คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

การทูตเป็นเรื่องที่แสนจะละเอียดอ่อน ต้องใช้ทั้งความอดทน และยังจะต้องควบคุมอารมณ์ให้มีความนิ่ง แต่คุณสมบัติเหล่านี้กลับตาลปัตรตรงกันข้ามกับนิสัยเฉพาะตัวของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” อย่างสิ้นเชิงโดยชีวิตที่ผ่านมาของเขาเป็นทั้งนักธุรกิจชั้นเซียนที่มุ่งทำแต่ตักตวงผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แถมยังเป็นนักบันเทิงที่คอยสร้างเรื่องดราม่าได้อย่างชั้นเซียนเหยียบเมฆอีกด้วย

จากการรายงานของ “เดวิด แอนเดลแมน”นักข่าวและนักเขียนมืออาชีพที่มีชื่อเสียงเรืองนามชาวอเมริกัน ได้ออกมารายงานล่าสุดผ่านทางซีเอ็นเอ็นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม 2019 นี้ว่า หลังจากคณะตัวแทนของสหรัฐอเมริกาและคณะตัวแทนของประเทศจีนได้เสร็จสิ้นการเจรจาในเรื่องปัญหาการค้าเสร็จสิ้นลงแล้ว ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ “รัฐมนตรีต่างประเทศไมเคิล ปอมเปโอ”แห่งสหรัฐฯและ “รัฐมนตรีต่างประเทศหวัง อี้” ของจีน ก็ได้มีโอกาสเดินทางมาพบปะกันที่กรุงเทพฯ!!!

ในการพบปะกันครั้งนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้คำมั่นสัญญาต่อกันว่า “จะหาทางเจรจาเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาเรื่องการขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน”

แต่เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมาแถลงว่า สหรัฐฯจะเพิ่มอัตราภาษีใหม่ 10% กับสินค้าที่สหรัฐฯนำเข้ามาจากจีนในวงเงิน 300 พันล้านเหรียญ โดยจะมีผลบังคับในวันที่ 1 กันยายนนี้ นอกเหนือจากภาษีขาเข้าสินค้าจีนที่มีอยู่แล้ว 250 พันล้านเหรียญ

อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวตราหน้าจีนอย่างค่อนข้างหนักว่า “จีนเป็นตัวการในการปั่นค่าเงิน”

แปลว่าความตั้งใจของรัฐมนตรีต่างประเทศปอมเปโอาและรัฐมนตรีต่างประเทศหวัง อี้ ทำมาทั้งหมดนั้นไร้ผล!!!

และแล้วเมื่อวันจันทร์นี้รัฐบาลจีนได้ตอบโต้สหรัฐฯโดยขู่ว่าจะให้เงินหยวนอ่อนค่าหลุดเส้น “7 หยวนต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ” ซึ่งถือว่าเป็นการอ่อนค่าที่สุดครั้งแรก ที่ทำให้เกิดแนวรบใหม่ที่เสี่ยงและเป็นอันตรายในสงครามการค้าเป็ฯอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 2008

โดยจีนได้ย้ำตลอดมาว่า “รัฐบาลจีนพร้อมที่จะเจรจาและพร้อมที่จะต่อสู้กับสหรัฐอเมริกา”

มาตรการตอบโต้ของจีนต่อประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ถือว่าใช้เงินหยวนมาเป็นอาวุธ อีกทั้งรัฐบาลจีนยังสั่งห้ามบรรดาบริษัทต่างๆของจีนซื้อสินค้าทางการเกษตรจากสหรัฐอเมริกาด้วย

การเผชิญหน้าของสงครามเศรษฐกิจของสองประเทศนี้ เป็นผลให้ตลาดหลักทรัพย์เกิดปั่นป่วนไปทั่วโลก โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ทรุดตัวลงต่อเนื่องโดยดิ่งร่วงลงไปกว่า 760 จุด มีผลทำให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ

อีกทั้งจีนได้ออกมากล่าวตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์ว่า จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นฝ่ายเริ่มประกาศศึกทางการค้าก่อน จึงทำให้จีนต้องตอบโต้อย่างไม่มีทางเลือก!!!

และถึงแม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯจะมีการปรับตัวในวันอังคารที่ผ่านมานี้อย่างมาก อีกทั้งรอยร้าวและความเสี่ยงก็ได้เกิดขึ้นจนยากที่จะหวนกลับสู่สภาพปกติได้อีกตต่อไปแล้ว ถือว่าทั้งสองประเทศพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่ได้ปล่อยหมัดตรงแบบแย็บแลกกันหมัดต่อหมัด

หากว่ามาตรการเช่นนี้เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ จีนก็อาจจะเพิ่มราคาสินค้าขาออกให้สูงมากขึ้น และคนจีนภายในประเทศก็จำต้องจ่ายค่าสินค้าสูงขึ้น ส่วนผลกระทบของคนอเมริกันก็จะต้องซื้อสินค้าสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และย่อมจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างรุนแรง เพราะที่ผ่านมาพวกเขาจำเป็นที่จะต้องพึ่งตลาดของจีนและอาจจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯชลอตัวลงอีกด้วย

คราวนี้ลองหันมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันแสนจะเลวร้ายแบบสุดๆในรอบปีเกี่ยวกับที่คนร้ายสังหารหมู่ในสองเหตุการณ์ในเวลาใกล้เคียงกันแค่เพียงสิบสามชั่วโมงในเมืองเอลปาโซ ตลาด วอลมาร์ท ณ รัฐเท็กซัส เมื่อวันเสาร์ และ เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอเมื่อตอนเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้

สำหรับเหตุการณ์ที่เมืองเอลปาโซ มีผู้เสียชีวิต 22 คน และมีผู้บาดเจ็บ 24 คน ซึ่งมีชาวแม็กซิกันแปดคนที่เสียชีวิต และเหตุการณ์ที่สองที่เมืองเดย์ตันมีผู้เสียชีวิต 9 คน!!!

อนึ่งไม่กี่นาทีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่เมืองเอลโซ ผู้ก่อเหตุได้โพสต์ข้อความทางออนไลน์ว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการตอบโต้ต่อชาวแม็กซิกันที่บุกรุกเข้ามาในรัฐเท็กซัส”

อย่างไรก็ตามที่เป็นทราบกันทั่วไปว่า วาทกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเกลียดชังและนำไปสู่การต่อต้านผู้อพยพเข้าไปยังสหรัฐอเมริกา

และจากรายงานข่าวของนิตยสารไทม์ในช่วงแรกๆหลังจากที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายระบุอออกมาว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ทำได้เพียงเก็บปากนิ่งเงียบ”

ส่วนนักการเมืองของพรรคเดโมแครตที่ประกาศลงแข่งขันในตำแหน่งประธานาธิบดีต่างก็ร่วมใจกันผนึกพลังออกมากล่าวประนามประธานาธิบดีทรัมป์อาทิเช่น

“อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “คนต่างด้าวมิใช่เป็นตัวปัญหา แต่ปัญหามาจากกลุ่มอนุรักษ์ชาตินิยมผิวขาวแบบขวาจัด อีกทั้งยังมีอุตสาหกรรมผลิตอาวุธปืนก็เป็นตัวปัญหาเช่นกัน”

ทั้งนี้อุตสาหกรรมด้านอาวุธปืนในสหรัฐฯสามารถทำรายได้รวมเมื่อปีกลายไปกว่า 52 พันล้านเหรียญ และนักการเมืองส่วนใหญ่ที่ได้รับเงินสนับสนุนด้านเม็ดเงินเพื่อใช้ในการรณรงค์หาเสียงก็มาจากอุตสาหกรรมผลิตอาวุธปืน โดยส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองของพรรครีพับลิกัน!!!

“วุฒิสมาชิกเคอร์รี่ บุคเกอร์”นักการเมืองดาวรุ่งของพรรคเดโมแครตและเป็นหนึ่งของผู้ที่ลงแข่งขันประธานาธิบดีก็ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสถานีโทรทัศน์ NBC “Meet the Press” เมื่อวันอาทิตย์ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ”

ส่วน “เบโต โอรอวร์ค”อดีตสมาชิกผู้แทนราษฎรจากรัฐเท็กซัส และขณะนี้ก็เป็นหนึ่งในนักการเมืองของพรรคเดโมแครตที่ประกาศตัวลงแข่งขันในตำแหน่งประธานาธิบดีก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ “State of the Union” ของซีเอ็นเอ็นโดยออกมากล่าวประนามประธานาธิบดีทรัมป์เช่นกันว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนความรุนแรงและยังเป็นพวกเหยียดสีผิวตัวยงอีกด้วย”

สำหรับ “วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส”จากรัฐเวอร์มอนท์หนึ่งในนักการเมืองค่ายพรรคเดโมแครตที่กำลังลงแข่งขันประธานาธิบดีด้วยเช่นกันได้ชี้ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นบุคคลอันตรายและยังเป็นคนดันทุรัง รวมทั้งพรรคพวกของประธานาธิบดีทรัมป์ก็เป็นพวกที่นิยมสร้างวัฒนธรรมความรุนแรง”

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์เลวร้ายภายในประเทศครั้งนี้ทุกๆฝ่ายต่างเพ่งตรงไปที่ฝ่ายเหยียดสีผิวซึ่งเป็นคนผิวขาว และถือว่าเป็นฐานเสียงส่วนหนึ่งของประธานาธิบดีทรัมป์

และจากการหยั่งเสียงของหนังสือพิมพ์ USA Today ร่วมกับสำนักหยั่งเสียงชื่อดัง “Ipsos” ได้ทำการหยั่งเสียงเมื่อวันจันทร์และวันอังคารนี้ ออกมาเปิดเผยว่า “ผู้ที่ตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์เป็นสมาชิกจากพรรคเดโมแครตถึง 74% โดยพวกเขาออกมาชี้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ควรเป็นผู้ออกมารับผิดชอบทั้งสิ้น ส่วนสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์มีแค่เพียง 23%

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นขณะนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญกับศึกใหญ่ที่แสนจะหนักอกทั้งจากนานาชาติภายนอกและศึกจากภายในประเทศ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่เขาจะต้องพิสูจน์ถึงความเป็นผู้นำว่ามีความแข็งแกร่งสมกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในขณะนี้ละครับ