เหตุระเบิดป่วนเมืองกรุงเทพฯหลายจุด มีทั้งระเบิดและวัตถุต้องสงสัย เกิดขึ้นระหว่างที่เมืองไทยในฐานะประธานอาเซียนกำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมอื่นๆที่เกี่ยวข้องซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 29 ก.ค.-3ส.ค.62 อีกทั้งยังมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (อาเซียนบวก3)ครั้งที่ 20 และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ASEAN Regional Forum หรือ ARF) ครั้งที่ 26 โดยสถานที่จัดประชุมคือ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าชิดลมและสถานีสยาม

ทั้งนี้เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวย่อมฉุดความเชื่อมั่น ทำลายบรรยากาศการค้า การลงทุน สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนถึงความไม่ปลอดภัยในการเดินทาง อีกทั้งยังลามไปถึงความไม่เชื่อมั่นต่อความปลอดภัยในสายตาต่างชาติที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย รวมถึงการจับจ่ายในช่วงระยะสั้นในช่วงนี้ที่แย่อยู่แล้วซ้ำเติมเข้าไปอีกมากโข

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนไทยที่อาจจะออกมาจับจ่ายใช้สอยลดลงในช่วงสั้นๆ และกระทบต่างชาติต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวและการลงทุน ผู้ที่สร้างสถานการณ์ดังกล่าวอยากให้คำนึงถึงประเทศชาติเป็นหลัก และขอให้รัฐบาลเร่งมือสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตไม่ถึง 3% ซึ่งการใช้นโยบายการคลังเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ แต่ต้องใช้นโยบายการเงินเข้ามาช่วยเสริม โดยความเสี่ยงเกิดจาก 1.ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง 4 เดือน และยังไม่มีสัญญาณจะฟื้นตัว 2.ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจทั่วประเทศลดลงต่อเนื่อง 4 เดือนเช่นกัน

3.ปัญหาภัยแล้งที่บั่นทอนเศรษฐกิจ การลงทุน และการบริโภคในประเทศ 4.เหตุระเบิดป่วนเมืองเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้คนตีความเชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง และมองว่าหลังจากนี้การเมืองอาจไม่มีเสถียรภาพ เกิดความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายไม่กล้าลงทุน รวมถึงกังวลถึงเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเป็นการเมืองนอกสภา

โดยเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ที่จงใจจะทำให้คนขาดความเชื่อมั่นในระยะสั้นเท่านั้น หากรัฐบาลสามารถดูแลสถานการณ์และไม่ให้มีเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็คงจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของทั้งในประเทศและต่างประเทศมากนัก

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เหตุลอบวางระเบิดดังกล่าว ต้องรอผลการพิสูจน์หลักฐานที่ชัดเจนอีกครั้ง จึงจะสามารถประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ได้ แต่แน่นอนว่าเบื้องต้นส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลของนักลงทุนจึงกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนในระยะสั้นๆ แต่ไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจจริง จากนี้ต้องจับตาดูว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็วหรือไม่

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด กล่าวว่า คาดเหตุการณ์ระเบิดจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ลดลง โดยหลังจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนและสามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้จบได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ ทำให้ยังประเมินได้ยากว่าเหตุการณ์ระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานครนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวกับเศรษฐกิจไทยอย่างไร

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวเน้นว่าเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากหน่วยงานที่ดูแลความสงบมีมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยยังเข้มแข็ง สะท้อนจากการปรับอันดับเครดิตเรตติ้งของฟิทช์และมูดี้ส์ เป็นการสะท้อนความมั่นใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวร่วงลงมาค่อนข้างแรงวันที่ 2 ส.ค.62อาจต้องไปหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯอีกครั้ง แต่มองว่าช่วงนี้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมาก ส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจโลกกดดัน โดยเฉพาะข้อพิพาทการค้า ตรงนี้ต้องมาดูแลตัวเอง มีมาตรการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกหรือเหตุการณ์ภายในอย่างไรให้เร็ว ขณะเดียวกันต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้ตอบโจทย์ประชาชน

โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประเมินผลกระทบความขัดแย้งทางการค้ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งทางสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังจะพิจารณามาตรการมาช่วยเพื่อบรรเทาผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ คาดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในเดือน ส.ค.62

สำหรับมาตรการที่จำเป็นมากคือ การเร่งรัดการลงทุนของหน่วยงานภาครัฐ และมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก รวมถึงอาจจะเร่งลงทุนระบบอีเพย์เมนต์เป็นการต่อยอด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีส่วนที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่น และกระตุ้นการจับจ่ายโดยขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าวงเงินที่จะออกเป็นแพ็กเกจเม็ดเงินเท่าไร

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงรุนแรงกว่า 20 จุด ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นปิดตลาดของสัปดาห์เมื่อวันที่ 2 ส.ค.62 ติดลบ 15.04 จุด ดัชนีที่ 1,684.71 จุด มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนผิดหวังกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯออกมาทวีตข้อความว่าเตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% มูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น แต่จะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น และกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหรือความสามารถการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคในวันที่ 2 ส.ค.62 พบว่า ตลาดหุ้นไทย มีการปรับลดลงต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ขณะที่ผลกระทบของเหตุการณ์นี้ต่อเศรษฐกิจไทยจะต้องติดตามต่อว่าจะคลี่คลายออกมาอย่างไร

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนก.ค.62 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจอยู่ที่ 49.1 จากเดือนมิ.ย.62 ที่ 49.4 จากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคการ ผลิตที่ลดลงในด้านคำสั่งซื้อ การผลิต และการจ้างงาน เป็นสำคัญ นำโดยกลุ่มผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงกลุ่มผลิตปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติกที่ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและปริมาณการผลิตลดลงมากตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนของภาวะสงครามการค้า

ขณะที่ดัชนีของภาคที่มิใช่การผลิตปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่พักแรมและบริการร้านอาหารที่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นตามปริมาณการให้บริการและผลประกอบการที่ดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเดือนนี้ดัชนีคำสั่งซื้ออยู่ที่ 47.1 ต้นทุนอยู่ที่ 42.9 การลงทุน 55.2 การจ้างงาน 50.0 การผลิต 48.7 และ ผลประกอบ 50.1

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ต.ค.)ปรับลดลง จากเดือนก่อนเล็กน้อยมาอยู่ที่ 53.7 จากเดือนมิ.ย.62 ที่ 56.3 อย่างไรก็ดี ดัชนียังอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังขยายตัวได้ในระยะต่อไป

ส่วนภาคการผลิตสัดส่วนผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมั่นที่ดีปรับลดลงบ้างเมื่อเทียบกับเดือนก่อน นำโดยกลุ่มผลิตอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง ส่วนหนึ่งจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ส่งผลให้ความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานลดลงด้วยเช่นกัน ขณะที่ความเชื่อมั่นในภาคที่มิใช่การผลิตปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย นำโดยภาคค้าปลีก ที่พักแรม และบริการด้านอาหารที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าปริมาณการค้า และการบริการ รวมถึงผลประกอบการจะปรับดีขึ้นจากปัจจุบัน

สุดท้ายนี้เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แน่นอนย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน่ที่กล้าทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมา และจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมกับเศรษฐกิจ จากปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงจากปัญหาสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกอย่างรุนแรง ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนและนักลงทุนไม่เชื่อมั่น และไม่มั่นใจเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เกิดความเสี่ยงซ้ำซ้อนกับเศรษฐกิจไทย

โดยหลังจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนและสามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้จบได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ หากจบเร็วก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ถ้าจับคนป่วนเมืองครั้งนี้ไม่ได้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหลายหยดที่จะกระทบฉุดเศรษฐกิจให้ดำดิ่งต่อไป ที่สำคัญกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่จะหมดความเชื่อมั่นจากชาวบ้านและนักลงทุน สุดท้ายรัฐบาลจะอยู่ลำบาก