วันที่ 5 ส.ค.นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กเรื่อง'จะจัดการปัญหา#ระเบิดต้องตรงไปตรงมา' ความว่า...จะจัดการปัญหา #ระเบิด ต้องตรงไปตรงไปตรงมาการวางระเบิดหลายจุดใน 2-3 วันที่ผ่านมา ต้องการการแก้ปัญหาอย่างมืออาชีพ มีประสิทธิภาพและตรงไปตรงมา ไม่ใช่จัดการปัญหาด้วยการ ปกปิกบิดเบือนข้อเท็จจริง ปัดสวะให้พ้นๆไปหรือใส่ร้ายป้ายสีปั้นน้ำเป็นตัวโดยหวังผลทางการเมือง หรือจับแพะเพื่อให้ได้ชื่อว่าจัดการได้แล้วเท่านั้นจะจัดการปัญหานี้อย่างไรเป็นเรื่องหนึ่ง จะชี้แจงหรือพูดถึงเรื่องนี้อย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันและมีผลต่อกันอย่างแยกไม่ออก

ขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าการจัดการเป็นไปอย่างไร รู้แต่ว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แต่การพูดถึงดูจะมีมากกว่าและมีปัญหามากเสียด้วย การวิเคราะห์หรือตั้งประเด็นไว้ไม่ให้มองข้ามย่อมมีประโยชน์ ที่เป็นปัญหาคือการด่วนสรุปหรือด่วนพูดไปทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานว่าฝ่ายนี้ทำฝ่ายนั้นทำซึ่งดูจะสวนทางไม่สอดคล้องกับหลักฐานที่ตรวจพบ ซึ่งการพูดถึงในทางร้ายก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาไปแล้ว

กรณีที่ผู้พูดเป็นผู้มีอำนาจในรัฐบาลหรือฝ่ายความมั่นคงเอง เมื่อพูดไปทั้งๆที่ไม่มีหลักฐาน บางทีถึงขั้นปั้นน้ำเป็นตัว ก็ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากและยังจะทำให้เกิดความบาดหมางโกรธแค้นและความไม่ไว้วางใจต่อกันในสังคมอันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยมานานแล้วด้วย

การที่มีการวางระเบิดในจุดสำคัญระดับจุดยุทธศาสตร์และยังไม่มีการจับกุมคนร้ายได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้คนอุ่นใจ ก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แม้ทำอะไรตรงไปตรงมาก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการกับภาพพจน์และผลสะเทือนที่จะตามมาไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะคืออะไร

อย่างที่มีการวิเคราะห์กันดูเหมือนไม่มีใครคิดว่าจะเป็นเรื่องของวัยรุ่นคึกคะนองหรือคนเสียสติ จะมีพูดกันก็เช่น “กลุ่มการเมืองกลุ่มเดิมๆ” บ้าง เกิดจาก “ความขัดแย้งในหมู่ผู้มีอำนาจ” บ้าง “ลองของนายกฯใหม่ที่มาคุมตำรวจ”บ้าง หรือไม่ก็ เป็นการ”แก้แค้นทหารจากปัญหาทางใต้” หรือ เป็นการ “ขยายตัวของปัญหาความไม่สงบมาจากสามจังหวัดภาคใต้”

ผู้มีอำนาจหรือผู้ที่สามารถโน้มน้าวสังคมให้คล้อยตามไม่ควรพูดอะไรโดยเริ่มจากต้องการให้สังคมเชื่อว่าความรุนแรงครั้งนี้เกิดจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เมื่อคนเชื่อแล้วจะเป็นประโยชน์กับผู้มีอำนาจเอง เพราะดังที่ผมยกตัวอย่างมา ไม่ว่าเป็นแบบไหนก็เป็นปัญหาร้ายแรงที่จะตามแก้ไม่หวาดไหวทั้งสิ้น

ถ้ากลุมการเมืองเดิมๆมีขีดความสามารถมากขนาดนี้และเลือกใช้วิธีวางระเบิดมาจัดการปัญหาก็เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลจะจัดการได้แค่ไหน

ถ้าเป็นความขัดแย้งในหมู่ผู้มีอำนาจก็ยิ่งหนักเข้าไปอีกเพราะไม่รู้ว่าใครขัดแย้งกับใครและจะแพ้ชนะกันเมื่อใด บ้านเมืองจะต้องเสียหายกันอีกแค่ไหน

ถ้าเป็นการลองของนายกฯแล้วนายกฯรับมือไม่ไหว จะเกิดอะไรขึ้นอีกที่น่าเป็นห่วงมากอีกเรื่องก็คือถ้าเป็นการขยายขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการมาจากสามจังหวัด เพราะถ้าเป็นจริง ต่างประเทศจะถือว่าเป็นการก่อการร้าย ยกระดับทั้งปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้และปัญหาการก่อการร้ายในประเทศ ซึ่งจะเสียหายต่อการทำมาค้าขายและการลงทุนอย่างร้ายแรงการโบ้ยไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ดูจะไม่มีอะไรดีเอาเสียเลย

ถ้าอย่างนั้นจะกลบเกลื่อนให้กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง จับแพะให้ได้สัก 4-5 คนแล้วก็ปิดบัญชีเรื่องนี้ ประกาศความสำเร็จกันไปจะดีมั้ยก็คงต้องบอกว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย เพราะนั่นเท่ากับปล่อยให้คนร้ายตัวจริงลอยนวล ย่อมไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก ที่สำคัญประเทศไทยอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือเรื่องความสามารถในการจัดการกับปัญหาการก่อการร้ายหรือความไม่สงบซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

ต้องทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ทำให้ดีที่สุดครับ ความจริงเป็นอย่างไรก็ต้องพร้อมเผชิญกับมันแล้วก็หาทางแก้กันไป เรื่องระเบิด นี้เป็นปัญหาใหญ่ร่วมกันของคนทั้งประเทศ ทุกฝ่ายพร้อมจะร่วมมือแก้ปัญหา ขอเพียงรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงอย่ากีดกันหรือผลักไสไล่ส่งคนที่คิดไม่เหมือนรัฐบาลออกไปแล้วก็ทำอะไรอย่างสะเปะสะปะไปเรื่อยอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้นแหละครับ