หากเอ่ยถึงสถานภาพของสตรีในประเทศอินเดียแล้วก็ต้องบอกว่า “ลำบากเหลือ” เพราะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงของเหล่าผู้ชายสารพัด

ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากนอกบ้านพื้นที่สาธารณะ ยกตัวอย่างเหตุรุมข่มขืนบนรถเมล์ที่เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก หรือแม้กระทั่งความรุนแรงภายในบ้านจากสามีขงพวกเธอเองก็ไม่เว้น

เมื่อมีแรงกด ก็จะเกิดแรงต้าน

ว่าแล้วบรรดาสตรีชาวหมู่บ้านขุศิยารี เมืองพาราณสี แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ก็ได้จัดตั้งกลุ่มเพื่อรับมือกับความรุนแรงที่เกิดจากบุรุษเพศ ไม่ว่าจะเป็นนอกบ้าน หรือแม้แต่ในครัวเรือนของพวกเธอเองขึ้น

โดยชุดแต่งกายที่พวกเธอใช้ ก็เป็น “ส่าหรีสีเขียว”

ชักชวนกันสวมใส่จนราวกับเป็นเครื่องแบบ ยูนิฟอร์ม จนใครๆ ก็พากันเรียกว่า “แก๊งเขียว” เลยตั้งเป็นชื่อนามของกลุ่มไปเสียเลยว่า “แก๊งเขียว (Green Gang)”

นางอาศา เทวี นำกลุ่มสตรีแก๊งเขียวฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า

ก่อนออกปฏิบัติการปราบปรามพวกผู้ชาย ที่กำลังมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ชั่วร้าย ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งต่อสตรี เด็ก หรือแม้กระทั่งกำลังร่ำระเริงกับอบายมุขกันอย่างสนุกสนาน เช่น เล่นการพนัน หรือกำลังร่ำสุรา กันเป็นอาทิ

โดยกลุ่มพวกเธอจะกรูกันเข้าไปถล่มจนวงแตก ชนิดที่เหล่าผู้ชาย ซึ่งกำลังร่ำสุรา หรือกำลังเล่นการพนันกันนั้น ต้องพากันวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง เพราะไม่สามารถทนพิษหมัด เท้า เข่า ศอก จากศิลปะการต่อสู้ที่เหล่าสตรีแก๊งเขียว ประเคนเข้าใส่

หลังจากแก๊งเขียวพิฆาตอธรรม ซึ่งได้ขย้ำจนผู้ชายวิ่งหนีกระจัดกระจายไปแล้วนั้น ก็จะช่วยกันทำลายบรรดาสิ่งของที่เป็นอบายมุขเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นขวดเหล้า และพวกไพ่ เป็นต้น จนแหลกยับไม่มีชิ้นดี

กลุ่มสตรีแก๊งเขียว ใช้รถบดถนนทำลายสุราที่พวกผู้ชายในหมู่บ้านนั่งดื่มกัน

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของ “นางอาศา เทวี” ซึ่งเปรียบเสมือนผู้นำกลุ่มสตรีแก๊งเขียว ระบุด้วยว่า เพราะอบายมุขเหล่านั้น อย่างสุรายาเมา และพวกการพนัน คือตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงต่อสตรีในครอบครัวขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่าง เมื่อผู้เป็นสามี เป็นพ่อ ดื่มเหล้าจนเมามายเข้าบ้าน ก็มักจะทุบตีลูกเมีย หรือเมื่อเล่นการพนันเสีย ก็มาหัวเสียเรียกเอาเงินจากลูกเมีย จนเกิดการทุบตีกันขึ้นอีก ตลอดจนไม่ทำงาน ทำการ เพราะเอาแต่ตั้งวงร่ำสุรา หรือมั่วสุมเล่นการพนัน ยิ่งส่งผลให้ครอบครัวขาดรายได้

ที่มาที่ไปอันทำให้บรรดาสตรีเหล่านี้ ลุกขึ้นมาสู้กับเหล่าผู้ชายอธรรม ก็มาจากวันดี คืนหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มนักศึกษาอาสาสมัคร เข้าไปช่วยเหลือและให้ความรู้ด้านต่างๆ แก่พวกสตรีในหมู่บ้าน ซึ่งความรุ้ที่ว่าก็ยังรวมถึงความรู้ด้านสิทธิสตรีที่จะพึงมีพึงได้ของพวกเธอ มิใช่ว่าจะปล่อยให้ผู้ชาย มาข่มเหงกดขี่กันอยู่ร่ำไป

โดยกลุ่มนักศึกษาอาสาสมัคร มาสอนพวกเธอให้รู้จักวิธีการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในยามที่พวกเธอถูกทำร้าย

นักศึกษาอาสาสมัครที่มาช่วยฝึกสอนศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวให้แก่กลุ่มสตรีแก๊งเขียว

ใช่แต่เท่านั้น กลุ่มนักศึกษาอาสาสมัคร ยังช่วยฝึกสอนศิลปะการต่อสู้ให้แก่พวกเธอด้วย เพื่อไว้ใช้ป้องกันตัว หากว่าถูกผู้ชายข่มเหงรังแก

กลุ่มสตรีแก๊งเขียว ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้กับอาสาสมัคร

และปรากฏว่า ศิลปะการต่อสู้ที่พวกเธอได้รับการฝึกฝนมา ก็ช่วยนำพาพวกเธอรอดพ้นจากถูกผู้ชายข่มเหง ยิ่งเมื่อรวมพวก รวมตัวกันได้ ก็กลายเป็นกลุ่มสตรีที่สามารถปราบผู้ชายอธรรมได้อย่างทรงพลานุภาพ กระทั่งได้กลายแก๊งเขียวกันขึ้น หลังตกลงกันภายในกลุ่มว่า จะใช้ชุดส่าหรีสีเขียว เป็นอาภรณ์สวมใส่ ในยามที่ออกปฏิบัติการปราบปรามพวกผู้ชายที่กำลังประพฤติมิชอบเหล่านั้น

ส่วนสาเหตุที่พวกเธอเลือก “สีเขียว” เป็นสีของส่าหรี่ที่พวกเธอสวมใส่ ทาง “นางอาศา เทวี” ซึ่งเปรียบได้กับหัวหน้ากลุ่ม เปิดเผยว่า เพราะสีเขียว หมายถึง ความมีสุขภาพดี ความเจริญรุ่งเรือง และสันติภาพ ดังนั้น ทางกลุ่มจึงเลือกใช้สีนี้เป็นสีของอาภรณ์ใช้สวมใส่ จนเสมือนเป็นชุดเครื่องแบบ หรือยูนิฟอร์ม ของกลุ่ม ใช้ในปฏิบัติการออกปราบปรามเหล่าอธรรม โดยมีรายงานว่า พวกผู้ชายที่มีพฤติกรรมเลวร้าย ต่างระย่อต่อกลุ่มสตรีแก๊งเขียวไปตามๆ กัน