัลชันฐานน้ำและเมื่อต้องการลอกสีทาเล็บเดิมออกกทำได้ง่ายโดยการสะกิดให้สีเผยอออกแล้วลอกสีออกเป็นแผ่น ลักษณะดังกล่าวนี้มีข้อดีกว่าสีทาเล็บทั่วไปคือ สามารถลอกออกได้ง่าย มีส่วนผสมในองค์ประกอบเป็นสารจากธรรมชาติคือน้ำยางพาราที่มีความปลอดภัยสูง

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA เผยว่า จะเห็นได้ว่าตลาดสินค้า บริการ และนวัตกรรมเพื่อแม่และเด็กมีการเติบโตต่อเนื่องสวนกระแสกับสภาวะอัตราการเกิดที่ลดน้อยลง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ หรือนักพัฒนานวัตกรรมจะชิงจังหวะในการสร้างสรรค์เทคโลยีหรือธุรกิจนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ยุคใหม่นี้ โดยสามารถขอรับคำปรึกษาหรือการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ จาก NIA ได้ ซึ่งในโอกาสครบรอบขวบปีที่ 10 ของการเป็นองค์การมหาชน NIA มุ่งเดินหน้าสู่การเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนบริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศ ผ่านกลไกและการประสานงานให้เกิดการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในฐานะผู้ประสานระบบ (System Integrator) เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการได้รับการสนับสนุนให้กับเยาวชน นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้สนใจการพัฒนานวัตกรรมทุกระดับ นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ INNOVATION NATION หรือประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand